ฮับโลจิสติกส์ทางทะเลยังอีกไกล – ท่าเรือเร่งพัฒนา 1

ฮับโลจิสติกส์ทางทะเลยังอีกไกล – ท่าเรือเร่งพัฒนา 1
Source: ปาหนัน ลิ้ม

แนะท่าเรือปรับบทบาทสู่ Logistics platform กูรูขนส่ง-โลจิสติกส์ฟันธง หนทางไทยสู่ฮับโลจิสติกส์ขนส่งทางทะเลเป็นไปได้ยาก เผยทำเลและศักยภาพยังไม่เข้าขั้น เทียบชั้นสิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย หรือแม้แต่เวียดนามไม่ติด แนะยังมีหวังหากท่าเรือปรับบทบาทเป็นศูนย์กระจายสินค้าหรือ Logistics platform ขยายขอบเขตธุรกิจรับบริหารจัดการตลอดโซ่อุปทาน การแข่งขันในโลกปัจจุบัน ถนนทุกสายต่างมุ่งหน้าไปสู่การสร้างขีดความสามารถและศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีโลก ทำให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญเรื่องโลจิสติกส์ เพื่อหวังลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสนองตอบความต้องการของลูกค้าอย่างเต็มที่ ซึ่งประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายว่าจะขึ้นแท่นเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์การขนส่งทางทะเลของภูมิภาคอินโดจีน

ทั้งนี้ ตัวเลขการขนส่งสินค้าของไทยในปี 2550 ปริมาณตู้สินค้าขาออกเพิ่มขึ้น 11.7% ส่วนขาเข้าเพิ่มขึ้นประมาณ 10.7% โดยปีนี้คาดการณ์ว่าปริมาณสินค้าส่งออกจะเติบโตประมาณ 10% ซึ่งปีที่ผ่านมาสถิติตู้สินค้าผ่านเข้าออกที่ท่าเรือแหลมฉบังมีปริมาณกว่า 4.7 ล้านทีอียู ส่วนท่าเรือคลองเตยมีตู้สินค้าผ่านเข้าออก 1.56 ล้านทีอียู และท่าเรือเอกชนมีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่า 2.56 แสนทีอียู
จากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการจะเป็นโลจิสติกส์ฮับของไทยยังพอมีหวัง หากท่าเรือไทยหันกลับมาพิจารณาตัวเอง ตั้งเกมรับเป็นผู้เล่นในเวทีการแข่งขันนี้ โดยพลิกบทบาทจากการเป็นเพียงประตูรับส่งสินค้า มาทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้าหรือ Logistics platform ขยายบทบาทและขอบเขตของธุรกิจการขนส่งทางทะเล ไปสู่การรับบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน…
ในเรื่องนี้ผู้มีส่วนผลักดันสำคัญ คุณสุนิดา สกุลรัตนะ ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้กล่าวถึงแผนงานและนโยบายที่มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้เร่งพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อยกระดับมาตรฐานเทียบชั้นระดับสากล ก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ทันสมัยมีความน่าเชื่อถือ โดยนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน เตรียมพร้อมสู่การเป็นท่าเรืออิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ
“การค้าทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิม สินค้าหลายประเภทเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง จากการขนแบบเทกองมาใช้การขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้การขนส่งเปลี่ยนรูปแบบจากท่าเรือถึงท่าเรือ (Port to Port) เป็น จากประตูถึงประตู (House to House) ส่งผลให้ระบบขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ดังนั้นท่าเรือจึงต้องปรับบทบาทเป็น Logistics platform คือเปลี่ยนบทบาทจากการขนถ่าย ขนย้าย และยกขนสินค้า มาเป็นการกระจายสินค้า และกระจายข้อมูล ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ท่าเรือไทยสามารถเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์การขนส่งสินค้าทางทะเลได้” ศ.ดร.กมลชนก สุทธิวาทนฤพุฒิ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้มุมมอง
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากมีความรู้ความเข้าใจในสินค้าแล้ว การจะก้าวสู่การเป็นฮับโลจิสติกส์ขนส่งทางทะเลนั้น ท่าเรือต้องวางแผนเชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่งทางอากาศ ทางบก และทางน้ำ ให้สอดคล้องกัน โดยวางแผนให้เวลาในการเปลี่ยนถ่ายระหว่างโหมดมีความสอดคล้อง เมื่อสินค้าไปถึงจุดเปลี่ยนโหมดให้สามารถขนส่งสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง ตรงตามเวลาขนส่งของระบบขนส่งนั้นๆ อีกด้วย
โลจิสติกส์ขนส่งทางทะเลเป็นเรื่องใหม่ที่น่าสนใจ ซึ่งท่าเรือนับว่ามีปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้สินค้า ช่วยให้สินค้าเดินทางไปถึงมือผู้รับทันเวลา Just in Time และช่วยให้สินค้าแข่งขันได้ราคาที่ถูกที่สุด ดังนั้น การแข่งขันยุคใหม่ท่าเรือจึงควรปรับบทบาท จากเดิมที่เป็นเพียงสถานที่รับส่งสินค้ามาเป็นศูนย์กระจายสินค้าหรือ Logistics platform
ศ.ดร.กมลชนก กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการท่าเรือจำเป็นต้องมี เพื่อที่จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้าหรือ Logistics Platform คือ 1. ต้องเข้าใจในเรื่องของราคาและบริการ 2. มีความรู้ในระบบทั้งหมดที่ท่าเรือเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ทั้งลูกค้า ผู้ส่งสินค้า ผู้รับสินค้า และตัวแทนที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย 3 มีทักษะในการวิเคราะห์และการใช้ข้อมูล มีความสามารถในการบริหารเครือข่าย และสามารถวิเคราะห์ได้ว่าลูกค้าต้องการอะไรและควรจะพัฒนาอะไร และ 4 ท่าเรือต้องมีความเข้าใจว่าสินค้ามีกระบวนการผลิตอย่างไร เพื่อที่จะสามารถให้บริการได้อย่างถูกจุด และที่สำคัญที่สุดคือท่าเรือต้องเป็นพันธมิตรกับลูกค้า และเป็นพันธมิตรกับคู่แข่งขัน เพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์ร่วมกันกับทุกฝ่าย
สำหรับการเป็นโลจิสติกส์ฮับของประเทศไทยในมุมมองของผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางทะเล คุณสุวัฒน์ อัศวทองกุล รองประธานสมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพฯ และเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท CMA CGM (Thailand) จำกัด ตัวแทนสายเรือชั้นนำของโลก ให้ความเห็นว่า ส่วนตัวเห็นว่าไทยสามารถเป็นฮับได้ในบางอุตสาหกรรมเท่านั้น อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ หรืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากลักษณะทำเลที่ตั้งของไทยไม่เหมาะที่จะเป็นศูนย์กลางการขนส่ง อีกทั้งราคาค่าขนส่งไทยแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะไทยไม่มีเรือแม่เข้ามาให้บริการโดยตรง ต้องใช้เรือลูกไปต่อเรือแม่ที่สิงคโปร์หรือฮ่องกง ทำให้มีต้นทุนค่าฟีดเดอร์และค่าถ่ายลำ
“ในอนาคตไทยจะมีเวียดนามเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว ซึ่งเวียดนามกำลังเปิดประมูลให้บริษัทต่างชาติไปสร้างท่าเรือน้ำลึก คิดว่าไม่เกิน 4 ปี เวียดนามจะมีท่าเรือน้ำลึกใกล้เมืองโฮจิมิน ถึงเวลานั้นสินค้าจากเมืองไทยแทนที่จะไปถ่ายลำที่สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย อาจจะไปถ่ายลำที่เวียดนามแทน เพราะทำเลได้เปรียบใช้เวลาในการขนส่งจากแหลมฉบังไปโฮจิมินไม่เกิน 10 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นโอกาสที่แหลมฉบังจะเป็นฮับก็ยิ่งริบหรี่ลง” คุณสุวัฒน์ กล่าวย้ำ
หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางทะเล รัฐบาลต้องเข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจัง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนและลดขั้นตอนในการดำเนินงานลง โดยเฉพาะการดำเนินพิธีการศุลกากรให้มีความสะดวกมากขึ้น อย่างไรก็ตามเห็นว่าการที่กทท.กำลังก้าวสู่การเป็นท่าเรืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Port) ช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวกรวดเร็ว และลดต้นทุนในการดำเนินการ
“ฮับทางเรือเป็นลำบาก เราสู้สิงคโปร์หรือมาเลเซียไม่ได้ เพราะทำเลของประเทศเขาดีกว่า รวมทั้งมีเรือแม่เข้าเทียบท่า แต่ฮับทางอากาศของไทยนับว่ามีศักยภาพเหนือประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมองว่าท่าเรือแหลมฉบังควรเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนสร้างท่าเรืออย่างเสรี เพราะหากเอกชนโดยเฉพาะบริษัทเรือใหญ่ๆ มาลงทุนสร้างท่าเรือเองแล้ว เขาก็จะนำเรือแม่เข้ามาใช้บริการ ส่งผลให้ท่าเรือไทยกลายเป็นท่าเรือหลัก และเมื่อเรือเข้ามาใช้บริการมากๆ ท่าเรือไทยก็จะกลายเป็นฮับในที่สุด” คุณสุวัฒน์ กล่าว
ด้าน พลเรือโท ทนง ศิริรังษี กรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการท่าเรือ บริษัท ศรีราชา ฮาร์เบอร์ จำกัด(มหาชน) และในฐานะประธานชมรมผู้ประกอบการท่าเรือเอกชน กล่าวถึงเรื่องเดียวกันนี้ว่า ความเป็นไปได้ในการเป็นโลจิสติกส์ฮับการขนส่งทางทะเลนั้น หากพูดถึงลักษณะทำเลที่ตั้งของท่าเรือไทย ถือว่าด้อยกว่าสิงคโปร์มาก ดังนั้นหากจะให้ท่าเรือไทยก้าวสู่ความเป็นฮับ ท่าเรือไทยต้องทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้า โดยพยายามรวบรวมสินค้าจากที่ต่างๆ ในภูมิภาคนี้ อย่างเช่น จากจีนตอนใต้ ลาว หรือเขมร ให้มาใช้บริการที่ท่าเรือของเรา แล้วนำสินค้าเหล่านั้นไปกระจายต่อ เชื่อว่าจะทำให้เราสามารถเป็นฮับได้อย่างแน่นอน
“สิงคโปร์มีลักษณะทำเลที่ตั้งที่ค่อนข้างได้เปรียบ เพราะมีพื้นที่เป็นเกาะที่สายเรือต่างๆ ต้องวิ่งผ่าน อย่างเช่นสายเรือที่มาจากมหาสมุทรอินเดียเพื่อวิ่งต่อไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก ก็ต้องวิ่งผ่านสิงคโปร์ ซึ่งเรือต่างๆ จะต้องเข้าไปแวะรับน้ำมันหรือส่งสินค้าเพื่อดำเนินการกระจายสินค้าที่ท่าเรือสิงคโปร์ นอกจากนี้ไทยยังมีคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างมาเลเซียที่ขณะนี้สามารถดึงสินค้าจากทางใต้ของไทยไปใช้ท่าเรือมาเลเซียแล้ว ทำให้ไทยเป็นฮับได้ลำบาก” พลเรือโท ทนง กล่าว
“แหลมฉบังโดยทำเลที่ตั้งก็เป็นฮับไม่ได้ เพราะถ้าเรือแม่จะเข้าแหลมฉบังต้องเลี้ยวเข้ามาที่อ่าวไทย ทำให้ต้องเสียเวลาเข้าออกอย่างน้อย 2 วัน ขณะที่ใช้เวลาเดินทางเข้าเวียดนามไม่เกิน 10 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นเวียดนามค่อนข้างที่จะน่ากลัว เชื่อว่าอีกไม่เกิน 10 ปี เวียดนามจะแซงหน้าไทยอย่างฉุดไม่อยู่” พลเรือโท ทนง กล่าว

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *