เคล็ดลับแห่งความสุข

ปุจฉา
เคล็ดลับแห่งความสุข

วิสัชนา
เคล็ดลับแห่งความสุข

คนส่วนใหญ่มีความเชื่อกันว่า ความ “มี” มีความสุขมากกว่าความ “ไร้” การได้ “เป็น”คนมีชื่อเสียงมีความสุขมากกว่าการเป็นคน”สามัญ” แสนธรรมดา แต่…เมื่อถึงเวลาหนึ่ง หลายคนเริ่มคิดสวนทางกันความเชื่อของคนส่วนใหญ่ เพราะเริ่มค้นพบด้วยตัวเองว่าบางทีความ “มี” นั้นไม่ใช่คำตอบที่ทำให้เราพบกับความสุขแต่อย่างใด และบางทีความ “ไร้” กลับทำให้มีความสุขยิ่งกว่า เช่นเดียวกัน ใครบางคนตะเกียกตะกายที่จะได้เป็นนั่นเป็นนี่ แต่พอได้เป็นแล้วกลับโหยหาความเป็นคนธรรมดาสามัญที่คุ้นชินมาแต่ก่อน
เมื่อหลายปีก่อนผู้เขียนได้ชมสารคดีบทสัมภาษณ์ประธานาธิบดีของประเทศติมอร์ตะวันออกแล้วประทับใจมาก นั่นคือ เมื่อนักข่าวซีเอ็นเอ็นคนหนึ่งถามท่านว่า หากเสร็จสิ้นภารกิจรวมประเทศแล้วท่านจะทำอะไรต่อ ท่านตอบด้วยแววตาทอประกายว่า “หลังเสร็จสิ้นหน้าที่การงานในตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว ผมจะกลับบ้านที่ชนบท หลังจากนั้นผมจะทำสวนและปลูกฟักทองครับ”
นักข่าวจากตะวันตกทำหน้างงๆ ก่อนจะขำกับคำตอบที่เธอคิดว่าคงเป็นเรื่องล้อเล่นของท่านประธานาธิบดีเป็นแน่
อยู่มาวันหนึ่ง ผู้เขียนเล่าเรื่องนี้ให้กับนักวิชาการคนหนึ่งซึ่งเป็นคนไทยที่มีโอกาสไปทำงานในนามของเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ (UN) และได้ใกล้ชิดกับท่านประธานาธิบดีคนนี้พอสมควร เธอได้ฟังแล้วก็นำเรื่องที่ผู้เขียนประทับใจบทสัมภาษณ์ของท่านไปเล่าให้ท่านและภรรยาของท่านฟัง ผลก็คือ ท่านประธานาธิบดีประทับใจและไม่นึกว่าจะมีคนสนใจกับวิธีคิดของท่านอย่างที่ให้สัมภาษณ์ไปแล้วจริงๆ แล้วท่านกับท่านผู้หญิงก็ฝากหนังสือเล่มหนึ่งมาให้ผู้เขียนเป็นเชิงอนุมทนาที่สนใจในวิธีคิดวิธีทำงานของท่านเอง
หนังสืออัตชีวประวัติของท่านประธานาธิบดีผู้นำในการก่อตั้งประเทศใหม่ (ติมอร์ตะวันออก) ที่เขียนโดยท่านผู้หญิงของท่านมาถึงมือผู้เขียนพร้อมลายเซ็น อ่านแล้วก็วางไม่ลง เป็นหนังสือขึ้นหิ้งอีกเล่มหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำของผู้เขียน
ประเด็นที่นำเรื่องนี้มาเล่าก็เพื่อจะยืนยันให้เห็นว่า ปรารถนาแห่งชีวิตของคนเรานั้น หากกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องการความ “มี” เสมอไป และไม่ใช่ทุกคนต้องการที่จะ “เป็น” เสมอไปจึงจะมีความสุข เพาะบางทีความมีความเป็นนั้น นอกจากจะทำให้ไม่มีความสุขแล้ว โดยมากมักเป็นอุปสรรคของการเข้าถึงความสุขอีกต่างหาก
บางครั้งความสุขของคนเราก็อยู่ที่การได้เป็นคน “ธรรมดา” และอยู่ที่การได้เป็นคนซึ่ง “ไร้” ภาระผูกพันในทางสังคม มากกว่าการเป็นคนมีชื่อเสียงและการแวดล้อมด้วยประดาวัตถุอำนวยกิเลสสารพัดชนิด
การเป็นคนง่ายๆ ซึ่งไม่มีใครรู้จัก มีเวลาเป็นของตัวเองอย่างล้นเหลือ การเป็นคนซึ่งสามารถเดินตัวปลิวไปยังทุกหนทุกแห่งได้อย่างที่ใจปรารถนา โดยไม่ต้องทนแบก “อัตตา” ของตัวเองไปด้วยหรือการมุ่งไปข้างหน้าโดยไม่มีภาระให้กังวลอยู่ข้างหลังแม้แต่น้อย ใช่หรือไม่ว่าสิ่งนี้คือปรารถนาแห่งชีวิตของคนส่วนใหญ่ในโลกนี้
แต่จะมีสักกี่คนที่ได้เป็นได้ทำอย่างที่ปรารถนาแห่งหัวใจเรียกร้องต้องการ
อะไรกันที่ทำให้เราไปไม่ถึงจุดหมายแห่งความสุขของชีวิตตามที่ตั้งเข็มทิศแห่งชีวิตเอาไว้ อะไรกันที่ทำให้เราจมจ่อมสถิตเสถียรอยู่กับสถานะใดสถานะหนึ่ง หรือที่ใดที่หนึ่ง และ/หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างยาวนาน จนปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น ก้าวไปไม่ถึงความสุขที่สงบเย็นอย่างที่ปรารถนาเสียที อะไรกันคือพันธนาการที่ว่านั้น
บางทีคำตอบอาจอยู่ที่นิทานปรัชญาต่อไปนี้ก็เป็นได้
ผู้อาวุโสคนหนึ่งใช้ชีวิตอย่างแสนสุขอยู่กับครอบครัวบนเกาะแห่งหนึ่งมาเป็นเวลานาน ที่เกาะแห่งนี้เขามีบ้าน มีครอบครัว มีทรัพย์สมบัติ มีอิสรเสรีในชีวิต มีเวลามากมายจนเขารู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างอะไรกับพระราชา
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างในโลกนี้ย่อมมีวันหมดอายุของตัวเองเสมอ แล้วอยู่มาไม่นานเขาก็รู้ว่าวันเวลาของตัวเองกำลังเดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายแล้ว เขาขอให้ลูกๆ พาเขาออกไปสูดอากาศริมทะเลที่ชายหาด เขาหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์แห่งแผ่นดินถิ่นเกิดเข้าไปเต็มปอด ทอดตามองทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นสมบัติของตัวเองอย่างภาคภูมิ แล้วเขาก็ค่อยๆ ทรุดตัวลงกับชายหาด กอบเอาดินทรายสมบัติของเขาแต่เพียงผู้เดียว ในระหว่างนี้เองเขาก็ขาดใจตาย
เมื่อตื่นขึ้นมาอีกที เขาพบว่าตนเองยืนอยู่บนสถานที่อันเป็นทิพย์แห่งหนึ่ง ข้างหน้าเขามีเทวทูตมากมายมาเชิญให้เขาเข้าสู่ดินแดนสวรรค์อันผาสุก แต่พอเขาย่างเท้าก้าวมาถึงธรณีประตูแดนสวรรค์ทำให้สมาชิกแห่งสวรรค์คนล่าสุดไม่อาจก้าวต่อไปได้อีก เทวทูตสงสัย จึงตรวจค้น ก็พบว่าสองมือของชายชรายังกำดินทรายเอาไว้แน่น เทวทูตบอกให้เขา “ปล่อยวาง” สมบัติเก่าจากแผ่นดินเกิดเสีย มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถเข้าสู่ดินแดนสวรรค์ได้ แต่…ชายชราบอกว่า จะให้เขาทิ้งอะไรก็ได้ทั้งสิ้น แต่จะให้ทิ้งผืนดินจากแผ่นดินเกิดนั้น เขาทำไม่ได้ เพราะ”สิ่งนี้” เป็นเพียงสิ่งเดียวเป็นตัวแทนของความทรงจำอันแสนสุขของเขาในเมืองมนุษย์
เมื่อชายชราไม่ยอมวาง “เงื่อนไข” อันผิดกฎสวรรค์ เขาก็จำต้องรั้งรออยู่ตรงธรณีประตูสวรรค์ชั้นนอกต่อไป ไม่สามารถเข้าสู่ดินแดนสวรรค์ชั้นในได้ ต่อมาเทวทูตคณะเดิมได้เพียรมาพบเขาและอ้อนวอนให้เขาเข้าไปยังดินแดนสวรรค์เสียที ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ชายชราก็ไม่ยอม “ปล่อยวาง” ดินในมือ เมื่อเขาไม่ยอมปล่อยวางอยู่อย่างนั้น เทวทูตทั้งหลายก็จนด้วยเกล้า จำต้องปล่อยเขาไว้อย่างนั้นตามยถากรรมตั้งหลายสิบปี
กระทั่งเวลาผ่านไปนานแสนนาน วันหนึ่งมีสมาชิกแดนสวรรค์คนใหม่อุบัติขึ้นมา เธอคนนี้หาใช้ใครอื่นไม่ หากแต่คือหลานสาวของชายชรานั่นเอง เมื่อทั้งสองพบกันตรงหน้าประตู ปู่กับหลานโผเข้ากอดกันด้วยความยินดีปรีดา วินาทีที่ชายชราโผตัวเข้ากอดหลานสาวนั้นเอง เขาก็เผลอตัวแบมือออก ดินทรายในมือร่วงหล่นลงสู่พื้นโดยฉับพลัน เทวทูตเห็นดังนั้นจึงจับมือปู่หลานก้าวผ่านธรณีประตูเข้าสู่แดนสวรรค์ชั้นในอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่ชายชราย่างเท้าก้าวผ่านธรณีประตูสวรรค์นั้นเอง เขาก็ตกใจจนตะลึงลาน เพราะแดนสวรรค์อันแสนสุขที่อยู่ตรงหน้าหาใช่อะไรอื่นไม่ เพราะมันคือประดาทรัพย์สมบัติทั้งปวงซึ่งเขาเคยครอบครองแต่เมื่อยังมีชีวิตอยู่นั้นเอง บัดนี้ทรัพย์สมบัติทั้งปวงบนเกาะนั้นได้ลอยเลื่อนมาประดิษฐาน ณ แดนสวรรค์อันแสนสุขพร้อมทั้งยังเปลี่ยนสถานภาพกลายเป็นทรัพย์สมบัติอันเป็นทิพย์วิจิตรตระการตา รอให้เขาผู้เป็นเจ้าของเพียงหนึ่งเดียวมาครอบครองเหมือนเดิมอยู่เป็นเวลานานแล้ว
พอเห็นเช่นนั้น ท่านผู้เฒ่าถึงกับออกปากอุทานกับตัวเองเบาๆ ด้วยความเสียดายว่า
“โธ่ ! ถ้ารู้ว่าวิทานอันแสนสุขมิได้มีอยู่แต่ในเมืองมนุษย์เท่านั้น เราก็คงก้าวเข้ามายังแดนสวรรค์นี่ตั้งนานแล้ว”

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *