อุปสรรคการสร้าง CSR ของเอกชนไทย


อุปสรรคการสร้าง CSR ของเอกชนไทย
 
วันที่ : 21 มิถุนายน 2551 นิตยสาร/หนังสือพิมพ์ : โลกวันนี้
 
       สังคมในยุคปัจจุบันประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมหลากหลายประการ ทั้งปัญหาในระดับบุคคลหรือปัญหาในระดับภาพรวมของสังคม เช่น ปัญหาการว่างงาน ปัญหาหนี้สินครัวเรือน การเข้าไม่ถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ ความยากจน ฯลฯ ในอดีตการแก้ปัญหาเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาล แต่ด้วยปัญหาที่มีมากขึ้นและซับซ้อนขึ้น ทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ มีความสำคัญมากขึ้นในการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมมากว่าขึ้น โดยเฉพาะภาคเอกชน
 
       อย่างไรก็ตามสำหรับประเทศไทยการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมของภาคเอกชนยังมีอุปสรรคหลายประการที่ทำให้การดำเนินกิจกรรมดังกล่าวยังไม่ก้าวหน้าอย่างที่ควรจะเป็น จากประเด็นปัญหาดังกล่าวผมได้ทำวิจัยเพื่อศึกษาว่า อะไรคืออุปสรรคต่อการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในประเทศไทย โดยการสำรวจเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ CSR และการสัมภาษณ์ผู้บริหารของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบอุปสรรคหลายด้าน อาทิ
 
       ความเข้าใจความหมายของ CSR มีความคับแคบ การนิยามความหมายของ CSR ของบริษัทในประเทศไทยยังมีความเข้าใจไม่ตรงกันว่า CSR คืออะไร แต่ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่จะมองว่า CSR คือ การมีส่วนร่วมทางสังคมในแง่ของการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ช่วยเหลือสังคมในเชิงงาน “สังคมสงเคราะห์” ให้กับผู้ยากไร้หรือด้อยโอกาส ในขณะที่นิยามของ CSR ที่ได้รับการยอมรับสากล คือนิยามที่ผสานเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคม เข้ากับการดำเนินธุรกิจ โดยกินความรวมถึงสิ่งที่ทำภายนอกและองค์ประกอบภายในองค์กรควบคู่กันไปจากความเข้าใจ CSR ในมุมแคบทำให้การดำเนินงานด้าน CSR ของบริษัทส่วนใหญ่จะเน้นการช่วยเหลือสังคม ซึ่งเป็นเรื่องภายนอกองค์กร แต่ละเลยเรื่องภายในองค์กร เช่น การเสียภาษีอย่างถูกต้อง หรือการจัดระบบที่มีธรรมาภิบาล และการปรับกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น การไม่ปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำ
 
       ผู้บริหารขาดความเข้าใจประโยชน์ของ CSR ผู้บริหารส่วนหนึ่งยังมองงาน CSR จากกรอบความคิดเรื่อง ต้นทุน-ผลประโยชน์ระยะสั้น ขาดความรู้และความเข้าใจว่า CSR จะทำให้บริษัทได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างไรในแง่ของการเพิ่มผลกำไรหรือยอดขาย ยิ่งไปกว่านั้น บางส่วนยังต่อต้านการงาน CSR เพราะเห็นว่าเป็นการเพิ่มต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทอื่นได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุจุดประสงค์ในการทำธุรกิจที่ต้องการผลตอบแทนสูงสุดให้กับเจ้าของกิจการ

       ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว การดำเนินการด้าน CSR มีนัยของสิ่งที่บริษัทต้องยินดีจ่ายออกไปว่าเป็น “การลงทุน” ที่อาจไม่ได้สร้างผลตอบแทนระยะสั้นที่เห็นได้ชัดเจน แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความ “ศรัทธา” ของผู้บริโภคต่อธุรกิจนั้น ผู้บริหารจึงควรมองเรื่อง CSR เป็นเรื่องของ “การลงทุน” มิใช่เรื่องของ “ค่าใช้จ่าย” อาจเปรียบเทียบเหมือนกับ สมัยหนึ่งที่มองเรื่องของการศึกษาและการฝึกอบรมบุคลากร เป็นเรื่องของ “ค่าใช้จ่าย” ที่มองไม่เห็น “ผลตอบแทน” ในระยะสั้นชัดเจน แต่ในยุคปัจจุบันกลับกลายเป็นเรื่องของ “การลงทุน” ที่เก็บเกี่ยวผลในระยะยาว ซึ่งหากผู้บริหารมีวิสัยทัศน์คับแคบก็คงจะไม่ลงทุนกับเรื่องนี้
 
       ทรัพยากรที่สนับสนุนงาน CSR ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณและบุคคลากร ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า หากบริษัทใดผู้บริหารระดับสูงให้ความสำคัญกับงาน CSR มาก งานในส่วนนี้ก็จะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งในเรื่องบุคลากรและงบประมาณ ขณะที่บางบริษัทให้ข้อมูลว่า แม้ผู้บริหารระดับสูงจะให้การสนับสนุน แต่ในภาวะที่ผลประกอบการของบริษัทไม่เป็นไปตามเป้าหมาย งบประมาณที่จะถูกตัดออกในลำดับต้น ๆ คือ งบประมาณในโครงการด้าน CSR นอกจากนี้ ในหลายบริษัท งาน CSR ถูกจัดให้รวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของงานประชาสัมพันธ์หรืองานการการตลาด แทนที่จะมีส่วนงานรับผิดชอบโดยตรง ทำให้ต้องแบ่งบุคลากรที่ทำงานด้านประชาสัมพันธ์หรือการตลาดมารับผิดชอบงาน CSR ซึ่งบุคลากรเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจในเนื้องาน CSR จริง ส่งผลให้กิจกรรมด้าน CSR ออกมาในเชิงของการตลาดและการประชาสัมพันธ์มากกว่าจะเป็นการเข้าไปช่วยแก้ไขบรรเทาปัญหาในสังคมอย่างจริงจัง
 
       การเข้าถึงและตอบสนองความต้องการของชุมชน ในหลายบริษัท การดำเนินการด้าน CSR ถูกผลักดันมาจากผู้บริหารระดับสูงดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ซึ่งมักจะเป็นเพียงการให้ทิศทางหรือภาพกว้าง ๆ ถึงประเด็นที่ผู้บริหารสนใจ เช่น เรื่องการศึกษาของเด็กในชนบท หรือเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการศึกษา วิเคราะห์ หาความต้องการของชุมชนหรือกลุ่มเป้าหมาย เช่น ปัญหาสำคัญของชุมชนในช่วงเวลานั้นเป็นปัญหาภัยแล้ง แต่นโยบาย CSR ของบริษัทต้องการทำเรื่องการศึกษา ทำให้ผู้ปฏิบัติด้าน CSR ของบริษัทจึงไม่สามารถจัดสรรงบประมาณส่วนนี้ให้กับชุมชนได้
 
       อุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งของการทำโครงการ CSR ที่พนักงานบริษัทต้องลงไปทำกิจกรรมร่วมกับคนในชุมชน คือ ความยากลำบากในการสื่อสารให้ชุมชนเข้าใจว่า บริษัทมีเจตนาที่ดีที่ต้องการเข้ามาช่วยเหลือ ไม่ใช่ต้องการทำเพื่อหวังผลประโยชน์แอบแฝง ดังนั้น การเข้าถึงชุมชนและการสร้างการยอมรับของชุมชนต่อกิจการ CSR จึงเป็นประเด็นที่ละละเอียดอ่อนและต้องการผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้มาก
 
       ผู้บริโภค พนักงาน และภาครัฐไม่ได้ให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ระบุว่า ถึงแม้ว่าบางบริษัทอยากจะปรับปรุงการดำเนินงานของบริษัทให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนไปใช้ถุงพลาสติกที่ย่อยสลายได้ จะทำให้ต้นทุนสูงการผลิตขึ้น ซึ่งส่งผลทำให้บริษัทต้องตั้งราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นเพื่อให้อยู่ได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น บริษัทเกรงว่า ผู้บริโภคจะไม่ยินดีจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อสินค้าและบริการของบริษัทที่แพงกว่าคู่แข่งขัน ดังตัวอย่างของบริษัทแห่งหนึ่งที่เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์โดยใช้วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้น แต่ลูกค้าจึงไม่ยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่ม ทำให้บริษัทดังกล่าวแข่งขันไม่ได้ ยอดขายลดลง บริษัทจำเป็นต้องกลับมาใช้บรรจุภัณฑ์เดิม เพราะแบกรับต้นทุนไม่ไหว
 
       ปัญหาอีกส่วนเกิดจากความเข้าใจผิดของพนักงานต่อกิจกรรม CSR และไม่ให้ความร่วมมือ เพราะบ่อยครั้งที่กิจกรรมด้าน CSR ของบริษัทต้องขออาศัยความร่วมมือจากพนักงานในบริษัท แต่พนักงานส่วนหนึ่งมักมองว่าเป็นการเพิ่มภาระงานโดยไม่ได้ผลตอบแทนเพิ่ม เพราะสิ่งขอให้ทำไม่ใช่หน้าที่หลักของเขา จึงไม่ได้รับความร่วมมือจากพนักงาน เว้นแต่จะถูก “เกณฑ์” ไปร่วมงาน
 
       นอกจากนี้แล้ว บริษัทที่ดำเนินการด้าน CSR ส่วนหนึ่งมองว่า รัฐบาลยังไม่ได้ให้การสนับสนุนงานด้าน CSR มากนัก แม้จะได้มีการเริ่มตั้งสถาบันที่สนับสนุนเรื่องนี้ที่ตลาดหลักทรัพย์และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่โดยโครงสร้างเชิงกฎหมายแล้ว ยังไม่เพียงพอจะสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจทุกแห่งอยาดำเนินงาน CSR มาตรการของภาครัฐที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ยังไม่จูงใจพอ อาทิ เงินบริจาคของนิติบุคคลที่สามารถลดหย่อนภาษีได้เพียง 10% ซึ่งผู้ให้การสัมภาษณ์เห็นว่า ยังไม่จูงใจให้บริษัทต่าง ๆ บริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือสังคม
 
       ความไม่พร้อมของหน่วยงานสาธารณกุศล ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า บริษัทส่วนใหญ่จะเน้นกิจกรรม CSR ในเชิงสังคมสงเคราะห์ ซึ่งมักออกมาในรูปของการบริจาคเงินสนับสนุนองค์กร   สาธารณกุศลหรือองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานเพื่อสังคม แต่กระนั้นปัญหาที่สะท้อนมาจากการสัมภาษณ์คือ บริษัทส่วนมากมองว่า องค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศไทยจำนวนมากยังขาดความพร้อมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ทำให้บริษัทไม่ไว้ใจที่จะให้เงินสนับสนุนเพื่อไปช่วยเหลือสังคม ด้วยเหตุนี้เงินบริจาคของบริษัทจึงวนเวียนอยู่ในมูลนิธิหรือหน่วยงานการกุศลไม่กี่แห่ง
 
       จากปัญหาที่กล่าวถึง ถึงเวลาที่ภาครัฐควรเร่งสร้างความเข้าใจให้กับภาคเอกชน เพื่อสร้างให้มาตรฐานภาคเอกชนไทย ได้ก้าวไกลไปอีกระดับหนึ่ง
 


You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *