เกตส์ ดรักเกอร์และเพลโต

เกตส์ ดรักเกอร์และเพลโต
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2548
สัปดาห์ที่แล้วผมส่งเรื่อง “สามชาย” มาให้ บก.ก่อนที่นิตยสาร Time จะประกาศให้ บิล เกตส์ เป็นหนึ่งในสามของบุคคลแห่งปี เขาเป็นหนึ่งในสามชายในดวงใจของผม สำหรับท่านที่ยังไม่มีโอกาสอ่านนิตยสาร Time ประจำวันที่ 26 ธันวาคม 2005-2 มกราคม 2006 ผมหวังว่าจะมีโอกาสอ่านในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ เพราะเรื่องราวของบุคคลแห่งปี อาจทำให้ท่านมีจิตใจเบิกบาน
ผมอ่านแล้วรู้สึกเบิกบานเพราะท่ามกลางข่าวความชั่วร้ายของเพื่อนมนุษย์ ซึ่งมักทำให้จิตใจหดหู่นั้น ยังมีมหาเศรษฐี และผู้มีความสามารถพิเศษ เช่น บิล เกตส์ เมลินดา เกตส์ และโบโน ทุ่มเททั้งกำลังทรัพย์ และกำลังความสามารถ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน นอกจากนั้น ผมยังรู้สึกเบิกบานเป็นพิเศษที่นิตยสาร Time กล่าวถึง แมรี่ เกตส์ แม่ของ บิล เกตส์ ผู้ล่วงลับไปแล้วอีกด้วย
Time กล่าวถึง แมรี่ เกตส์ ว่าอย่างไร จึงทำให้ผมรู้สึกเบิกบาน?
Time กล่าวว่า แมรี่ เกตส์ เคยเป็นครูผู้มีใจเปี่ยมด้วยความเมตตาและอาสาทำงานเพื่อการกุศลตลอดชีวิต ได้เขียนจดหมายถึงลูกชายและลูกสะใภ้ในอนาคตก่อนที่ทั้งสองจะแต่งงานกัน ในจดหมายนั้นมีข้อความตอนหนึ่งว่า “From those to whom much is given, much is expected.” ข้อความนี้มีความหมายกินใจยิ่งว่า “ยิ่งรับมากเท่าไรก็ยิ่งควรให้มากขึ้นเท่านั้น”
เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกเบิกบาน เพราะประการแรกมันตอกย้ำความเชื่อของผมเกี่ยวกับความสำคัญของแม่ ซึ่งเป็นครูคนแรก ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของคนเราเหนือผู้อื่น ประการที่สองผมยกย่องคนไม่ผิด นั่นคือ แม้จะประสบความสำเร็จในด้านการเงิน เกินมนุษย์ทั้งโลก แต่บิล เกตส์ ไม่ลืมตัว ยังเชื่อฟังแม่ผู้มีอาชีพเป็นครูธรรมดาๆ และประการที่สาม แนวคิดเรื่องการแทนคุณแผ่นดินนั้น มีความสำคัญในสังคมฝรั่งไม่ต่างกับในสังคมไทย ฉะนั้นการที่ท่านรัฐบุรุษเปรม ติณสูลานนท์ ชักชวนให้คนไทยทดแทนคุณแผ่นดินจึงมิใช่เป็นเรื่องคร่ำครึ หรือล้าสมัย ฝรั่งส่วนใหญ่ก็ทำกัน
ฝรั่งส่วนใหญ่ในที่นี้ผมหมายถึงชาวอเมริกัน นิตยสาร Time ฉบับนั้นกล่าวว่า คนอเมริกันประมาณสองในสามคน อุทิศเงินเพื่อการกุศลทุกปี เมื่อปี 2545 ซึ่งเป็นปีที่เขามีข้อมูลครบถ้วน ชาวอเมริกันบริจาคเงินเพื่อการกุศลโดยเฉลี่ยคนละ 1,894 ดอลลาร์ หรือกว่า 75,000 บาท เงินจำนวนนั้นคิดเป็นประมาณ 5% ของรายได้ต่อคนของชาวอเมริกัน (หากคนไทยทุกคนบริจาคเงินเพื่อการกุศลในอัตรานั้นจะเฉลี่ยออกมาประมาณคนละ 115 บาทต่อปี)
ตามรายงานของ Time เมื่อปีที่แล้ว บิล เกตส์และภรรยา บริจาค 3.35 พันล้านดอลลาร์ รองลงมาได้แก่ ซูซาน บัฟเฟตต์ ภรรยาของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหาเศรษฐีหมายเลข 2 ของโลก ซึ่งบริจาค 2.55 พันล้านดอลลาร์ ผู้มีโอกาสอ่านนิตยสาร Business Week ประจำวันที่ 28 พฤศจิกายน 2005 อาจนึกออกว่า ข้อมูลของนิตยสารสองฉบับนี้มีความขัดแย้งกันอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปไม่ต่างกัน นั่นคือ มหาเศรษฐีอเมริกันบริจาคเงินก้อนโตๆ เพื่อการกุศลค่อนข้างแพร่หลาย
มหาเศรษฐีอเมริกันมักสร้างความร่ำรวยด้วยการทำธุรกิจ ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด จะเกิดอภิมหาเศรษฐีใหม่ขึ้น ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดอภิมหาเศรษฐี เช่น ร๊อกกี้เฟลเลอร์และฟอร์ด ทั้งคู่ตั้งมูลนิธิเพื่อการกุศลขนาดใหญ่
ในยุคปฏิวัติข่าวสารข้อมูลซึ่งกำลังดำเนินไปอยู่ในขณะนี้ก็มีอภิมหาเศรษฐี เช่น บิล เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์ เกิดขึ้น ระบบตลาดเสรีเอื้อให้เกิดมหาเศรษฐีได้ง่าย แต่พร้อมกันนั้น ก็ทำให้ช่องว่างระหว่างค่าตอบแทนของผู้บริหารบริษัท กับคนงานโดยทั่วไปกว้างขึ้นเรื่อยๆ
วิวัฒนาการแนวนี้เป็นที่วิตกของผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านแนวโน้มของสังคมในระยะยาว เช่น ศาสตราจารย์ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ผู้ที่นักบริหารจัดการถือเป็นเสมือนบิดาของวิชาชีพของพวกเขา อาจารย์ดรักเกอร์ กล่าวว่า ความแตกต่างระหว่างค่าตอบแทน ของผู้บริหารสูงสุดกับของคนงานทั่วไปในบริษัทไม่ควรเกิน 20 เท่า มิฉะนั้น จะเกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรม ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาสังคมร้ายแรง
แต่นั่นคือ สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมอเมริกันมานานแล้ว ตัวอย่างเช่น เมื่อปีที่ผ่านมา ค่าตอบแทนของผู้บริหารสูงสุด ที่ได้ค่าตอบแทนมากที่สุด 10 คน ตกอยู่ในระหว่างคนละ 46-109 ล้านดอลลาร์ แน่ละ นั่นย่อมสูงกว่าค่าตอบแทน ของคนงานทั่วไป หลายร้อยเท่า
วิวัฒนาการแนวนี้ทำให้อาจารย์ดรักเกอร์ไม่สบายใจอย่างยิ่ง ในตอนบั้นปลายของชีวิตท่านจึงอุทิศตัว เพื่อเสริมสร้างองค์กรเพื่อการกุศลให้แข็งแกร่ง เพราะท่านเชื่อว่าองค์กรชนิดนี้ จะต้องมีบทบาทในการถ่วงดุล กับการแสวงหากำไรแบบสุดโต่ง ของผู้บริหารธุรกิจ ซึ่งมีความโลภเป็นที่ตั้ง ไม่เป็นที่ประจักษ์ว่า บิล เกตส์ เชื่อการอ่านเหตุการณ์ของอาจารย์ดรักเกอร์หรือไม่ แต่แน่นอนเขาเชื่อในคำสอนของแม่
ผู้อ่านประวัติศาสตร์ย่อมทราบว่า อาจารย์ดรักเกอร์มิใช่ปราชญ์คนแรกที่มองเห็นอันตรายของความไม่เป็นธรรมในสังคม ย้อนไปกว่า 2,000 ปี มีปราชญ์ชาวกรีกชื่อ เพลโต ตั้งข้อสังเกตว่า ในสังคมที่มีความเป็นธรรมตามอุดมคติ ส่วนแบ่งในรายได้ประชาชาติของกลุ่มที่มีรายได้สูงจะต้องไม่เกิน 4 เท่าของกลุ่มมีรายได้ต่ำ มิฉะนั้นความรู้สึกไม่เป็นธรรมจะนำไปสู่ปัญหาสังคม
ตามคำนิยามนี้ดัชนีที่ใช้วัดความเป็นธรรม คำนวณได้จากการหารส่วนแบ่งในรายได้ประชาชาติของกลุ่มที่มีรายได้สูงสุด 20% ด้วยส่วนแบ่งของกลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุด 20%
หากถามว่า ประเทศไหนใกล้เป็นสังคมอุดมคติตามคำนิยามของเพลโตบ้าง คำตอบคือปัจจุบันนี้มีอย่างน้อย 4 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น (3.4) สาธารณรัฐเช็ก (3.5) ฟินแลนด์ (3.8) และสวีเดน (4) มองจากการวัดความเป็นธรรมในสังคมด้วยดัชนีนี้ ทั้งสหรัฐและไทยยังมีความไม่เป็นธรรมสูงมากเพราะของสหรัฐวัดได้ 8.5 และของไทยวัดได้ราว 13
นี่ก็จะหมดอีกหนึ่งปีแล้ว ขอกราบขอบคุณผู้อ่าน หวังว่าท่านจะพบความเบิกบานตลอดปีใหม่ จากการได้ร่วมสร้างกุศลในแนวที่แมรี่ เกตส์ แนะนำ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *