เทคโนโลยีอัจฉริยะช่วยธุรกิจพลังงานได้อย่างไร

เทคโนโลยีอัจฉริยะช่วยธุรกิจพลังงานได้อย่างไร : บทความพิเศษ

ทุกคนได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งการเติมน้ำมันรถยนต์ และภาวะสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีราคาแพงขึ้นในปัจจุบัน สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) คาดการณ์ว่าความต้องการพลังงานทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้น 53 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2030 ปริมาณการผลิตน้ำมันที่ไม่แน่นอนและวิธีการสำรวจและขุดเจาะที่ขาดความระมัดระวังอาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการเมืองทั่วโลก รวมถึงเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

ปัจจัยเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาท้าทายทางด้านลอจิสติกส์ที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเลียม กล่าวคือ บริษัทต่างๆ จะสามารถปรับปรุงการดำเนินโครงการด้านเงินทุนควบคู่ไปกับการตอบสนองความต้องการด้านพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร วิกฤตพลังงานมีแนวโน้มว่ากำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

เส้นทางสู่ระบบพลังงานอัจฉริยะ

ปัจจุบัน หลายๆ บริษัทกำลังมองหาหนทางที่จะใช้ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาแนวทางในการแก้ไขปัญหาท้าทายทางด้านพลังงานในหลายๆ แง่มุม บริษัทเหล่านี้ใช้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกันทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อตอบสนองความต้องการในการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงาน

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาทางด้านลอจิสติกส์ในตลาดก็คือ ระบบอัตโนมัติ (Automation) ซึ่งใช้เทคโนโลยีเพื่อรองรับการส่งมอบสินค้าด้านพลังงานภายในห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ทั่วโลก และปรับปรุงการดำเนินโครงการทางด้านเงินทุน บริษัทต่างๆ กำลังหันไปใช้บริการจาก “ผู้รับเหมาระบบอัตโนมัติหลัก” ซึ่งหมายถึงคู่ค้าที่สามารถจัดหาโซลูชั่นแบบครบวงจร โดยใช้เทคโนโลยีสำคัญๆ เช่น RFID, การติดตามทรัพย์สิน (Asset Tracking) และการวางแผนเกี่ยวกับทรัพยากร เพื่อลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความรวดเร็วในการส่งมอบ และลดความเสี่ยงทางด้านเทคนิคสำหรับการดำเนินโครงการด้านเงินทุน ทั่วทุกส่วนภายในห่วงโซ่มูลค่า

นอกจากนี้ โซลูชั่นที่ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะยังสามารถช่วยแก้ไขปัญหาอันท้าทายของอุตสาหกรรมได้อีกด้วย Intelligent Oilfield (IOF) คือโซลูชั่นทางด้านเทคโนโลยีที่รองรับการจัดการบ่อน้ำมันในแบบระยะไกล เช่น จัดการปริมาณน้ำมันสำรอง อาคารสถานที่ โรงงาน และอุปกรณ์ต่างๆ ในแหล่งขุดเจาะ โซลูชั่นดังกล่าวประกอบด้วยระบบติดต่อสื่อสารสำหรับการทำงานร่วมกัน ระบบอัตโนมัติ และระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สามารถทำการตัดสินใจทางด้านธุรกิจได้ถูกต้องเหมาะสมมากยิ่งขึ้นโดยอาศัยข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์

แม้ว่าแนวคิดเรื่อง Intelligent Oilfield (IOF) มีมานานแล้ว แต่ความหมายและลักษณะการทำงานของระบบดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไป คือ

1.ปรับปรุงการจัดหาน้ำมัน แหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีเสถียรภาพกลายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้น้อยมากในโลกปัจจุบันซึ่งมีการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วและมีภัยคุกคามด้านความปลอดภัยเกิดขึ้นทั่วโลก เทคโนโลยี Intelligent Oilfield จะช่วยให้บริษัทน้ำมันได้รับประโยชน์สูงสุดจากแหล่งขุดเจาะที่มีอยู่ และค้นหาแหล่งขุดเจาะใหม่ๆ ที่คุ้มค่าในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร เช่น การช่วยให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น อัตรา แรงดัน อุณหภูมิ หรือการเปรียบเทียบข้อมูลโดยพนักงานที่อยู่คนละมุมโลกด้วยการประชุมแบบเสมือนจริง ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่ายได้มาก

2.ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความปลอดภัย การใช้ประโยชน์จากข้อมูลต่างๆ มากมายที่ได้รับจากแหล่งขุดเจาะในปัจจุบัน อาจช่วยให้บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายล้านดอลลาร์เลยทีเดียว โซลูชั่น Intelligent Oilfield จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและลดค่าใช้จ่าย ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงสำหรับบริษัทและพนักงานอีกด้วย ที่จริงแล้ว ในอนาคตอันใกล้ เราจะได้เห็นบ่อน้ำมันที่สามารถทำการตรวจสอบติดตามได้โดยอัตโนมัติ และสามารถควบคุมดูแลโดยคณะผู้เชี่ยวชาญจากที่ต่างๆ ทั่วโลก

3.ปัญหาท้าทายในการขุดค้นข้อมูล มีใครทราบบ้างว่าธุรกิจน้ำมันที่จริงแล้วคือธุรกิจแห่งข้อมูล โซลูชั่น Intelligent Oilfield จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถปรับเปลี่ยนข้อมูลดิบให้กลายเป็นข้อมูลข่าวกรอง เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ความสามารถดังกล่าวนี้จะผสานรวมบุคลากร ระบบงาน และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อปรับเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นความรู้ที่สามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานได้ในแบบเรียลไทม์

นักวิเคราะห์อิสระจาก Cambridge Energy Research Associates คาดการณ์ว่า การปรับใช้เทคโนโลยีต่างๆ รวมทั้ง IOF อย่างกว้างขวางจะช่วยให้อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้มากถึง 4,000-8,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

Intelligent Plant (iPlant) เป็นอีกหนึ่งโซลูชั่นที่ช่วยให้บริษัทต่างๆ ตอบสนองได้อย่างฉับไวต่อความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป โดยจะผนวกรวมระบบธุรกิจต่างๆ เช่น การจัดการซัปพลายเชน (Supply Chain Management) และการวางแผนทรัพยากรภายในองค์กร/การบริหารงานลูกค้าสัมพันธ์ (Enterprise Resource Planning/Customer Relationship Management – ERP/CRM) เข้ากับระบบควบคุมกระบวนการในระดับโรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต โซลูชั่นนี้จะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุนทางด้านเทคโนโลยี โดยจะลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ปรับปรุงการผลิต บริหารความเสี่ยงทางด้านความปลอดภัย และรองรับการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบอื่นๆ

การขยายขอบเขตการสร้างสรรค์นวัตกรรม

นอกเหนือจากการพัฒนาโซลูชั่นต่างๆ อย่าง IOF และ iPlant แล้ว ไอบีเอ็มยังใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ที่ยาวนานในการแก้ไขปัญหาท้าทายที่สำคัญให้แก่ลูกค้า เพื่อนำเสนอคำแนะนำสำคัญๆ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทในอุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเลียมสามารถพัฒนากลยุทธ์ที่เหมาะสมคือ 1.ประเมินและปรับปรุงกระบวนการและกลยุทธ์ในการสร้างสรรค์นวัตกรรม 2.มองหาโอกาสในการทำงานร่วมกับองค์กรอื่นๆ แม้กระทั่งองค์กรที่ไม่เคยเข้าร่วมในธุรกิจนี้ 3.ลงทุนในแนวทางใหม่ๆ ที่ผนวกรวมระบบงานเข้ากับเทคโนโลยีอย่างกลมกลืน 4.สร้างและรักษาสถานะความเป็นผู้นำที่โดดเด่นในเรื่องความปลอดภัยและการปกป้องสิ่งแวดล้อม

วิกฤตพลังงานมีแนวโน้มว่ากำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้าในขณะที่เราพยายามตอบสนองความต้องการด้านพลังงานในอนาคต ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การใช้พลังงานทดแทน แนวทางที่มีประสิทธิภาพในการค้นหา ขุดเจาะ และแปรรูปเชื้อเพลิงจากซากพืชซากสัตว์ในแหล่งต่างๆ ที่มีอยู่ และโซลูชั่นแบบครบวงจรอย่าง iPlant และ IOF นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาทางด้านพลังงาน การปรับใช้เทคโนโลยี รวมถึงกระบวนการ บทบาท และหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลคาดการณ์และการลงทุนที่เหมาะสม บริษัทที่ทำเช่นนั้นได้จะกลายเป็นผู้นำที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือบริษัทอื่นๆและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานก็จะลดลงด้วยพลังแห่งการสรรค์สร้างนวัตกรรม

ที่มา : http://www.manager.co.th/

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *