เผย 3 อ.วิธีง่ายๆ ป้องกันโรคอ้วน

เผย 3 อ.วิธีง่ายๆ ป้องกันโรคอ้วน
• คุณภาพชีวิต
ชี้! กินยา-ทำทรีตเมนท์ไร้ประโยชน์

ภาพยนตร์โฆษณาที่เอาคนอ้วนมาเป็น พรีเซ็นเตอร์กับมือที่พยายามปัดข้าวขาหมูที่ตักขึ้นมาใส่ปาก เป็นหนึ่งในโครงการรณรงค์ให้คนไทยไร้พุง พร้อมกับนำเสนอวิธีป้องกันโรคอ้วนง่ายๆ แบบกรมอนามัยที่เรียกกันว่า “3 อ”

ได้แก่ อาหาร โดยลดอาหารหวาน มัน เค็ม กินผัก ผลไม้ให้มาก ออกกำลังกาย เพื่อเผาผลาญเอาไขมันที่สะสมในร่างกายออกไป อารมณ์ ที่ต้องทำการปรุงแต่งจิต เพื่อเกิดสติมุ่งมั่นในการควบคุมอาหาร และ ออกกำลังกาย

ซึ่งหากทุกคนสามารถปฏิบัติตัวได้ตามคำแนะนำง่าย ๆ ที่ว่านี้ การหลุดพ้นจากความอ้วนก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่ในความเป็นจริงมีปัจจัยอื่นที่มีส่วนทำให้เกิดโรคอ้วนได้ด้วย

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า “โรคอ้วน” เกิดจากลักษณะนิสัยการกินที่เกินพอดีกับความต้องการของร่างกาย ทำให้เกิดภาวะสะสมของ สารอาหารในรูปแบบของไขมัน แต่ความจริงแล้วโรคอ้วนยังมีสาเหตุอื่น ๆ เป็นองค์ประกอบอีก

ความสามารถของระบบการ ย่อยอาหารของแต่ละคนที่แตกต่างกัน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้บางคนเกิดภาวะโรคอ้วนได้ด้วยเช่นกัน

และเมื่อโรคอ้วนมาเยือน บางคนจำเป็นต้องลดน้ำหนักเพื่อแก้ปัญหาโรคที่จะตามมาพร้อมกับความอ้วน ไม่ว่าจะเป็น คอเลสเตอรอล เบาหวาน โรคหัวใจ เลยไปจนถึงโรคมะเร็งที่เหมือนจะเป็นโรคฮิตที่ใครต่อใครก็เป็นได้

ขณะที่บางคนไม่พอใจกับรูปร่างของตัวเองที่มีอยู่และมักคิดว่าตัวเองอ้วน แล้วรูปร่างที่เหมาะสมกับแต่ละคนเป็นอย่างไร

นพ.สมนึก ศิริพานทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝังเข็ม และ การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Medicine) จากสถาบัน บี.ดี.ซี. โดย ดร.อรวรรณ ระบุว่า ปัจจุบันทางการแพทย์พบว่าคนทั่วไปที่ จัดว่ามีรูปร่างสมบูรณ์แบบนั้น สำหรับผู้ชายจะต้องไหล่กว้างและค่อยๆ ไล่ความแคบลงมาคล้ายกับรูปตัววี ส่วนผู้หญิงจะต้องเอวคอด ตะโพกผาย

“สำหรับผู้ชายนั้นหากว่าวัดรอบเอวแล้วอยู่ที่ 36 นิ้วถือว่ายังมีรูปร่างที่สมบูรณ์แบบอยู่ ส่วนผู้หญิงจะต้องมีรอบเอวไม่เกิน 32 นิ้ว ซึ่งหากทุกคนสามารถรักษาระดับรอบเอวของตัวเองไว้ได้ตามมาตรฐานนี้ นอกจากจะไม่อ้วนแล้วร่างกายก็จะแข็งแรงและไม่เจ็บป่วยด้วย”

ทว่ารูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการกินที่ ปัจจุบันต้องยอมรับว่า ในแต่ละมื้อของแต่ละคนไม่เพียงแต่ไม่ได้รับสารอาหารครบถ้วนตามที่ควรจะเป็นเท่านั้น แต่ยังมักรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงประเภทอาหารสะดวกซื้อต่างๆ ด้วย ซึ่งนี่คืออีกปัจจัยที่มีผลต่อรูปร่างและความอ้วน

ซึ่งเมื่อเริ่มเข้าสู่ภาวะโรคอ้วน หลายคนเริ่มมองหาวิธีการที่จะรักษารูปร่างให้กลับมาดีดังเดิม และการกินยาลดความอ้วน ซึ่งถือเป็นวิธีการลดความอ้วนที่ง่ายที่สุดและไม่ต้องใช้เวลานานจึงกลายเป็นตัวเลือกแรก

“ยาที่แพทย์ใช้นั้นจะมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทและสมอง ซึ่งจะทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มและไม่หิว ช่วงที่ยังทานยาอยู่ก็จะรู้สึกไม่หิวและอยากอาหารน้อยลง แต่วิธีนี้เมื่อเลิกทานยาน้ำหนักก็จะกลับมาพร้อมกับการรับประทานอาหารที่เพิ่มขึ้น และจะเกิดภาวะที่เรียกว่า โยโย่เอฟเฟกต์ ตามมาด้วย”

ขณะที่ความนิยมในการรักษาโรคอ้วนและปรับปรุงรูปร่างด้วยการใช้ยาลดความนิยมลง การพึ่งพาสถาบันลดความอ้วนที่มีอยู่มากมายและมีพรี เซ็นเตอร์ที่เป็นที่รู้จักก็เริ่มกลายเป็นตัวเลือกต่อมา

ขบวนการทำทรีตเมนท์ต่างๆ และการนวดที่เราเห็นกันอยู่นั้น เมื่อมีการวิจัยทางการแพทย์แล้วพบว่าไม่ใช่ว่าทุกคนที่เข้ารับบริการในโปรแกรมนั้นๆ จะได้ผลที่น่าพอใจเหมือนกัน มีเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เห็นผล หากเอาสถิติทั้งหมดมาดูก็จะพบว่าเกิดความล้มเหลวสูงมาก

“ถ้าเอาคน 100 คนที่เข้ารับบริการพร้อมๆ กันมาโชว์ หลังจากมีการเข้าโปรแกรมประมาณ 6 สัปดาห์ จะพบว่าไม่ใช่ทุกคนที่ลดได้ แต่สถาบันฯ มักจะเอาคุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกมาเป็นกรณีตัวอย่าง ซึ่งตามปกติแล้วผู้หญิงหลังคลอดจะน้ำหนักลดอย่างรวดเร็วอยู่แล้ว ผลที่นำเสนอออกมาจึงเหมือนกับเป็นภาพลวงตา”

ภาวะโยโย่เอฟเฟกต์ที่เกิดกับผู้ที่ลดความอ้วนด้วยการกินยานั้น การทำทรีตเมนท์ในลักษณะนี้ก็เกิดได้ด้วยเช่นกัน และหลายคนหลังจากผิดหวังจากวิธีการต่างๆ นั้นเปลี่ยนไปออกกำลังกายแทน โดยหลายคนยอมที่จะเสียเงินเพื่อจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัวเพื่อให้เห็นผลอย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ไม่เพียงลดความอ้วนแต่ยังได้ร่างกายที่แข็งแรงมาพร้อมๆ กันด้วย

แต่สำหรับบางคนการออกกำลังกายก็เป็นข้อจำกัดที่ไม่สามารถทำได้ แล้ววิธีใดคือการลดความอ้วนที่ถูกวิธีและยั่งยืน.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *