เครื่องมือทันสมัยช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงาน

เครื่องมือทันสมัยช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงาน
Source: กองบรรณาธิการ

ปัจจุบันคนยังเข้าใจว่าคลังสินค้า หมายถึงโกดังหรือสถานที่ที่จัดเก็บสินค้าที่มีปริมาณมากๆ และอยู่เป็น
เวลานานก่อนที่จะถูกจำแนกแจกจ่ายออกไป ซึ่งสินค้าที่เก็บนั้นมีทั้งสินค้าใหม่สินค้าเก่าค้างสต็อก และ
สินค้าที่ชำรุดเสียหายรอการจัดการต่อไป แต่ในโลกของการแข่งขันในปัจจุบัน คลังสินค้า (Warehouse)
เป็นสิ่งสำคัญส่วนหนึ่งในกระบวนการโลจิสติกส์ของโลกธุรกิจ

ความหมายของคำว่า คลังสินค้า (Warehouse) คือ สถานที่ ที่จะจัดเก็บสินค้าหรือสำรองสินค้าไม่ว่าจะ
เป็นวัตถุดิบ (Raw Materials) สินค้าซึ่งอยู่ระหว่างการผลิต (Goods -in -Process) หรือ สินค้าสำเร็จรูป
(Finished Goods) ซึ่งอยู่ระหว่างจุดเริ่มต้นกับจุดที่ถูกบริโภค แต่ถ้ารวม Function ของการกระจายสินค้า
(Distribution) เข้ามาอยู่ด้วย ก็จะเป็นที่ที่รู้จักกันในชื่อว่า ศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center)

การบริหารจัดการสินค้า (Warehouse) หรือศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) ที่ดีจะต้อง
สามารถรองรับปริมาณและความหลากหลายของสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งในด้านของการจัดเก็บ (Storing)
และการจัดจำหน่าย (Distributing) เพื่อให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า โดยที่ต้องให้มีความเสียหาย
ผิดพลาดเกิดขึ้นน้อยที่สุด อีกทั้งยังต้องอยู่ภายใต้ต้นทุน (Cost) ที่ทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันในตลาด
ได้ด้วย

ปัญหาที่เกิดจาการบริหารจัดการคลังสินค้าหรือศูนย์กระจายสินค้าที่ไม่มีประสิทธิภาพ ที่เห็นได้ทั่วๆ ไป
เช่น รถบรรทุกที่มาส่งของหรือจะนำของไปส่งต้องจอดรถนานๆ เพื่อรอการขนถ่าย ต้องใช้พื้นที่มากๆ ทั้ง
สำหรับรถและสินค้าที่รอการขนถ่าย สินค้ามีการชำรุดสียหายจากการขนย้ายและจัดเก็บ ความผิดพลาด
และล่าช้าในการจัดส่งสินค้าที่ได้รับการสั่งซื้อ สินค้าเก่าเก็บที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมีเป็นจำนวนมาก ใช้
แรงงานคนจำนวนมาก และทำให้ต้นทุนสูง เหล่านี้เป็นต้น

เทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างไร

การวัดขนาดและขีดความสามารถ (Capacity) ของคลังสินค้าในปัจจุบันไม่ใช่วัดแต่เพียงขนาดของพื้นที่
เช่นในอดีตเท่านั้น แต่จะวัดที่ปริมาณการจัดเก็บ (Storing Capacity) เช่น จำนวน Pallet (Pallet Places)
หีบ/ห่อ (Boxes/Cartons) ที่สามารถรองรับการจัดเก็บได้ รวมถึงผลผลิต (Productivity) เช่น จำนวน
Pallet ที่ผ่านเข้าออกต่อวัน (Pallet/day) จำนวนหีบ/ห่อต่อวัน (Box or Carton/Day) ปริมาณการสั่งซื้อ
ที่รองรับได้ต่อวัน (Order line/day) เป็นต้น

เทคโนโลยีที่ช่วยในการจัดการคลังสินค้ามีทั้งในส่วนที่เป็น Hardware และ Software เป็นการพัฒนา
เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพทั้งในการจัดเก็บ ซึ่งปัจจุบันคำนึงถึงประสิทธิภาพในเชิงปริมาตร (Volumetric
Efficiency) มากกว่าประสิทธิภาพในเชิงพื้นที่ (Floor Area Efficiency) รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถหรือ
ความรวดเร็วของผลผลิต (Productivity Rate หรือ Throughput) ภายใต้พื้นที่ที่จำกัด ซึ่งก็คือที่ดินและ
อาคาร ที่ป็นต้นทุนสำคัญอันหนึ่ง

เทคโนโลยีและการจัดการสามารถนำไปใช้กับทุกส่วนงานหรือกระบวนการ (Functions/Processes) ใน
คลังสินค้า ตั้งแต่การขนถ่ายสินค้า (Loading /Unloading) การเคลื่อนย้ายจากจุดหน้าไปยังอีกจุดหนึ่ง
(Transport or Relocation) การจัดเก็บ (Storing/Retrieving) การจัดสินค้าตามใบสั่งซื้อ (Order
Picking) การสั่งซื้อและการตรวจนับสินค้า (Replenishing Order/Cycle Counting) การบรรจุหีบห่อ
และการจัดส่งตลอดจนถึงการบริหารจัดการระบบข้อมูล และเอกสารต่างๆ ที่ใช้ในงาน

การลงทุนในเทคโนโลยีต่างๆ ต้องพิจารณาว่าการลงทุนในเทคโนโลยีนั้น สามารถสนองตอบความต้อง
การของขนาดธุรกิจและความพึงพอใจของลูกค้าทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้หรือไม่ ทำให้สามารถ
แข่งขันในทางธุรกิจได้หรือไม่ รวมทั้งให้ผลตอบแทนต่อการลงทุนคุ้มค่าภายในระยะเวลาที่ต้องการหรือ
ยอมรับได้หรือไม่

คลังสินค้าแต่ละประเภทใช้เทคโนโลยีแตกต่างกันหรือไม่

หน้าที่หลักของการจัดการคลังสินค้า (Warehousing Functions) จะประกอบไปด้วย การรับสินค้า
(Receiving) การจัดเก็บ (Storage) การจัดสินค้าตามการสั่งซื้อ (Order Picking) และการส่งสินค้า
(Shipping) คลังสินค้าไม่มีการจัดแบ่งประเภท แต่บางแห่งอาจจะเน้นไปที่การจัดเก็บ (Storage
Dominates) ในขณะที่อีกแห่งอาจจะเน้นไปที่การจัดสินค้าตามการสั่งซื้อ (Picking Dominates)

หากเป็นคลังสินค้าที่เน้นด้านการจัดเก็บเพื่อรองรับจำนวนชนิดของสต็อก (Stock Keeping Unit-SKU)
และจำนวนสต็อกสินค้า (Inventory) ให้ได้มากที่สุด การออกแบบและการเลือกใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่
ใช้ในการจัดเก็บและขนย้ายก็จะทำเพื่อให้ใช้เนื้อที่ในเชิงปริมาตร คือพื้นที่ในทางราบและทางสูงให้ได้
มากที่สุด ระบบชั้นเก็บสินค้า (Racking) ก็จะเป็นระบบชั้นเก็บสินค้าแบบหนาแน่น (High Density
Racking) ระบบ Drive-in ระบบ High-Bay ระบบ Mobile ระบบ Live-Storage Automatic
Storage/Retrieving (AS/RS) เหล่านี้เป็นต้น

ถ้าเป็นศูนย์กระจายสินค้า ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การจัดสินค้าตามการสั่งซื้อ (Order Picking) การเลือกใช้
วิธีการและอุปกรณ์ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงสินค้า และนำมาจัดตามใบสั่งซื้อได้
อย่างถูกต้องและรวดเร็ว เพื่อให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า ชั้นเก็บสินค้า (Racking) ส่วนใหญ่ก็จะ
เป็นประเภท Selective Packing เทคโนโลยีที่เริ่มต้นแพร่หลายและเป็นที่รู้จักในบ้านเรามากขึ้นตามลำดับ
เช่น Warehouse Management System (WMS) พวก Automatic Data Capture (ADC) เช่น พวก
Barcode และ Radio Frequency (RF) ระบบ Pick to light ระบบ Cross-Dock เหล่านี้เป็นต้น

รถยกไฟฟ้าเสริมประสิทธิภาพการทำงานอย่างไร แต่ละบริษัทฯควรมีวิธีการเลือกใช้อย่างไร

ปัจจุบันจำนวนหน่วยนับ (Unit Load) ที่ใช้ในการจัดเก็บและขนย้ายที่แพร่หลายก็คือ Pallet ซึ่งขนาด รูป
ร่างและน้ำหนักจำเป็นจะต้องใช้รถ Forklift ในการขนย้ายจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ทั้งในทางราบและ
ที่สูงจากพื้นขึ้นไป เช่นบนรถบรรทุกหรือบนชั้นเก็บของ (Rack) รถยกไฟฟ้า (Electric (Fork) Lift
Truck) เป็นชนิดหนึ่งของรถที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม (Industrial Truck) ที่ส่วนมากออกแบบให้ใช้ภาย
ในคลังสินค้า (Internal Warehouse) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บ (Storage) และเพิ่มผล
ผลิต (Productivity or Throughput)

รถยกไฟฟ้าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพความรวดเร็วทั้งในการขนถ่าย (Loading/Unloading) ที่บริเวณการ
รับสินค้า (Receiving) และส่งสินค้า (Shipping) การจัดเก็บ (Storage) ตลอดจนการจัดสินค้าตามการ
สั่งซื้อ (Order Picking) รถยกไฟฟ้าที่เป็นที่รู้จักและใช้งานกันมากขึ้นในปัจจุบัน อาทิเช่น รถที่ใช้เคลื่อน
ย้ายและยกขึ้นลงสินค้า เช่น Counterbalance Forklift, Reach Truck, Stacker และ Very Narrow
Aisle (VNA Truck) เป็นต้น รถที่ใช้เคลื่อนย้าย Pallet จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งในทางราบ เช่น
Powered Pallet Track และรถที่ใช้ช่วยในงานจัดสินค้าตามใบสั่งซ้อ เช่น Order Picking Truck

การเลือกใช้งานรถยกไฟฟ้านอกจากจะเลือกให้ถูกประเภทและลักษณะของงานแล้ว ยังต้องคำนึงถึง รูป
ร่าง ขนาด และน้ำหนักของหน่วยนับ (Unit Load) ขนาดวงเสี้ยวที่ให้เหมาะสมกับช่องทางเดินระหว่างชั้น
วางสินค้า (Aisle Width และ Transfer Aisle Width) ความสูง (Lift Height) ลักษณะการวางสินค้าบน
ชั้น จำนวนชั่วโมง และจำนวนที่จะใช้งาน ประตูทางเข้า-ออก และพื้น โดยมองถึงประสิทธิภาพจากการใช้
งาน ซึ่งก็คือ ผลผลิต (Productivity หรือ Throughput) ไม่ใช่ แค่เพียงยกน้ำหนักได้เท่าไรและสูงเท่าไร
และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความสะดวกต่อการใช้งาน

ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการจะเลือกใช้หรือลงทุนในสิ่งใดควรศึกษาให้รู้ข้อมูลความต้องการที่แท้จริง ตลอด
จนประโยชน์ (Benefit) ที่จะได้รับ รวมทั้งควรจะได้เห็นของจริงของสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่าจะด้วยการไปเยี่ยม
ชม (Site Visit) หรือการสาธิตของอุปกรณ์ (Demonstration) ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของความผิดพลาด
ได้

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *