เก็บตกจากกองตำรา (3)

เก็บตกจากกองตำรา (3)
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 20 สิงหาคม 2547
สำหรับเมืองไทยในขณะนี้ การปฏิรูปการศึกษา ยืดเยื้อมานาน และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติง่ายๆ แทนที่จะมุ่งยกมาตรฐาน ของการเรียนรู้พื้นฐาน ในด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี แนวโน้มกลับชี้ไปในทางลดมาตรฐาน เพื่อต้องการให้เด็ก “เรียนอย่างมีความสุข”
คงยังไม่สายเกินไปที่จะพูดถึง As the Future Catches You ของ ฮวน เอนริเกซ์ (Juan Enriquez) ซึ่งนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร แนะนำให้คนไทยอ่านเป็นเล่มที่ 2 หนังสือเล่มนี้มีเอกลักษณ์พิเศษคือ บางหน้ามีเพียงไม่กี่บรรทัด บางบรรทัดมีอักษรเพียงตัวเดียว บางคำและบางบรรทัดใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่สูงหลายเซนติเมตร แต่บางบรรทัดใช้ตัวอักษรขนาดจิ๋ว ประโยคหนึ่งอาจใช้ตัวอักษรหลายขนาด การเรียงคำอาจทำตามปกติจากซ้ายไปขวา แต่บางทีอาจเรียงจากบนลงมาล่าง หรืออาจจะทแยงมุมและใช้ “…” เชื่อมคำ วลีและประโยคตลอดทั้งเล่ม
ผู้ที่ตามประเด็นทันน่าจะอ่านออกรสพร้อมกับอาจจะวิตกไปด้วย ผู้ที่ตามไม่ทันอาจจะอ่านด้วยความปวดหัว ผู้ที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษอย่างแตกฉานอาจอ่านฉบับแปลชื่อ เมื่ออนาคตไล่ล่าคุณ ซึ่งผู้แปลพยายามคงเอกลักษณ์ของต้นฉบับไว้ได้เป็นอย่างดี
As the Future Catches You เป็นหนึ่งในหลายเล่มซึ่งบ่งว่าส่วนหน้าของคลื่นลูกที่ 4 นำโดยเทคโนโลยีด้านพันธุกรรมมาถึงแล้ว ผู้อ่านจำนวนมากอาจจะวิตกเพราะมันชี้ให้เห็นว่า จริงอยู่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านข่าวสารซึ่งเป็นพลังสร้างคลื่นลูกที่ 3 และด้านพันธุกรรมจะนำความร่ำรวยมาให้คนจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีใหม่ แต่คนส่วนใหญ่แทบไม่เข้าใจอะไรเลย ฉะนั้นช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนและระหว่างสังคมที่ก้าวหน้ากับสังคมที่ล้าหลังนับวันจะยิ่งกว้างขึ้น
แนวโน้มเช่นนี้จะเป็นชนวนของความแตกแยกอย่างรุนแรงยิ่งขึ้นทั้งภายในและระหว่างประเทศ ผู้ที่ติดตามความเป็นไปอย่างใกล้ชิดย่อมรู้ว่า ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยในเมืองไทยเลวร้ายลงทุกวันในช่วงเวลา 40 ปีที่เรามีแผนพัฒนาประเทศ หากเราเชื่อเอนริเกซ์ แนวโน้มเช่นนี้หากไม่มีการแก้ไขจะนำไปสู่อะไรไม่ได้นอกจากการฆ่าแกงกันในวันหนึ่งข้างหน้า
เอนริเกซ์ไม่ได้พูดถึงเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เขาตั้งคำถามพื้นฐานทางปรัชญา กล่าวถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างลึกซึ้ง ในด้านปรัชญาเขาตั้งคำถามในแนวที่ว่า มนุษย์จะใช้ความก้าวหน้าไปทางไหน เพื่อใคร และจะทำให้คนบางกลุ่มทำลายผู้อื่นที่รูปร่างหน้าตาไม่เหมือนตนหรือไม่? ความก้าวหน้าจะทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถควบคุมธรรมชาติได้จริงหรือ? หากคุมไม่ได้อย่างสมบูรณ์ธรรมชาติจะตอบโต้ความโอหังนั้นอย่างไร? ใครจะเป็นผู้รับเคราะห์?
สังคมไทยคงไม่ต้องวิตกกับคำถามเหล่านี้นัก แต่ไม่ได้หมายความว่า มันไม่น่ากังวลเพราะแม้ผู้นำจำนวนหนึ่งซึ่งได้อ่านหนังสือจะเข้าใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น แต่น่าสงสัยว่า พวกเขากำลังทำอะไรที่จะนำเมืองไทยให้ก้าวไปกับคลื่นลูกที่ 4 โดยไม่เจ็บตัวหรือจมลงไปใต้คลื่น
ยกตัวอย่างด้านการศึกษา ซึ่งเอนริเกซ์เน้นให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่าสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับมาตรฐานการเรียนรู้และทดสอบความรู้พื้นฐานในด้านเทคโนโลยี เขายกย่องเกาหลีใต้ที่เรียนและทดสอบกันอย่างจริงจังทั้งในระดับชั้นมัธยมและระดับมหาวิทยาลัย
จริงอยู่ระบบของเกาหลีใต้อาจจะโหดสำหรับเด็กไปสักหน่อย แต่นั่นเป็นทางเดียวที่จะผลักดันให้ประเทศล้าหลังตามประเทศก้าวหน้าทัน ผู้อ่านประวัติศาสตร์การพัฒนาย่อมตระหนักดีว่าญี่ปุ่นเคยทำเช่นนั้นมาก่อน การมองเห็นความสำคัญของเทคโนโลยี ทำให้ญี่ปุ่นหนีไทยไปแบบไม่เห็นฝุ่น ไม่นานหลังจากทั้งสองเปิดประเทศรับฝรั่งในระหว่างการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อราว 150 ปีที่แล้ว
เมืองไทยขณะนี้ ดัชนีต่างๆ น่าจะสร้างความวิตกเกี่ยวกับปฏิรูปการศึกษายืดเยื้อมานาน และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติง่ายๆ แทนที่จะมุ่งยกมาตรฐานของการเรียนรู้พื้นฐานในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แนวโน้มกลับชี้ไปในทางลดมาตรฐาน เพื่อต้องการให้เด็ก “เรียนอย่างมีความสุข” มาตรฐานที่หย่อนยานลงไปไม่จำกัดอยู่ในระดับการศึกษาพื้นฐานเท่านั้น ระดับอุดมศึกษาก็น่าวิตกยิ่ง
ตอนนี้เมืองไทยมีมหาวิทยาลัยทุกหย่อมหญ้า และส่วนมากดูจะมุ่งไล่แจกปริญญากันมากกว่าจะให้การศึกษาตามอุดมการณ์ ส่วนหนึ่งเพราะ “ผู้บริโภค” การศึกษาต้องการเพียงใบปริญญาเท่านั้น ไม่ต้องการความรู้ความคิดที่จะต้องได้มาด้วยความมานะอดทน
วันนี้ยังไม่มีผู้นำคิดทำอะไรจริงจัง เพื่อเปลี่ยนฐานความคิดอันเป็นต้นตอของปัญหา และมาตรฐานของการศึกษาซึ่งกำลังดิ่งลงเหว ท่านนายกฯ ทำท่าขึงขัง แต่ไปนั่งเป็นรัฐมนตรีศึกษาฯ อยู่ไม่กี่วันก็เลิก หลังจากนั้นตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญยิ่งนี้กลายเป็นการเล่นเก้าอี้ดนตรีกันแบบเด็กๆ
เนื่องจากเอนริเกซ์เป็นชาวเม็กซิโกโดยกำเนิด เขากล่าวถึงเม็กซิโกไว้หลายด้าน นอกจากเรื่องมาตรฐานการศึกษาซึ่งต่ำอย่างน่าวิตกแล้ว เขายังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลเม็กซิโกไม่เคยให้ความสำคัญแก่การศึกษาด้านเทคโนโลยีมากนัก เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลใช้เงินงบประมาณเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์เรื่องความสำเร็จของตนมากกว่า เพื่อพัฒนาการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มองจากแง่นี้รัฐบาลไทยไม่ต่างกับรัฐบาลเม็กซิโกมากนัก รัฐบาลใช้การโฆษณาประชาสัมพันธ์แบบบิดเบือนความจริงนำหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกองทุนหมู่บ้านหรือเรื่อง 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งล้มเหลวชัดเจนในแง่เศรษฐกิจ ยังมีอีกโครงการหนึ่งซึ่งล้มเหลวอย่างน่าละอาย คือ โครงการ “ตกเขียว” เมืองไทยด้วยการขายบัตรท่องเที่ยวล่วงหน้าที่เรียกว่า Elite Card ใบละ 1 ล้านบาทให้แก่ชาวต่างประเทศ รัฐบาลคาดว่าจะขายได้ถึง 1 ล้านใบ หลังจากลงทุนไปหลายพันล้านบาทแต่ขายบัตรได้เพียง 600 ใบ รัฐบาลลดเป้าลงเหลือ 180,000 ใบ แต่ยังยืนยันว่าโครงการนี้จะประสบความสำเร็จงามหรู
หนังสือเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า การมีนโยบายที่เหมาะสมและมีสังคมที่ปราศจากความฉ้อฉลนั้นไม่พอที่จะสร้างความร่ำรวย ตามประวัติศาสตร์ชาติที่ก้าวหน้าจะต้องสร้างภูมิปัญญาใหม่ เอนริเกซ์ กล่าวว่า บริษัทรถยนต์อเมริกันไปตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในเม็กซิโกมากมาย แต่การลงทุนนั้นไม่ได้สร้างภูมิปัญญาใหม่ให้เม็กซิโก ชาวเม็กซิโกจึงเป็นเพียงกรรมกรขันนอตตลอดชีพ ไม่มีรายได้เพิ่มขึ้นตามกำไรของนายเงินทุน
รัฐบาลไทยมีนโยบายจะทำเมืองไทยเป็นศูนย์รถยนต์ของเอเชีย มองจากมุมของเอนริเกซ์นโยบายนี้ จะมีผลเพียงการเพิ่มงานขันนอตให้คนไทยโดยไม่สร้างภูมิปัญญาใหม่ ฉะนั้นคนไทยไม่มีทางตามโลกทัน นอกจากนั้น นโยบายนี้อาจมีที่มาจากผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะสมาชิกในคณะรัฐบาลมีธุรกิจสร้างชิ้นส่วนรถยนต์
นอกจากกิจการขันนอตแล้ว เอนริเกซ์ยังชี้ว่า ธุรกิจบริการจำนวนมากที่ประเทศด้อยพัฒนานิยมทำ เช่น การท่องเที่ยว และการขายอาหารจานด่วนของอเมริกัน จะไม่ทำให้พวกเขาก้าวหน้าทันประเทศที่ร่ำรวยแล้ว เพราะกิจกรรมเหล่านี้ไม่มีการสร้างภูมิปัญญาใหม่
ในปัจจุบัน เมืองไทยแทบจะไม่มีการสร้างภูมิปัญญาใหม่ขึ้นแล้ว สังคมไทยยังเต็มไปด้วยความฉ้อฉลจนประชาชนผู้มีความเข้าใจลึกซึ้ง แสดงความวิตกออกมา เช่น ศจ.นพ.ประเวศ วะสี อดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน และดร.สุเมธ ตันติเวชกุล นอกจากจะไม่ค่อยสร้างภูมิปัญญาใหม่อย่างจริงจังแล้ว รัฐบาลนี้ยังพยายามทำลายภูมิปัญญาอันมีค่ายิ่ง เช่น การดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเรียบง่าย โดยไม่ใช้จ่ายจนเกินพอดี ด้วยการกู้หนี้ยืมสิน
มองจากแง่ของ ฮวน เอนริเกซ์ หากเมืองไทยยังไม่รีบเปลี่ยนทิศทางเสียตั้งแต่ตอนนี้ คลื่นลูกที่ 4 คงจะทำให้เมืองไทยจมลงใต้คลื่นแน่

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *