อามิชนอกจินตภาพเศรษฐกิจพอเพียง

อามิชนอกจินตภาพเศรษฐกิจพอเพียง
Mon, 30/04/2007 – 12:06 — ฆัสรา ขมะวรรณ

– ฆัสรา ขมะวรรณ –

ในบริบทของการพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น/พื้นบ้าน ไม่แคล้วที่”ชุมชนในฝัน”ของผู้ผลักดันแนวคิดนี้แต่ละคน จะถูกยกมานำเสนอเป็นแบบจำลอง/ตัวอย่างให้กับสังคมไทย โดยเฉพาะสังคมไทยในภาคเมือง ตัวอย่างที่ถูกยกมาเป็นแบบจำลองที่ใกล้ตัวที่สุดได้แก่ หมู่บ้านในชนบทของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ที่คัดสรรตามเกณฑ์มาตรฐานของการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงแบบโหยหาอดีตในจินตนาการ (สงบ ร่มเย็น เป็นสุข สมานฉันทน์ ฯลฯ)
ข้ามมาไกลถึงอเมริกา ตัวอย่างกลุ่มชนที่หลายคนมักยกมาเป็นตัวอย่างของชีวิตแบบพอเพียงคือชาวอามิช (Amish) ด้วยภาพชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างรถยนตร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือไฟฟ้า โทรศัพท์ แทรคเตอร์ รวมถึงการให้การศึกษาเด็กๆตามแนวทางศาสนาของตนเอง ทำให้วิถีชีวิตแบบอามิชมีเสน่ห์ชวนพิศวงสำหรับหลายๆ คนเสมอมา
หากไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านในชนบทไทย ประเทศเพื่อนบ้าน หรือชุมชนอามิช ภาพที่นำมาเสนอมักจะเป็นภาพเชิงเดี่ยวของชุมชนนั้นๆ อย่างตัดออกจากบริบททางสังคมการเมืองและประวัติศาสตร์ที่หน่วยตัวอย่างนั้นดำรงอยู่ ด้วยกลวิธีดังกล่าว ผู้เขียนไม่เห็นว่าจะช่วยให้เราเข้าใจทั้งสังคมอื่นและตัวเราเองอย่างไร
ในกรณีอามิช ภาพที่คู่ขนานกันมากับภาพนิ่งของสังคมในอุดมคติ คือภาพการตกเป็น”เหยื่อ”ของสังคมเมืองหรือสังคมสมัยใหม่ นอกจากภาพความงดงามอย่างเรียบง่าย สุขสงบ นิ่งอยู่ท่ามกลางความเจริญ โกลาหล โลภโมโทสันของสังคมอเมริกันกระแสหลักแล้ว คือภาพการถูกกระทำ เป็นเหยื่อของอาชญากรรมแห่งความจงเกลียดจงชังใน”ความแตกต่าง” (hate crime) โดยคนที่ไม่ใช่อามิช เป็นเหยื่อของการท่องเที่ยว เหยื่อการคุกคามจากภาคเมือง ทำลายวิถีชีวิตที่เคยเรียบง่ายให้หมดไป
อย่างไรก็ดี ภาพที่ขาดหายไปคือภาพความ”ปกติ”ของมนุษย์ ภาพด้านร้ายที่เราต่างเป็นผู้กระทำต่อกัน ภาพที่เราเลือกที่จะไม่มอง อย่างเช่นกรณีการข่มขืนที่เกิดขึ้นโดยคนในครอบครัวอามิชกันเอง ที่มักไม่ค่อยเป็นข่าว เนื่องจากชุมชนอามิชเป็นชุมชนที่ค่อนข้างปิด เหยื่อจึงกลัวว่าเมื่อเปิดเผยแล้วจะถูกขับออกจากโบสถ์และชุมชน
หรือภาพการดิ้นรนของคนตัวเล็กๆ ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวดของความเชื่อ และการลงโทษทางสังคมอย่างเด็ดขาด เช่นการกดดันให้ออกจากชุมชน ในกรณีที่อามิชคนใดคนหนึ่งเกิดค้าขายแล้วร่ำรวยจนเกินไป เรื่องนี้เกิดขึ้นในวิสคอนซิน เมื่อครอบครัวหนึ่งซึ่งมีทักษะงานไม้สูง ทำเฟอร์นิเจอร์ขายจนร่ำรวย เป็นการร่ำรวยจากน้ำพักน้ำแรงและความสามารถ หากกลับถูกโบสถ์ชุมชนตัดสินให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ในข้อหาสมาทานเงินตราและร่ำรวยเกินหน้าเกินตาคนอื่น ยังมีการบังคับให้พ้นไปจากความเป็นอามิชกรณีที่ไปแต่งงานกับคนที่ไม่ใช่อามิช หรือการฉวยใช้ประโยชน์จากเพื่อนบ้านที่ไม่ใช่อามิชอย่างการอาศัยรถยนตร์ หรืออาศัยใช้ไฟฟ้าของเพื่อนบ้าน แช่ของสด หรือไอศครีม เป็นต้น
ถ้าจะให้เกียรติชนกลุ่มหนึ่งด้วยการทำความเข้าใจสิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการเห็นแล้ว ประเด็นในการทำความเข้าใจอามิชไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่เป็นเรื่องการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในความเชื่อและวิถีชีวิตตามความเชื่อทางศาสนาของกลุ่มชน
นับแต่เริ่มแยกตัวออกมาจากพวกเมโนไนท์ (Menonite) ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 แล้ว อามิช (ชื่อเรียกตามผู้ก่อตั้งนิกาย Amman-ish) ในยุโรปต้องเผชิญกับความแร้นแค้นทางเศรษฐกิจ และความกดดันทางการเมืองและศาสนาจากนิกายอื่นๆ อามิชจำนวนหนึ่งจึงอพยพมายังอเมริกาในต้นศตวรรษที่ 18
ประวัติศาสตร์ของอามิช ตลอดระยะเวลาของการเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินอเมริกา เป็นประวัติศาสตร์ของการต่อรองและต่อสู้กับชนหลายกลุ่ม ทั้งอามิชด้วยกันเองที่อพยพมาจากที่อื่นๆในยุโรป ซึ่งมีความเชื่อที่แตกต่างกัน ทั้งชาวอินเดียนพื้นเมือง และทั้งอำนาจรัฐ (ซึ่งพวกอามิชนิยามว่าเป็น”คนนอก”คือนอกความเป็นอามิช และความเชื่อแบบอามิช)
ในฐานะส่วนหนึ่งของรัฐชาติสมัยใหม่ อามิชก็ไม่ต่างจากคนกลุ่มอื่นๆในประเทศนี้ ที่ต้องอยู่ภายใต้กฎและข้อตกลงบางประการของรัฐ เช่นการเกณฑ์ทหารในช่วงสงครามโลกทั้งสองครั้ง หรือการบังคับให้ใช้แทรคเตอร์ในการทำนาแทนที่จะใช้ม้าแบบดั้งเดิม เพื่อเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น รวมทั้งถูกบังคับให้ส่งเด็กๆเข้าโรงเรียนนอกชุมชนด้วย
หากอามิชก็เลือกที่จะสู้กับอำนาจรัฐเพื่อที่จะธำรงเสรีภาพทางศาสนาและวิถีชีวิตตามความเชื่อของตนด้วยวิถีอันเฉพาะของอามิช นับตั้งแต่การยึดมั่นในความเป็นอิสระของชุมชน ปฏิเสธแนวคิดเรื่องเสรีภาพส่วนบุคคล ดื้อแพ่ง ไม่ส่งลูกเข้าโรงเรียนรัฐ เนื่องจากโรงเรียนรัฐบาลในอเมริกาไม่สอนเรื่องศาสนา และชาวอามิชเห็นว่าการไปโรงเรียนรัฐจะทำให้ลูกหลานรับเอาความเชื่อ ค่านิยมสมัยใหม่ และอะไรที่”ไม่ใช่อามิช”เข้ามา บรรดาพ่อของเด็กๆชาวอามิชยอมถูกจับกุมคุมขัง ด้วยข้อหาไม่ยินยอมส่งลูกเข้าโรงเรียน จนถึงการที่เด็กๆพากันวิ่งหนีหายลับไปในทุ่งข้าวโพด ไม่ยินยอมไปกับรถโรงเรียนที่รัฐบาลอุตส่าห์จัดมารับ
สำหรับข้อกำหนดให้อามิชใช้แทรคเตอร์ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองนั้น อามิชส่วนใหญ่ไม่ยอมรับการกดดันนี้ และยืนกรานที่จะใช้ม้าทำนาต่อไป เนื่องจากเห็นว่าการใช้แทร็คเตอร์เป็นการทำลายระยะห่างระหว่างคนในชุมชน อันเกิดจากการทำงานร่วมกันในฟาร์ม ไม่ใส่หมวกกันน้อคในกรณีทำงานก่อสร้าง แต่ยืนยันที่จะใส่หมวกทรงสูงแบบผู้ชายอามิช หรือหมวกฟางแทน รวมทั้งยืนหยัดต่อสู้เรื่องยกเว้นการจ่ายภาษีประกันสังคมตั้งแต่ทศวรรษ 50
อันที่จริงแล้ว อามิชก็ไม่ต่างจากกลุ่มไท ไต ม้ง เย้า ลาหู่ ฯลฯ ในแง่ที่ไม่ได้มีอามิชเดียว หรือ”พวกอามิช” อย่างที่เราเรียกกันอย่างหละหลวม พวกเขาจำแนกกลุ่มย่อยตามความเชื่อทางศาสนาที่ปลีกย่อยแตกต่างกันไป คนอามิชจะบอกได้ว่าใครเป็นใคร กลุ่มไหนแต่งตัวต่างกันอย่างไร ใช้ภาษาแตกต่างกันอย่างไร เคร่งครัดหรือเปิดกว้างให้กับวิถีชีวิตสมัยใหม่ต่างกันอย่างไร
ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าอามิชทุกคน ทุกกลุ่มจะเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและรัฐในทิศทางเดียวกัน และทั้งไม่ได้หมายความว่าไม่มีความขัดแย้ง หรือแตกหักในหมู่อามิช อันเนื่องมาจากการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความกดดันของสังคมในวงกว้าง
วิถีชีวิตแบบอามิชที่ใครหลายคนเห็นเป็นตัวอย่างที่ดีของเศรษฐกิจพอเพียง จริงๆแล้วเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการนับถือศาสนา เป็นผลจากการดื้อแพ่งต่ออำนาจรัฐที่จะยืนหยัดในหนทางที่ตนเลือกเป็น และนัยหนึ่งคือเลือกที่จะไม่เป็น ไม่เดินตามเส้นทางที่คนส่วนใหญ่เดิน
หากเรามองไม่เห็นถึงประวัติศาสตร์และวิถีการต่อสู้แบบอามิชแล้ว เราก็จะเห็นเพียงภาพผู้คนและชุมชนย้อนยุค ภาพของโลกในอดีตที่เราโหยหาและอยากชะลอมาไว้ใกล้ตัว รวมถึงขนาดเห็นเป็นตัวอย่างของการดำเนินรอยเศรษฐกิจพอเพียงภาคบังคับ โดยไม่ได้ตระหนักว่าที่อามิชมีพลังดึงดูดใครหลายคนที่สมาทานการพัฒนาแนวนี้ แท้จริงแล้วเป็นเพราะ”การเลือก”ที่จะมีชีวิตในแบบที่ตนเชื่อ และต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งวิถีชีวิตเช่นนั้น
รวมถึง เมื่อมุ่งมองเพียงภาพสงบ สุข เรียบง่าย สมานฉันท์ อย่างที่เป็นภาพนิ่ง โดยไม่มองกระบวนการ หรือประวัติศาสตร์ หรือบริบทสังคมการเมืองที่แวดล้อมนั้น เราก็อาจจะพาลเห็นไปว่าการต่อสู้ของชาวบ้านในหลายๆพื้นที่ในประเทศไทย กลายเป็นเรื่อง ไม่รู้จักเพียงพอ ก่อความแตกแยก ไม่สมานฉันท์ และไม่รักชาติไปโน่นเลย

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *