สุขภาพ : เทรนด์ใหม่การดูแลสุขภาพ

สุขภาพ : เทรนด์ใหม่การดูแลสุขภาพ

ช่วงนี้ ใคร ๆ ต่างพากันพูดกันถึงเรื่องของ “สุขภาพ” และการดูแลรักษาสุขภาพ ทั้งในด้านอาหารการกิน ยาบำรุง การออกกำลังกาย การนวดผ่อนคลาย สปาเพื่อสุขภาพ การดูแลรักษาโรคต่าง ๆ ด้วยการแพทย์ทางเลือก รวมทั้งการดูแลให้เกิดความงามจากภายในสู่ภายนอก ซึ่งเป็นการตอกย้ำการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นแบบ “ใส่ใจสุขภาพ” (Health – Conscious) กันมากขึ้น

ส่วนหนึ่งของกระแสดังกล่าว เป็นผลมาจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นานาที่เข้ามาเยือน ไม่ว่าจะเป็นโรคร้าย อย่าง มะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน ในระดับความรุนแรงรองลงมา อย่าง โรคอ้วน โรคคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ซึ่งเป็นโรคพื้นฐานนำไปสู่การเป็นโรคร้ายต่างๆ โรคติดต่อ อาทิ โรคไข้หวัด อย่างในปัจจุบัน ที่มีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัด 2009 รวมไปถึงโรคที่เกิดจากพฤติกรรมโดยทั่วไปของคนทำงาน อาทิ การยกของหนัก การนั่งทำงานผิดท่า ฯลฯ ซึ่งส่งผลต่อโรคปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ โรคกล้ามเนื้ออักเสบ โรคปวดหลัง ฯลฯ

จากกระแสของ “โรค” ต่างๆ นำมาซึ่งกระแสการรักษาสุขภาพในหลากหลายแบบ โดยในปัจจุบันการแพทย์ทางเลือก อย่างการรับประทานสมุนไพรไทย บำรุงสุขภาพ การแพทย์ตามแนว เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ ต้นตำรับ Anti – Aging จึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังมุ่งเน้นหลักในการดำเนินชีวิตเพื่อการสร้างเสริม “คุณภาพชีวิตที่ดี” ซึ่งเป็นการมุ่งเน้นระบบการ “ป้องกันตั้งรับ” มากกว่าการ “แก้ไขรักษา” อันจะนำไปสู่การมีสุขภาพที่แข็งแรง ดังพุทธพจน์ที่ว่า “อโรคยา ปรมลาภา” การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

โรคยอดฮิตของพนักงานออฟฟิศ

โรคยอดฮิตของหนุ่มสาวออฟฟิศที่หนีไม่พ้นคงจะเป็นอาการปวดนานาชนิด อาทิ อาการปวดหลัง ปวดบ่า ปวดไหล่ และบางคนรุกหนักมาถึงอาการปวดขา นอกจากนี้ยังมีอาการปวดหัวไมเกรน ซึ่งเป็นผลสำคัญมาจากลักษณะการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นานเกินไป และไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถในแต่ละช่วงเวลา การยกของหนักด้วยท่าที่ไม่ถูกต้อง ความเครียดจากการทำงาน ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้เป็นที่รู้จักอย่างดีในนามของโรค “ออฟฟิศซินโดรม” (Office Syndrome)

“วัย” ไม่ใช่สิ่งบ่งชี้ภาวะที่เกิดโรค หากแต่เป็นพฤติกรรมที่ขาดความสมดุล ที่เป็นแรงเสริมที่ทำให้เกิดโรคได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งหากปล่อยให้วันเวลาล่วงเลยไปโดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี หรือเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสม อาการของโรคอาจรุนแรงมากยิ่งขึ้น และกลายเป็น “ภาวะกระดูกเสื่อม” หรือ “ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง” ได้

เคล็ดลับง่ายๆ ของการป้องกัน คือ การเปลี่ยนอิริยาบถทุกๆ 1 – 2 ชั่วโมง การจัดร่างกายให้อยู่ในท่วงท่าที่เหมาะสม รวมถึงการออกกำลังกายทีถูกวิธีและเหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ และให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายบริเวณหน้าอก หลัง ไหล่ ขา และทุกๆ ส่วนของร่างกาย

โรคร้ายที่เริ่มคุกคามตั้งแต่ “วัยเด็ก”

ไม่ใช่เพียงแค่หนุ่มสาวออฟฟิศ หรือ วัยชราเท่านั้นที่ประสบความเสี่ยงต่ออาการที่เกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลัง โรคดังกล่าวยังได้คุกคามต่อ “วัยเด็ก” อีกด้วย

พฤติกรรมเสี่ยงของ “เด็ก” คือ การใช้กระเป๋าที่หนักเกินน้ำหนักตัวถึง ร้อยละ 20 โดยเฉพาะการใช้กระเป๋าที่สะพายข้างหลัง ทำให้น้ำหนักของกระเป๋ากดกล้ามเนื้อต้นคอ ไหล่ หลัง และกระดูกสันหลัง และอาจกดทับบริเวณเส้นประสาทได้

คุณพ่อคุณแม่อาจใส่ใจต่อการเลือกกระเป๋านักเรียนที่เหมาะสมกับเด็ก ตลอดจนการเลือกสายที่มีขนาดใหญ่ มากกว่า 6 ซม. ขึ้นไป เพราะสายขนาดเล็กจะกดทับบริเวณไหล่ และอาจกดลึกจนมีผลต่อกล้ามเนื้อและเส้นประสาทในที่สุด ก้นกระเป๋าต้องไม่ต่ำกว่าบั้นเอว ควรแนะนำให้เด็กเดินตัวตรง ไม่เอนตัวไปข้างหน้า หรือเดินหลังค่อม ตลอดจนแนะนำให้สะพายกระเป๋าให้ได้น้ำหนักที่สมดุลทั้งด้านซ้ายและขวา เพื่อไม่ให้เกิดการถ่ายเทน้ำหนักส่วนเกินด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป

โรค “อ้วน” ต้นตอปัญหาของโรคร้าย

โรค “อ้วน” ถือเป็นโรคที่มีความสำคัญต่อการเกิดโรคร้ายต่างๆ นานา ซึ่งเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการ “ทาน” อาหารอย่างไม่ระมัดระวัง และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เกิดจากกนั่งทำงานทั้งวัน และไม่ออกกำลังกาย

“ความอ้วน” เป็นเพียงอาการเตือนระยะแรกเท่านั้น ซึ่งอาการเตือนในระยะต่อมา อาจจะเป็น อาการหอบหายใจเมื่อเดินขึ้นบันได 1 ชั้น หรือเดินขึ้นเนิน ซึ่งโรคที่สืบเนื่องจากโรคอ้วน อาทิ โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดตีบตัน โรคคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดสูง โรคเบาหวาน

เคล็ดลับสำคัญในการเหลีกเลี่ยงโรคอ้วน คงหนีไม่พ้น การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อเผาผลาญพลังงานส่วนเกินที่จะกลายเป็นไขมันส่วนที่พอกพูนขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจของร่างกาย การเคร่งครัดในการทานอาหาร อาทิ การงดน้ำตาล การงดทานแป้งในมื้อสุดท้ายของวัน การงดเครื่องดื่มที่มีแคลอรี่ รวมไปถึงการจดบันทึกสิ่งที่รับประทานในแต่ละวันด้วย

ข้อสำคัญคือ อย่าไว้วางใจ เมตาโบลิซึ่ม (Metabolism) หรือกระบวนการสันดาปของร่างกายมากเกินไป แต่ไว้ใจในพฤติกรรมของตัวเราเองดีที่สุด

สำหรับโรค “เบาหวาน” นั้น ไม่จำกัดเฉพาะแค่คน “อ้วน” เท่านั้นที่เป็นได้ ดังนั้น คนที่ผอมหุ่นเพรียว อย่าชะล่าใจไป จำเป็นต้องจำกัด “น้ำตาล” ให้น้อยลง และให้น้อยลงเรื่อยๆ ตามอายุที่มากขึ้น อย่าตามใจ “ปาก” มากเกินไป ซึ่งจะเป็นบ่อเกิดของเหตุสำคัญหลายๆ อย่าง

โรค “เครียด” ฮิตติดกระแส

ในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ หลายๆ คนคงจะเครียด และคงจะรู้สึกเครียดมากขึ้นไปอีก ถ้ามีคนบอกว่าให้ “เลิก” เครียด!

แต่ความเครียด นำมาซึ่งโรคร้ายหลายๆ โรค เช่นเดียวกับที่ได้กล่าวมาในข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ, โรคความดันโลหิตสูง, โรคหอบหืด, โรคปวดศีรษะไมเกรน เป็นต้น นอกจากนี้ โรคดังกล่าวยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ทำให้ประสิทธิภาพของการทำงานลดลง เพราะโรคเครียด เป็นโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติทางด้านความกังวล ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการ วิตกกังวลมากเกินปกติ บางคนมีอาการนอนไม่หลับ ใจสั่น ตื่นเต้น ตกใจง่าย เหงื่อออกมากผิดปกติ ปวดศีรษะ แน่นหน้าอก แน่น ท้อง ชาตามตัว เป็นต้น

อย่าปล่อยให้ความเครียดเกาะกินจิตใจคุณมากเกินไป !

เคล็ดลับในการผ่อนคลายความเครียดที่สำคัญ คงหนีไม่พ้นการบำรุงจิตใจ และกำลังใจให้แข็งแรง อาทิ การปล่อยวาง การทำจิตใจให้สงบ ด้วยการสวดมนต์ ทำสมาธิ หาเวลาว่างไปทำบุญ มองโลกในแง่บวก รู้จักแบ่งเวลาทำงานและเวลาผ่อนคลาย ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน สร้างสุขด้วยเสียงดนตรี และพักผ่อนหย่อนใจ

ที่สำคัญคือ จะต้องแบ่งเวลาออกกำลังกายบ้าง การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องนานเกิน 20 นาทีขึ้นไป จะสร้างสารเอ็นโดฟินส์ (Endorphins) ทำให้มีความสดชื่นสบายเนื้อสบายตัว ปลอดจากโรคภัยต่างๆ เป็นปลิดทิ้ง

ที่มา: Press Release

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *