ฮับโลจิสติกส์ทางทะเลยังอีกไกล – ท่าเรือเร่งพัฒนา 2

ฮับโลจิสติกส์ทางทะเลยังอีกไกล – ท่าเรือเร่งพัฒนา 2
Source: ปาหนัน ลิ้ม

ธุรกิจเรือแข่งเดือดรับระวางเพิ่ม
สำหรับแนวโน้มการแข่งขันของธุรกิจสายเรือในปี 2551 ในเรื่องนี้คุณสุวัฒน์ ผู้คร่ำหวอดในวงการสายเรือชั้นนำของโลก ให้ความเห็นว่า การแข่งขันของธุรกิจสายเรือจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทเรือลงทุนสั่งต่อเรือใหม่และจะได้รับมอบในปีนี้หลายลำ ส่งผลให้ธุรกิจเรือมีการแข่งขันกันมากขึ้น แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอัตราการเติบโตของสินค้าในเส้นทางหลัก อย่างเช่น ยุโรป และตะวันออกกลาง หากยังมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 20-30% จะทำให้อัตราค่าระวางยังค่อนข้างคงที่ แต่หากปริมาณสินค้าน้อยขณะที่ระวางมีมากขึ้น จะส่งผลให้เกิดการแข่งขันเรื่องราคา ทำให้ค่าระวางปรับลงบ้างเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ราคาค่าระวางยังมีราคาสูง คือ ค่าระวางพิเศษ เช่น ค่า Bunker Adjustment Factor (BAF) ซึ่งเป็นค่าความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมัน ค่า Currency Adjustment Factor (CAF) หรือค่าความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมของผู้ส่งออกค่อนข้างสูง และมีผลโดยตรงต่อความสามารถทางการแข่งขัน ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าระวางไม่ลดลง โดยอาจจะทรงตัวหรืออาจเพิ่มขึ้น
คุณสุวัฒน์ กล่าวว่า บริษัท CMA CGM (Thailand) จำกัด ได้เร่งพัฒนาประสิทธิภาพบริการ เพื่อหวังขยายฐานลูกค้าในไทย โดยเพิ่มเส้นทางเดินเรือใหม่อีก 2 เส้นทาง และเพิ่มจำนวนระวางเรือสำหรับประเทศไทย เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ามาใช้บริการมากขึ้น ซึ่งในปีนี้บริษัทแม่จะได้รับเรือใหม่ประมาณ 20 ลำ เป็นเรือขนาดตั้งแต่ 2,000-10,000 ทีอียู เชื่อว่าจะทำให้สามารถเปิดเส้นทางเดินเรือใหม่เพิ่มขึ้น อีกทั้งเอื้ออำนวยให้ปริมาณการขนส่งเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2550 ที่ผ่านมา บริษัทฯ สาขาประเทศไทยประสบความสำเร็จในการขยายส่วนแบ่งทางการตลาด โดยมีปริมาณตู้สินค้าขาออกโตขึ้น 59% นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้พัฒนาระบบ e-Service ให้ลูกค้าสามารถเข้าไปจองเรือ เช็คดราฟ B/L และปริ๊นส์ B/L ผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าอีกด้วย
ศรีราชา ฮาร์เบอร์ เพิ่มประสิทธิภาพขึ้นแท่นผู้นำ
ท่าเรือศรีราชา ฮาร์เบอร์ มีปริมาณการขนส่งผ่านท่าในปี 2550 โตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน 3 ปีที่ผ่านมา มีสินค้าผ่านท่าเฉลี่ย 4 ล้านตันต่อปี เชื่อว่าในระยะเวลา 2 ปีต่อจากนี้ไป การขนส่งจะมีแนวโน้มดีขึ้นกว่าปัจจุบัน พิจารณาได้จากตัวเลขปริมาณสินค้าที่คาดว่าจะผ่านท่าเรือศรีราชา ฮาร์เบอร์ ในปีนี้ มีอัตราการเติบโตเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลจะมีการเติบต่ออย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่แล้วจะมีแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น พร้อมตั้งเป้าว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า ท่าเรือศรีราชา ฮาร์เบอร์จะขึ้นเป็นผู้นำด้านท่าเรือประเภท Bulk cargo
“ท่าเรือเป็นกิจการที่แปลกคือเป็นประตูในการเข้าและออกของสินค้า แม้ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำ แต่ผู้ประกอบการก็ยังมีความจำเป็นต้องการอุปกรณ์เครื่องมือหรือเครื่องจักรเข้ามาใช้ในโครงการใหญ่ๆ หรือใช้เพื่อการผลิตสินค้าในประเทศ ทำให้มีสินค้าผ่านท่าอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำก็ตาม ขณะเดียวกันภาคการส่งออกก็ต้องมีการส่งสินค้าออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ซึ่งการที่เศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือไม่ เชื่อว่าไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคธุรกิจท่าเรือแต่อย่างใด” พลเรือโท ทนง กล่าว
ทั้งนี้ สำหรับท่าเรือ ศรีราชา ฮาร์เบอร์ มีจุดแข็งเรื่องประสิทธิภาพการบริการ เนื่องจากเราให้ความสำคัญเรื่องการบริการให้มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และราคาถูก โดยได้จัดหาอุปกรณ์เครื่องมือ สำหรับใช้ในการขนถ่ายตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะช่วยให้อัตราการเช่าเรือของลูกค้าน้อยลง เนื่องจากสามารถขนถ่ายสินค้าได้สะดวกรวดเร็วขึ้น ส่งผลให้สายเรือและผู้ประกอบการมีต้นทุนค่าขนส่งที่ถูกลง” พลเรือโท ทนง กล่าวย้ำ
ทั้งนี้ ท่าเรือรวมถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเร่งปรับตัว วางบทบาทตัวเองใหม่ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพบริการ หากต้องการยืนหยัดและขึ้นแท่นเป็นผู้นำด้านการขนส่งทางทะเลต่อไป โดยไม่ตกขอบสังเวียนการแข่งขันในเวทีการค้าโลก ..
ผลการดำเนินงานของ กทท. ปีงบประมาณ 2550
กทท.ได้บริหารจัดการ ทกท. ทลฉ. และสำนักงานท่าเรือภูมิภาค ซึ่งประกอบด้วยท่าเรือเชียงแสน ท่าเรือเชียงของ และท่าเรือระนอง มีหน้าที่ให้บริการเรือ สินค้า และตู้สินค้า ซึ่งในปีงบประมาณ 2550 มีผลการดำเนินงานเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนี้
ท่าเรือแหลมฉบัง
เรือเทียบท่า 6,645 เที่ยว เพิ่มขึ้น 8%
สินค้าผ่านท่า 44.864 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 17%
ตู้สินค้าผ่านท่า 4.642 ล้านทีอียู เพิ่มขึ้น 13% ท่าเรือภูมิภาค
ท่าเรือเชียงแสน และท่าเรือเชียงของ
เรือเทียบท่า 3,966 เที่ยว เพิ่มขึ้น 16%
สินค้าผ่านท่า 196,303 ตัน เพิ่มขึ้น 4%
ท่าเรือกรุงเทพฯ
เรือเทียบท่า 2,888 เที่ยว เพิ่มขึ้น 2%
สินค้าผ่านท่า 18.315 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8%
ตู้สินค้าผ่านท่า 1.558 ล้านทีอียู เพิ่มขึ้น 7% ท่าเรือระนอง
เรือจอดเทียบท่า 234 เที่ยว เพิ่มขึ้น 30%
สินค้าผ่านท่า 25,265 ตัน เพิ่มขึ้น 181%
ตู้สินค้าผ่านท่า 29 ทีอียู เพิ่มขึ้น 142%
ในปีงบประมาณ 2550 กทท.มีรายได้ 9,144.253 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 6,805.601 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,338.652 ล้านบาท เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรเพิ่มขึ้น 981.714 ล้านบาท หรือคิดเป็น 72.3%

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *