เถ้าแก่โรงงานกับการบริหารการผลิต

เถ้าแก่โรงงานกับการบริหารการผลิต
สำหรับกิจการเอสเอ็มอีที่ต้องผลิตสินค้าขึ้นมาเพื่อการจำหน่ายแล้วเรื่องของการบริหารการผลิตเป็นเรื่องที่เถ้าแก่โรงงานไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หากต้องการนำพากิจการของตนสู่ความสำเร็จและการเติบโตต่อไปในอนาคตอย่างมั่งคั่งและมั่นคง

สำหรับกิจการที่ต้องมีการผลิตสินค้า การบริหารการผลิต ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในหน้าที่หลักของการบริหารกิจการเลยทีเดียว

ในขณะที่หน้าที่หลักอีก 2 ประการที่เหลือของกิจการเพื่อการพาณิชย์โดยทั่วไป ซึ่งได้แก่ การบริหารการตลาด ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างการขยายตัวของยอดขายหรือเพิ่มส่วนแบ่งตลาด และ การบริหารการเงิน ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อควบคุมและติดตามสถานภาพทางการเงิน ความสามารถในการสร้างกำไร และ การรักษาสภาพคล่องของกิจการ

การบริหารการผลิต มีวัตถุประสงค์หลักอย่างน้อย 4 ประการ คือ (1) การเพิ่มผลผลิต (2) การรักษาระดับคุณภาพของสินค้า (3) การลดต้นทุนการผลิต และ (4) การควบคุมการส่งมอบสินค้าที่ตรงเวลาและมีปริมาณตรงตามความต้องการของลูกค้า

เถ้าแก่โรงงานสมัยใหม่ จึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการผลิตภายในของกิจการของตนเองให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์เหล่านี้

หลักการพื้นฐานในการ เพิ่มผลผลิต ก็คือ การพยายามหาวิธีการที่จะทำให้อัตราการใช้ประโยชน์ของวัตถุดิบหรือปัจจัยนำเข้า ให้เปลี่ยนไปเป็นสินค้า หรือผลผลิตสุดท้ายให้ได้ปริมาณสูงสุด

ถ้าจะว่าไปแล้ว การผลิต ก็คือการนำวัตถุดิบและส่วนประกอบอื่นๆ มาแปรรูปให้กลายเป็นตัวสินค้าขึ้นมา โดยใช้แรงงาน และสาธารณูปโภคที่จำเป็น เช่น ไฟฟ้า น้ำ ไอน้ำ น้ำมันเครื่อง ฯลฯ เป็นปัจจัยร่วมเพื่อให้การแปรรูปเกิดขึ้นได้ตามต้องการนั่นเอง

ดังนั้น หากใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ เพื่อเริ่มการผลิต 100 ส่วน เถ้าแก่โรงงานก็ย่อมต้องการที่จะให้ได้ผลผลิตหรือตัวสินค้าออกมาให้ได้ใกล้เคียงกับ 100 ส่วนมากที่สุด โดยหลีกเลี่ยงการสูญเสีย หรือ ให้มีการสิ้นเปลืองน้อยที่สุด

กลยุทธ์ที่ต้องนำมาใช้ใน การลดความสูญเสียของปัจจัยนำเข้าเพื่อการผลิต ก็คือ กลวิธีของการ เพิ่มผลผลิต นั่นเอง ซึ่งอาจได้แก่

– กลยุทธ์ใช้ปัจจัยนำเข้าเท่าเดิม แต่ทำให้เกิดผลผลิตมากขึ้น

– กลยุทธ์ลดปัจจัยนำเข้าให้น้อยลง แต่คงผลผลิตไว้เท่าเดิม

– กลยุทธ์ลดปัจจัยนำเข้าให้น้อยลง แต่กลับเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น

– กลยุทธ์การพัฒนาหรือเพิ่มปัจจัยการผลิตให้มากขึ้น แต่ทำให้เกิดผลผลิตที่มากยิ่งขึ้นกว่า

– กลยุทธ์การลดผลผลิตลง แต่ต้องลดปัจจัยนำเข้าในอัตราที่น้อยลงมากกว่า

ฯลฯ เป็นต้น

ส่วนการบริหารจัดการเกี่ยวกับ คุณภาพ ของสินค้านั้น ปัจจุบันได้พัฒนาไปค่อนข้างมากและรวดเร็ว เมื่อเปรียบเทียบกับแนวคิดในสมัยก่อนที่มักถือว่า คุณภาพของสินค้า ต้องเป็นไปตามลักษณะต่างๆ (หรือ Specification) ที่โรงงานกำหนดไว้เท่านั้น

แต่ในปัจจุบันนี้ แนวคิดว่า คุณภาพของสินค้า ต้องตรงกับความต้องการและต้องสร้างความพึงพอใจในตัวสินค้าให้กับผู้บริโภคทำให้จุดศูนย์รวมความสนใจเปลี่ยนไปจากความคิดที่ว่าโรงงานผู้ผลิตเป็นผู้กำหนดระดับคุณภาพ เปลี่ยนมาเป็นความคิดที่ว่า ความต้องการของผู้บริโภค เป็นผู้กำหนดระดับคุณภาพของสินค้าที่เราจะต้องผลิตให้ได้

เพราะถ้าผลิตสินค้าที่ไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้าหรือผู้บริโภค สินค้าก็จะขายไม่ได้ เนื่องจากผู้บริโภคในปัจจุบันมีทางเลือกต่างๆ มากมายที่จะหันไปใช้สินค้าอื่นๆ ที่สนองความต้องการของตนเองได้มากกว่า

การบริหาร คุณภาพในการผลิต จึงต้องพัฒนามาสู่การใช้ระบบบริหารจัดการคุณภาพตามมาตรฐานระดับโลก เช่น มาตรฐาน ISO 9001 ซึ่งเป็นระบบที่เน้นการเชื่อมโยงของคุณภาพในการผลิตเข้ากับความต้องการของลูกค้า และเป็นระบบที่สามารถตรวจสอบได้และรับรองได้โดยสถาบันภายนอก เป็นต้น

ในส่วนของ การบริหารต้นทุนการผลิต ซึ่งเน้นไปที่การลดต้นทุนของการผลิตให้ต่ำที่สุด ซึ่งนอกจากการลดต้นทุนของปัจจัยการผลิตโดยตรง เช่น การจัดหาวัตถุดิบให้มีต้นทุนต่ำสุด การจัดหาแรงงานในการผลิตให้มีต้นทุนต่ำสุด และการจัดหาเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตที่มีต้นทุนต่ำสุดแล้ว เถ้าแก่โรงงาน ควรที่จะต้องให้ความสนใจไปถึงการพยายามลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต

ไม่ว่าจะเป็นการผลิตของเสียหรือสินค้าที่ไม่ได้ระดับคุณภาพ ต้องนำไปซ่อม หรือ ผลิตซ้ำ การสูญเสียเนื่องจากเครื่องจักรเสียหรือเครื่องจักรมีสภาพการทำงานไม่สมบูรณ์ รวมไปถึงวิธีการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น

ในประเด็นสุดท้าย เรื่องของ การบริหารการส่งมอบที่ตรงเวลา ที่เป็นวัตถุประสงค์หลักอีกประการหนึ่งของแนวทางการบริหารการผลิตสมัยใหม่ แต่มักจะถูกมองข้าม ละเลย หรือ ไม่ได้รับความสนใจอย่างเพียงพอจากเถ้าแก่โรงงาน

การส่งสินค้าให้กับลูกค้าล่าช้า นอกจากจะทำให้เกิดการสูญเสียโอกาสในการขายแล้ว ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกค้าเริ่มจะไม่เชื่อถือในการบริการของเรา และอาจทำให้ลูกค้าเริ่มหันไปหาสินค้าของคู่แข่งที่ลูกค้าเชื่อว่าจะส่งมอบสินค้าได้ตรงเวลากว่าของเรา

ซึ่งจะสร้างผลกระทบโดยตรงกับยอดขายของเรา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การค้นหาสาเหตุของการส่งมอบที่ล่าช้า ไม่ตรงเวลาที่สัญญาไว้กับลูกค้า จะทำให้เถ้าแก่โรงงานเริ่มมองเห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่ภายในโรงงาน ไม่ว่าจะเป็น

– การเกิดปัญหาระหว่างหน่วยผลิตต่างๆ ที่มีการส่งมอบงานต่อเนื่องล่าช้า

– การจัดตารางการผลิตที่ไม่เหมาะสม

– การวางแผนการผลิตสินค้ารุ่นใดรุ่นหนึ่งมากเกินไป จนมีเวลาไม่พอที่จะผลิตสินค้าที่ได้สัญญากับลูกค้าไว้

– การจัดหาวัตถุดิบไม่เพียงพอหรือไม่ทันเวลา

– ฯลฯ

การส่งมอบสินค้า จึงไม่ใช่เป็นการดูเฉพาะการส่งมอบให้กับลูกค้า แต่ยังมีความสำคัญอยู่ที่การส่งมอบภายในเช่นการส่งมอบชิ้นส่วนงานระหว่างแผนกอีกด้วย

หากโรงงานมีปัญหาเกิดขึ้นจากการส่งมอบล่าช้าภายในสายการผลิต สิ่งที่เถ้าแก่โรงงานอาจต้องเผชิญอยู่อย่างเงียบๆ โดยไม่ทันรู้ตัว ก็คือ การเกิดต้นทุนจมอยู่ในสายการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการจมของวัตถุดิบ การจมของงานระหว่างการผลิต ซึ่งจะมีผลต่อการบริหารเงินทุนหมุนเวียนของโรงงาน อาจถึงขั้นที่ทำให้เถ้าแก่ต้องวุ่นวายกับการหาเงินจากแหล่งภายนอกมาเพื่อสนับสนุนโรงงานให้ทำการผลิตไปได้อย่างต่อเนื่อง

ความล่าช้า ภายในโรงงาน อาจรวมไปถึงการที่จะต้องรอกระบวนการตรวจสอบคุณภาพ ซึ่งมักจะกลายเป็นภาพซ้อนสะท้อนกลับมาสู่ตัวเถ้าแก่ว่าจะตัดสินใจเพื่อจะเลือกระหว่าง คุณภาพ กับความ รวดเร็ว ซึ่งหากเถ้าแก่โรงงาน หันมาให้ความสนใจกับวิธีการ บริหารการผลิต อย่างจริงจัง ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ก็จะหมดไปจากโรงงานของท่าน ทำให้สามารถผลิตสินค้าที่มี คุณภาพ ด้วย ความรวดเร็ว ที่ทันกับความต้องการของตลาดอยู่เสมอ

เรียบเรียงโดย : เรวัต ตันตยานนท์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *