อุปกรณ์ป้องกันหู

อุปกรณ์ป้องกันหู
• คุณภาพชีวิต
อันตรายจากเสียงที่ไม่ควรมองข้าม

เสียงมีความสำคัญมากในการสื่อสารของมนุษย์ คนเราสามารถได้ยิน โดยเริ่มจากมีคลื่นเสียงเคลื่อนที่มาสู่หูชั้นนอก ผ่านเข้าหูชั้นกลาง ซึ่งมีกระดูกหู 3 ชิ้นส่งคลื่นเสียงเข้าไปสู่หูชั้นใน ที่หูชั้นใน โดยเซลล์ขนซึ่งมีความยาวไม่เท่ากันและมีความจำเพาะเจาะจงต่อความถี่ใดความถี่หนึ่งจะส่งสัญญาณไปสู่สมอง

กรณีถ้าเสียงดังมากเกินกว่าการป้องกันโดยธรรมชาติของร่างกาย คือ ถ้ามีระดับความเข้มของเสียงสูงกว่า 85 dB เมื่อคลื่นเสียงเดินทางมาถึงเซลล์ขนจะทำให้มีการสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานติดต่อกัน เซลล์ขนจะไม่สามารถปรับสภาพคืนสู่ปกติและหลุดร่วงไป ก็จะเกิดการขาดช่วงการเดินทางของเสียงที่ไปยังสมอง เกิดการสูญเสียการได้ยินขึ้น และก็จะเป็นเฉพาะความถี่ของเสียงดังนั้นๆ

จากการศึกษาวิจัยพบว่า ในกลุ่ม คนงานที่ทำงานสัมผัสกับเสียงที่ดังกว่า 85 dB(A) นาน 8 ชั่วโมง/วัน ติดต่อกันนาน 5 ปี มีโอกาสที่จะทำให้เกิดการสูญเสียสมรรถภาพการได้ยิน

อันตรายของเสียงต่อความปลอดภัยในการทำงาน

1) ทำให้พฤติกรรมส่วนบุคคลเปลี่ยนแปลง เช่น เชื่องช้าต่อการตอบสนองสัญญาณต่างๆ และเกิดความว้าวุ่นใจในการทำงาน เป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุได้

2) รบกวนการทำงานทำให้ประสิทธิ ภาพการทำงานลดลง ลักษณะของเสียงที่พบว่ามีผลต่อการลดประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ได้แก่

– เสียงดังๆ หยุดๆ เป็นช่วง (Transient Noise)

– เสียงที่มีความถี่สูงกว่า 2,000 Hz.

– เสียงที่ดังต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน (Continuous Noise)

– เสียงที่มีลักษณะต่างๆ ข้างต้นผสมผสานกัน

3) รบกวนการติดต่อสื่อสาร

4) นอกจากนี้ยังอาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างอื่น ได้แก่ ผลกระทบต่ออารมณ์ (Psychological Stress) หงุดหงิด โมโหง่าย กล้ามเนื้อแข็งตึง ระบบย่อยอาหารผิดปกติ ความดันโลหิตสูง ระบบต่อมไร้ท่อแปรปรวน หัวใจขาดเลือด เป็นต้น

การวัดสมรรถภาพการได้ยินด้วยเครื่องตรวจการได้ยิน (Audiometer) แบ่งการตรวจวัดเป็น 3 ระยะ

1.การตรวจการได้ยินก่อนเข้างานเพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน (Baseline Audiogram)
เป็นการตรวจการได้ยินให้กับลูกจ้างใหม่หรือลูกจ้างที่ย้ายงานของสถานประกอบการที่จะทำงานในแผนกที่มีระดับเสียงมากกว่าหรือเท่ากับ 85 dB(A)

2.การตรวจเฝ้าระวังการได้ยินครั้งต่อไป หรือตรวจติดตาม หรือตรวจประจำปี
เป็นการตรวจเฝ้าระวังการได้ยินให้กับลูกจ้างอย่างต่อเนื่องและนำผลการตรวจการได้ยินที่เป็นข้อมูลพื้นฐาน (Baseline Audiogram) มาประกอบการอ่านผลการตรวจการได้ยิน หาระดับการได้ยินผิดปกติของลูกจ้าง เพื่อส่งต่อไปพบแพทย์ตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

3.การตรวจการได้ยินก่อนการลาออก หรือเปลี่ยนงาน
เป็นการตรวจการได้ยินให้แก่ลูกจ้างที่จะลาออกจากงานหรือย้ายไปแผนกที่สัมผัสเสียงดังน้อยกว่า 85 dB(A)

ระดับความบกพร่องการได้ยิน
ระดับการได้ยินระดับความดังที่เบา ที่สุดที่ได้ยิน (เดซิเบล เอ) ตัวอย่างเสียง
หูปกติ 25 เสียงกระซิบ
หูตึงเล็กน้อย 20-40 เสียงพูดในห้องเงียบ
หูตึงปานกลาง 41-55 เสียงพูด สนทนาเป็นกลุ่ม
หูตึงมาก 56-70 เสียงเครื่องดูดฝุ่น
หูตึงอย่างแรง 71-90 เสียงใน ห้องประชุม โรงภาพยนตร์ รถสิบล้อ วิ่งเต็มที่
หูหนวก 91-120 หรือมากกว่าเสียงเครื่องบินกำลังขึ้น เสียงเรือหางยาว รถจักร
ระดับการได้ยินนั้นเมื่อสูญเสียแล้ว ไม่สามารถแก้ไขให้กลับมาดีดังเดิม หนทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เป็นมากไปกว่าเดิม นั่นคือการใส่เครื่องป้องกันเสียงดังทุกครั้ง เมื่อเข้าสู่บริเวณที่มีเสียงดัง

การป้องกันอันตรายแก่หู

ผู้ที่ต้องทำงานสัมผัสเสียงดังสามารถป้องกันตนเองจากการสัมผัสเสียงดัง โดยใช้อุปกรณ์ป้องกันหู (Ear Protection Devices) เป็นอุปกรณ์ที่สวมใส่ เพื่อกั้นความดังของเสียงที่จะมากระทบต่อแก้วหู กระดูกหู เพื่อป้องกันอันตรายที่มีต่อระบบการได้ยิน แบ่งตามลักษณะการใช้งาน ดังนี้

1.ชนิดสอดเข้าไปในรูหู (Ear Plugs) มีหลายแบบ บางชนิดทำจากวัสดุที่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างต่างๆ ได้ เมื่อปล่อยไว้สักครู่ จะขยายตัวเท่ากับขนาดรูหูของ ผู้สวมใส่ วัสดุที่ใช้ทำแตกต่างกันไป เช่น พลาสติกบาง โฟม เป็นต้น อุปกรณ์ป้องกันหูชนิดนี้ นิยมใช้กันมาก เนื่องจากราคาไม่แพง สะดวกในการเก็บและทำความสะอาดได้ สามารถลดเสียงลงได้ประมาณ 15-20 เดซิเบล

วิธีการใส่อุปกรณ์ชนิดนี้เข้าไปในรูหู คือเมื่อจะใส่เข้าไปในหูขวา ให้ใช้มือซ้ายผ่านด้านหลังศีรษะ ดึงใบหูขวาขึ้น และใช้มือขวาหยิบอุปกรณ์ป้องกันหู สอดเข้าไปในรูหู แล้วค่อยๆ หมุนใส่เข้าไปจนกระชับพอดี ส่วนการใส่ที่หูซ้าย ก็ใช้วิธีการเดียวกับที่กล่าวมาข้างต้น

2.ชนิดครอบหู (Ear Muffs) เป็นอุปกรณ์ป้องกันหูที่ครอบปิดหูส่วนนอก กั้นเสียงได้มากกว่าชนิดสอดเข้าไปในรูหู ปกติจะลดเสียงได้ประมาณ 20-30 เดซิเบล

การดูแลรักษาหู เพื่อไม่ให้ได้รับอันตรายจากเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอมหรือสิ่งสกปรก สามารถทำได้หลายวิธีเช่น ไม่ควรแคะขี่หูด้วยของแข็ง เวลาเป็นหวัดไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ หลีกเลี่ยงการฟังเสียงที่ดังเกินไป เมื่อมีแมลงเข้าหูอย่าพยายามแคะออก ควรใช้น้ำมันพืชหยอดรูหูแล้วเอียงให้แมลงไหลออกมาเอง ที่สำคัญหากมีอาการผิดปกติของหูควรปรึกษาแพทย์

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *