เกฬิสีลชาดกว่าด้วยปัญญาสำคัญกว่าร่างกาย

เกฬิสีลชาดกว่าด้วยปัญญาสำคัญกว่าร่างกาย

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภท่านพระลกุณฏกภัททิยะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ได้ยินว่า ท่านลกุณฏกภัททิยะเป็นผู้ปรากฏชื่อเสียงในพระพุทธศาสนา มีเสียงเพราะ เป็นผู้แสดงธรรมไพเราะ เป็นพระมหาขีณาบรรลุปฏิสัมภิทา แต่ท่านตัวเล็กเตี้ยในหมู่พระมหาเถระ ๘๐ องค์ คล้ายสามเณร ถูกล้อเลียน วันหนึ่งเมื่อท่านถวายบังคมพระตถาคตแล้วไปซุ้มประตูพระเชตวัน ภิกษุชาวชนบทประมาณ ๓๐ รูปไปยังพระเชตวันด้วยคิดว่าจักถวายบังคมพระตถาคต เห็นพระเถระที่ซุ้มวิหาร จึงพากันจับพระเถระที่ชายจีวร ที่มือ ที่ศีรษะ ที่จมูก ที่หู เขย่า ด้วยสำคัญว่าท่านเป็นสามเณร ทำด้วยคะนองมือ ครั้นเก็บบาตรจีวรแล้วก็พากันเข้าเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่ง
เมื่อพระศาสดาทรงกระทำปฏิสันถารด้วยพระดำรัสอันไพเราะแล้วจึงทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ ได้ยินว่ามีพระเถระองค์หนึ่งชื่อลกุณฏกภัททิยะเถระเป็นสาวกของพระองค์ แสดงธรรมไพเราะ เดี๋ยวนี้พระเถระรูปนั้นอยู่ที่ไหนพระเจ้าข้า
พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอประสงค์จะเห็นหรือ
กราบทูลว่า พระเจ้าข้าข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายใคร่จะเห็น
ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่พวกเธอเห็นที่ซุ้มประตูแล้วพวกเธอคะนองมือจับที่ชายจีวรเป็นต้นนั้น ภิกษุรูปนั้นแหละคือ ลกุณฏกภัททิยะละ
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ พระสาวกผู้ถึงพร้อมด้วยอภินิหาร ได้ตั้งความปรารถนาไว้เห็นปานนี้ เพราะเหตุใดจึงมีศักดิ์น้อยเล่าพระเจ้าข้า
พระศาสดาตรัสว่า เพราะอาศัยกรรมที่ตนได้ทำไว้ และเมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นท้าวสักกเทวราช ในกาลนั้นใคร ๆ ก็ไม่อาจจะให้พระเจ้าพรหมทัตได้ทรงเห็นช้าง ม้า หรือโคที่แก่ชรา พระองค์ชอบเล่นสนุก ทอดพระเนตรเห็นสัตว์เช่นนั้นจึงรับสั่งให้พวกมนุษย์ต้อนไล่แข่งกัน เห็นเกวียนเก่า ๆ ก็ให้แข่งกันจนพัง เห็นสตรีแก่รับสั่งให้เรียกมากระแทกที่ท้องให้ล้มลง แล้วจับให้ลุกขึ้น ให้ขับร้องเพลง เห็นชายแก่ ๆ ก็ให้หกคะเมนตีลังกาเป็นต้น บนพื้นดิน ดุจนักเล่นกระโดด เมื่อไม่ทรงพบเห็นเอง เป็นแต่ได้สดับข่าวว่า คนแก่มีที่บ้านโน้น ก็รับสั่งให้เรียกตัวมาบังคับให้เล่น พวกมนุษย์ต่างก็ละอาย ส่งมารดาบิดาของตนไปอยู่นอกแคว้น ขาดการบำรุงมารดาบิดา พวกราชเสวกก็พอใจในการเล่นสนุก พวกที่ตายไป ๆ ก็ไปบังเกิดเต็มในอบาย ๔ เทพบริษัททั้งหลายก็ลดลง
ท้าวสักกะไม่ทรงเห็นเทพบุตรเกิดใหม่ ทรงรำพึงว่า เหตุอะไรหนอ ครั้นทรงทราบเหตุนั้นแล้วดำริว่า เราจะต้องทรมานพระเจ้าพรหมทัต จึงทรงแปลงเพศเป็นคนแก่ บรรทุกตุ่มเปรียง ๒ ใบ ใส่ไปบนเกวียนเก่า ๆ เทียมโคแก่ ๒ ตัว ในวันมหรสพวันหนึ่ง เมื่อพระเจ้าพรหมทัตทรงช้างพระที่นั่งตกแต่งด้วยเครื่องอลังการ เสด็จเลียบพระนคร ท้าวสักกะก็ทรงขับเกวียนนั้นตรงไปเฉพาะพระพักตร์พระราชา พระราชาทอดพระเนตรเห็นเกวียนเก่าเทียมด้วยโคแก่ จึงตรัสให้นำเกวียนนั้นมา พวกราชบริพารก็วิ่งหาข้างโน้นข้างนี้ก็ไม่เห็น กราบทูลว่า คนแก่นั้นอยู่ที่ไหน พระองค์ คนแก่นั้นอยู่ที่ไหน พระองค์ เพราะท้าวสักกะทรงอธิษฐานไว้อย่างนี้ว่าพระราชาเท่านั้นจงเห็นเรา คนอื่นอย่าได้เห็น
ด้วยเดชของท้าวสักกะ พระราชาพร้อมทั้งช้างก็เสด็จเข้าไปอยู่ใต้เกวียน เหมือนลูกโคอยู่ใต้แม่โคฉะนั้น ท้าวสักกะก็ทรงทุบตุ่มเปรียงแตกออกรดบนพระเศียรของพระราชาเปรียงก็ไหลลงเปรอะเปื้อนพระราชาตั้งแต่พระเศียร พระราชาทรงอึดอัดละอาย ขยะแขยง ครั้นท้าวสักกะทรงทราบว่า พระราชาทรงวุ่นวายพระทัย ก็ทรงขับเกวียนหายไป เนรมิตพระองค์เป็นท้าวสักกะอย่างเดิม พระหัตถ์ทรงวชิราวุธ ประทับยืนบนอากาศ ตรัสคุกคามว่า ดูก่อน อธรรมิกราชผู้ชั่วช้า ชะรอยท่านจะไม่แก่ละหรือ ความชราจักไม่กล้ำกรายสรีระของท่านหรือไร ท่านมัวแต่เห็นแก่เล่น เบียดคนแก่มามากมาย เพราะอาศัยท่านผู้เดียวคนที่ตาย ๆ ไป เพราะทำกรรมนั้นจึงเต็มอยู่ในอบาย พวกมนุษย์ไม่ได้บำรุงมารดาบิดา หากท่านไม่งดทำกรรมนี้ เราจะทำลายศีรษะของท่านด้วยจักรเพชรนี้ ตั้งแต่นี้ท่านอย่าได้ทำกรรมนี้อีกเลย แล้วตรัสถึงคุณของมารดาบิดา ทรงชี้แจงอานิสงส์ของการอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้สูงอายุ ครั้นทรงสอนแล้วก็เสด็จกลับไปยังวิมานของพระองค์
ตั้งแต่นั้นมาพระราชาก็มิได้แม้แต่คิดที่จะทำกรรมนั้นอีกต่อไป
พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เรียกว่า “เถระ” เพราะความเป็นคนแก่ เพราะเหตุสักว่านั่งบนอาสนะพระเถระ ส่วนผู้ใด แทงตลอดสัจจะทั้งหลายแล้ว ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่เบียดเบียนมหาชน ผู้นี้ชื่อว่าเป็นเถระ” ดังนี้แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า:
บุคคล ไม่ชื่อว่าเป็นเถระ เพราะมีผมหงอกบนศีรษะ
ผู้มีวัยแก่รอบแล้วนั้น เราเรียกว่าแก่เปล่า
ผู้ใด มีสัจจะ ธรรมะ อหิงสา สัญญมะ และทมะ
ผู้นั้นมีมลทินอันคายแล้ว ผู้มีปัญญา เรากล่าวว่าเป็นเถระ
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม เมื่อจบสัจธรรมบรรดาภิกษุเหล่านั้น บางพวกได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามี บางพวกได้เป็นพระอนาคามี บางพวกได้เป็นพระอรหันต์ แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้นได้เป็นลกุณฏกภัททิยะ เธอได้เป็นที่เล่นล้อเลียนของผู้อื่น เพราะค่าที่ตนชอบเล่นสนุกครั้งนี้ ส่วนท้าวสักกะ คือเราตถาคตนี้แล
จบ เกฬิสีลชาดก

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *