เผยพบคนไทยปัญหาทางจิตมากกว่า 12 ล้านคน

เผยพบคนไทยปัญหาทางจิตมากกว่า 12 ล้านคน
• สุขภาพใจ
แพทย์แนะทางเลือกใหม่ “จิตบำบัดแนวพุทธ”

สุขภาพจิต เกิดขึ้นได้กับทุกคน และทุกช่วงอายุ โรคที่แสดงอาการในหลายรูปแบบ ประเทศที่ประชาชนมีปัญหาสุขภาพจิตมาก ตัวชี้วัดสามารถดูได้จากอัตราการป่วยด้วยโรคทางจิตที่มีจำนวนมาก และยังดูได้จากสถิติอื่นๆ เช่น อัตราการหย่าร้างสูง อัตราการฆ่าตัวตายสูง สถิติอาชญากรรมสูง รวมทั้งอัตราผู้ติดสุรา หรือยาเสพติดสูง

จากสถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตในปัจจุบันพบว่าคนไทยมากกว่า 12 ล้านคน มีปัญหาทางจิต หรือมีทุกข์ทางใจ ไม่ว่าจะจากโรคซึมเศร้า และโรควิตกกังวล รวมทั้งโรคเครียด ซึ่งยังคงเป็นปัญหาสุขภาพจิตระดับต้นๆ ที่ไม่ควรเพิกเฉย แม้ว่าคนไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต แต่ก็ยังมีเรื่องที่น่ายินดีเกี่ยวกับการพัฒนาความก้าวหน้า และการนำแนวทางใหม่มาใช้ในการบำบัดรักษาปัญหาสุขภาพจิต นักวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ The 11th AFPMH Congress หารือ “สุขภาพจิต สู่ ค.ศ.2020 : ร่วมมือร่วมใจพัฒนาเพื่อสุขภาพจิตที่ดีกว่า” โดยมีแนวคิดในการนำเอา..”จิตบำบัดแนวพุทธรักษาผู้ป่วยทางจิตเวช”…!!!

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การนำเอาจิตบำบัดแนวพุทธ มาใช้เป็นแนวทางใหม่ ในการบำบัดโรคทางจิตเวช และปัญหาสุขภาพจิต ในการที่จะนำการรักษาแบบนี้มาใช้โดยได้มีการจัดการฝึกอบรมให้กับจิตแพทย์ผู้สนใจ เพื่อให้จิตแพทย์สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับวิธีการรักษาของตนเอง

การให้จิตบำบัด และการให้คำปรึกษาแนวพุทธ มีแนวทางหลัก คือ การพัฒนาตนเองของนักบำบัด และผู้ให้คำปรึกษา เนื่องจากชีวิตผู้ให้การบำบัด และผู้ให้คำปรึกษา เป็นชีวิตการทำงานที่มีความเครียดสูง ต้องรองรับภาระทางจิตใจจากผู้ป่วยที่มาเล่าเรื่องที่เป็นความทุกข์ และความไม่สบายใจให้ฟัง โดยตัวผู้ให้การบำบัดยังคงต้องรักษาความเป็นกลาง และสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ป่วยหรือผู้ที่มาขอคำปรึกษาไว้ โดยไม่มีการแสดงออกทางอารมณ์ ในสภาพแบบนี้หากไม่สามารถรักษาสมดุลให้ดี หรือไม่มีความเข้มแข็งทางจิตใจที่ดีพอ จะส่งผลให้การทำหน้าที่เกิดความเครียดมาก จนเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานได้สูง และบางครั้งความเครียดที่สะสมไว้อาจจะกระทบต่อคนไข้คนอื่นๆ เพื่อนร่วมงานรวมทั้งครอบครัวด้วย

นักบำบัดสามารถนำจิตบำบัดแนวพุทธมาใช้ในการพัฒนาตัวเองก่อน ด้วยการสอนให้ตัวเอง รู้จักการเรียนรู้ที่จะพัฒนาจิตตัวเองด้วย “การฝึกสมาธิ” และ “การฝึกสติ”

การฝึกสมาธิ ในแง่ของจิตวิทยาจะเป็นวิธีการลดความเครียดที่ได้ผลดี และในข้อเท็จจริงผลงานวิจัยในปัจจุบันพบว่า การฝึกสมาธิเป็นวิธีการลดความเครียดที่ได้ผลดีมาก อีกทั้งยังทำให้เกิดความสามารถในการคลายเครียด และทำให้เกิดความสงบได้อย่างลึก ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพที่มีความกดดันสูง

การฝึกสติ สำหรับนักบำบัดก็เป็นส่วนที่สำคัญ เนื่องจากการดูแลผู้ป่วยเป็นเรื่องที่ต้องอยู่กับปัจจุบัน การฝึกจะช่วยให้เรามีสติไม่ว่อกแวก และไม่ถูกรบกวนด้วยอารมณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงาน โดยผลดีที่ได้จากการฝึกสติจะช่วยทำให้เราเกิดการพัฒนาปัญญาภายใน หรือปัญญาที่จะพัฒนาจิตของตนเอง จะทำให้เรารู้จักปล่อยวางได้เวลาที่มีอารมณ์ ทำให้เราเห็นในอารมณ์ เห็นในความคิด และรู้จักการเฝ้าสังเกตอารมณ์โดยที่จิตของเราไม่ไปผูกติดกับสิ่งที่มากระทบและจะไม่ตอบโต้ ปล่อยให้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและดับไปเอง

“การเข้าสู่การบำบัด” เป็นแนวทางที่2 เราสามารถใช้หลักที่ เรียกว่า “จิตบำบัดแนวพุทธ” มาใช้ในการดูแลผู้ป่วยได้ใน 3 ลักษณะ ลักษณะที่ 1 คือ การรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับคนไข้ ด้วยความเป็นกลางไม่โน้มเอียงไปในทางด้านบวก หรือลบ ซึ่งเป็นสัมพันธภาพในเชิงบำบัด และเป็นผลดีต่อเนื่องที่ได้มาจากการฝึกสมาธิและสตินั่นเอง การดูแลจิตใจตนเองได้ดีจะมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ป่วยลักษณะที่ 2 คือ การฝึกสมาธิเพื่อการลดความเครียดและความวิตกกังวลให้กับคนไข้ พบว่าคนไข้ที่มาปรึกษาส่วนใหญ่จะมีความวิตกกังวลสูง เช่น มีอาการย้ำคิดย้ำทำไม่สามารถปรับตัวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ ซึ่งนักจิตบำบัดสามารถฝึกสมาธิแบบง่ายๆ ให้คนไข้ได้ เช่น สอนให้รู้จักการกำหนดลมหายใจ โดยใช้เวลาสักประมาณวันละ 10 นาทีในช่วงเช้าหรือก่อนนอนหรือระหว่างวันจะช่วยให้ควบคุมอารมณ์ได้ ซึ่งอาจจะใช้ร่วมกับการให้ยาหรือไม่ให้ก็ได้ลักษณะที่ 3 คือ การฝึกสติให้กับผู้ป่วย โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอารมณ์เกิดขึ้น เมื่อเจอสถานการณ์ที่มากระทบกับความขัดแย้งในใจตนเอง เช่น แม่ที่สูญเสียลูกเมื่อเจอเด็กก็จะกระทบความรู้สึกในการสูญเสียลูก รู้สึกเศร้า หรือบางคนที่มีความขัดแย้งในใจเรื่องของการไม่ชอบคนที่ใช้อำนาจ เมื่อเจอคนที่มาใช้อำนาจกับตนเอง ก็จะมีปฏิกิริยาโกรธตอบโต้มากกว่าปกติ และอาจจะมีการแสดงออกที่ไม่เหมาะสม หรือถ้าแสดงออกไม่ได้ก็จะเก็บกดไว้ซึ่งก็ไม่เหมาะสมเช่นกัน

“การฝึกจิตแนวพุทธ จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเผชิญกับสถานการณ์ที่ส่งผลต่อสภาวะอารมณ์ได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความมีสติที่ช่วยให้สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น และหากพัฒนาได้ไกลกว่านี้ถ้าหากคนไข้ได้รับการฝึกเทคนิคให้รู้จักการปล่อยวางก็จะสามารถเตือนตัวเองให้มีสติกับสิ่งที่มากระทบโดยไม่โต้ตอบ โดยทั้งหมดนี้เป็นขอบเขตกว้างๆ ของการพัฒนาจิตแนวพุทธที่นำมาใช้ในการบำบัดผู้ป่วย” นพ.ยงยุทธกล่าว

นพ.มล.สมชาย จักรพันธ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเสริมว่า การบำบัดจิตแนวพุทธ นับว่าเป็นการรักษา หรือการให้คำปรึกษาแบบใหม่ในลักษณะของการแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง ช่วยทำให้คนที่มีปัญหาสุขภาพจิตที่ยังไม่ถึงขั้นป่วย หรือป่วยแต่ยังไม่มากให้ได้รับการส่งเสริมหรือชี้ทางออกที่เหมาะสม โดยมีการฝึกสมาธิและการฝึกสติเป็นเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาให้ผู้ป่วยเกิดการเรียนรู้และเข้าใจในอารมณ์และความคิดของตัวเอง สามารถจัดการกับอารมณ์และความคิดของตัวเองได้โดยไม่เกิดความเครียดหรือวิตกกังวล

สำหรับการเลือกคนไข้ หรือผู้ป่วยที่เหมาะสมกับการรักษาด้วยจิตบำบัดแนวพุทธนั้น ต้องเป็นผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตที่ไม่รุนแรง เป็นผู้ป่วยโรคเครียดหรือโรควิตกกังวล ที่มีลักษณะวิตกกังวลมากเกินความเป็นจริงจนรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน หรือจนมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เกี่ยวข้องกัน เช่น ปวดศีรษะ เหนื่อยนอนไม่หลับ ฯลฯ ซึ่งผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะยังอยู่ในโลกของความเป็นจริง รู้ตัวว่าตัวเองผิดปกติ และต้องได้รับการรักษา เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะหรือระดับที่ยังสามารถฝึกตนเองได้ไม่ยาก โดยสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยส่วนใหญ่จะเกิดจากปัจจัยแวดล้อมภายนอก มากกว่ากรรมพันธุ์หรือการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง

นอกจากนี้จิตบำบัดแนวพุทธยังสามารถใช้ได้กับญาติของผู้ป่วยด้วย เนื่องจากญาติที่มีผู้ป่วยโรคจิตย่อมมีความเครียดสูง การใช้จิตบำบัดแนวพุทธ จึงนับเป็นส่วนสำคัญจะช่วยดูแลญาติของผู้ป่วยได้ และไม่จำเป็นต้องเป็นชาวพุทธเท่านั้นที่จะใช้แนวทางนี้เป็นเทคนิคในการบำบัด วิธีนี้สามารถใช้ได้โดยไม่ไปผูกเกี่ยวหรือเชื่อมโยงกับหลักข้อบังคับตามหลักศาสนา ไม่ว่าจะเป็นคริสต์ อิสลาม หรือฮินดู ก็สามารถใช้จิตบำบัดในแบบนี้เป็นแนวทางในการรักษาได้หมด

ปัจจุบันมีจิตแพทย์ และนักจิตวิทยา หลายกลุ่มรวมทั้งประเทศทางตะวันตกให้ความสนใจเกี่ยวกับการนำจิตบำบัดแนวพุทธ ใช้เป็นแนวทางในการรักษาโรคทางจิตเวชมากขึ้น แม้ว่าการรักษาด้วยวิธีนี้จะยังไม่สามารถทดแทนการรักษาสมัยใหม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่จากการประเมินผลการรักษาด้วยการสังเกตทางคลินิก โดยใช้ประสบการณ์ของจิตแพทย์ พบว่าผู้ป่วยในกลุ่มโรคจิตเภท และโรคซึมเศร้าที่ไม่รุนแรง หลังจากได้รับการบำบัดแล้วได้รับผลดี อาการทางจิตดีขึ้นตามลำดับ ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขมากขึ้น ซึ่งเป็นข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดหลังจากเข้ารับการรักษาการบำบัดทางจิตแนวพุทธ โดยนำเอาการนั่งสมาธิ และการฝึกสติ ถือว่าเป็นการรักษาผู้ป่วยทางจิตรูปแบบใหม่ของวงการแพทย์ไทย ซึ่งวงการแพทย์นานาประเทศต่างให้ความสนใจ และส่งทีมแพทย์เข้ามาศึกษา เพื่อจะนำไปประยุกต์ใช้การรักษาผู้ป่วยในแต่ละประเทศต่อไป

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *