เติมพลัง Talent Management ด้วย Social Networks

เติมพลัง Talent Management ด้วย Social Networks

คาดว่านักบริหารและ HR ชั้นแนวหน้า คงคุ้นเคยกับแนวคิด และวิถีปฏิบัติของ Talent Management (การบริหารพนักงานระดับมันสมอง) กันดีพอสมควร เพราะ 2-3 ปีที่ผ่านมา องค์กรธุรกิจต่างตื่นตัวกับการพูดคุยเรื่อง Talent Management กันอย่างกว้างขวาง
เนื่องด้วยเวลานี้การสรรหา และรักษาพนักงานระดับ ที่เรียกว่าเป็น “Talent” ของบริษัทนั้น ได้กลายเป็นภารกิจที่ยากเย็นเข็ญใจขึ้นทุกวัน
ดังนั้นดิฉันจะไม่ใช้เนื้อที่ของคอลัมน์ เพื่อมาพูดคุยว่า Talent Management คืออะไร มีกระบวนการขั้นตอนเป็นอย่างไร แต่จะนำท่านไปสู่ประเด็นที่ก้าวหน้าไปกว่านั้นก็คือ จะทำอย่างไรให้ Talent Management ที่ท่านกำลังลงมือปฏิบัติอยู่นี้ มีประสิทธิผลมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะนักบริหารทั้งหลาย ที่กำลังมีปัญหากับพนักงานรุ่นใหม่ ที่เรียกกันว่าเป็นพวก Generation Y หรือที่นิยมเรียกสั้นๆ ว่า “Gen Y” นี่แหละ
อย่างที่ทราบๆ กันอยู่ว่า กาลปัจจุบันนี้ผู้บริหารระดับสูงนั้น มักจะมีอายุอยู่ในช่วง 40 กว่าๆ ขึ้นไปถึง 60 ปี ซึ่งชนกลุ่มนี้คือ พวก Baby Boomers ที่กำลังทยอยกันเกษียณออกไปเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตามชนรุ่น Baby Boomers คงยังไม่หายสาบสูญไปจนหมดองค์กรภายในปีหรือสองปีนี้ พวกเขาจะยังคงอยู่ในองค์กรอีกกว่า 10 ปี และก็เป็นคนที่มีบทบาทสำคัญ ในการวางนโยบาย และแผนงานในการสรรหา และพัฒนาพนักงานรุ่น Gen X และ Gen Y ให้มีความสามารถในการทำงาน เพื่อที่จะมาแทนที่พวกเขาในอนาคต
ปัญหาที่นักบริหารรุ่น Baby Boomers กำลังประสบอยู่ก็คือ การที่จะเข้าใจพนักงานรุ่นใหม่ๆ วัยเอ๊าะว่า พวกเขามีทัศนคติ บุคลิกภาพและความต้องการเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้พัฒนากลยุทธ์ในการสรรหา พัฒนา และรักษาคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิผล
ทั้งนี้เพราะคนรุ่น Gen X และ Gen Y ตามความเห็นของ Baby Boomers นั้นดูเป็นพนักงานที่ไม่ค่อยมีน้ำอดน้ำทนในการทำงาน ไม่ค่อยจงรักภักดีต่อบริษัท นึกจะออกก็ออก ไม่เหมือนคนรุ่น Baby Boomers ที่ขยัน ทำงานหนัก และค่อนข้างจะจงรักภักดีต่อองค์กรไม่ค่อยเปลี่ยนงานง่ายๆ
แต่แทนที่จะมานั่งบ่นหรือคาดหวังว่า คนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมให้เป็นแบบคนรุ่นตัวเอง ดิฉันว่าเสียเวลาเปล่านะคะ สู้มาทำความเข้าใจพวกเขาและหากลยุทธ์ที่จะผูกใจคนรุ่น Gen X และ Gen Y กันดีกว่า
คนรุ่นใหม่นี้เป็นคนชอบเทคโนโลยี เป็นนักท่องเน็ตตัวยง และนิยมสื่อสารกันด้วยเครื่องมือสื่อสารไฮเทค การที่จะ “เข้าถึง” วิถีชีวิตของคนพวกนี้ จึงต้องเข้าถึงโดยเครื่องมือไฮเทค ที่คนกลุ่มนี้ใช้ในการสร้าง Social Networks (เครือข่ายทางสังคม) ของพวกเขา
บริษัท Hobscott Corp. ซึ่งเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ทางด้าน HR ได้ผลิตซอฟต์แวร์ Talent Management รุ่นใหม่ออกมา ซึ่งได้ผนวกเอา Social Networks เข้าไปในซอฟต์แวร์นี้ด้วย เพื่อเอาใจคนรุ่น Gen Y (และคนที่แก่กว่าแต่หัวใจ Gen Y) โดยเฉพาะ ทั้งนี้ Beth Carvin ประธานและ CEO ของ Hobscott กล่าวว่า “Gen Y เรียนรู้จากการถามเพื่อนร่วมงาน” ดังนั้น “องค์กรจึงต้องหาทางสนับสนุนส่งเสริมกิจกรรมนี้”
ซอฟต์แวร์ Talent Management รุ่นนี้จึงถูกออกแบบให้พนักงานสามารถสร้างโปรแกรม “My Space – style” เกี่ยวกับหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัวของเขาได้พร้อมกัน โดยพนักงานสามารถสร้างเครือข่ายทางสังคมของเขาในองค์กรได้ เพราะฟังก์ชัน Social Networks จะมีแถบคำสั่งต่างๆ ให้เลือกเช่น “Projects” มีไว้เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับโครงงานที่กำลังทำอยู่ “Applause” มีไว้เพื่อแสดงความขอบคุณหรือชื่นชมเพื่อนร่วมงาน “Favourites” มีไว้เพื่อแสดงรายการเวบไซต์ หนังสือ บล็อกต่างๆ ชั้นเรียนวิชาต่างๆ ที่พนักงานสนใจและ “Get Together” มีไว้เพื่อนัดพบกับเพื่อนร่วมงาน
ผลของการสร้าง Social Networks ผ่านจอคอมพิวเตอร์ทำให้พนักงานรุ่น Gen Y รู้สึกพอใจมาก พวกเขาสามารถติดตามข่าวคราว แบ่งปันข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสื่อสารรวมทั้งพบปะสังสรรค์ กับเพื่อนร่วมงานได้ทั้งองค์กร การมีระบบสื่อสารแบบเปิด (Open Communication) และทั่วถึง เป็นหนึ่งในปัจจัย ที่สามารถจูงใจคนรุ่น Gen Y ได้มากที่สุดปัจจัยหนึ่ง และนี่ก็คือ ตัวอย่างหนึ่งของการสร้างช่องทางใหม่ ในการสื่อสารกับพนักงานระดับมันสมองรุ่น Gen Y
และนี่ก็เป็นสิ่งท้าทายว่าคนรุ่น Baby Boomers จะสามารถปรับสไตล์การบริหารให้เข้ากับคนรุ่น Gen Y ได้หรือไม่
อย่ายอมแพ้นะคะ สู้! สู้! Baby Boomers!

ที่มา : www.nidambe11.net

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *