อันเนื่องมาแต่ 5 รอบนักษัตร รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา

อันเนื่องมาแต่ 5 รอบนักษัตร รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา

ผมได้รับการ์ดเชิญให้ไปร่วมงานฉลองอายุครบ 5 รอบนักกษัตร หรือครบรอบ 60 ปี ของ รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา หรือที่พวกผมในฐานะรุ่นน้องของท่าน มักจะเรียกท่านว่า “พี่อี๊ด” ในทุกครั้งที่พบหน้ากัน พี่อี๊ด เขียนข้อความไว้ในการ์ดเชิญดังกล่าวว่า..

“ตอนอายุ 20 ปี ดีใจที่บรรลุนิติภาวะ
ตอนอายุครบ 25 ปี ไม่สบายใจ เพราะคนเขาบอกว่าเบญจเพศต้องระวัง!
ตอนอายุจะถึง 40 ปี ใจหาย นี่เราแก่ขนาดนี้เชียวหรือ?
ตอนอายุครบ 50 ปี ดูนายร้อย นายพัน ผู้กำกับ ผู้จัดการ คณบดี อธิการบดี เด็กไปหมด
หวั่นไหวนิดๆ ว่าเราคงแก่เต็มที ที่มองใครๆ รู้สึกว่าเขาเด็ก
ตอนนี้อายุจะครบ 60 ปี วันที่ 14 มีนาคมนี้!
ดีใจจังเลย ในที่สุดเราก็ถึงวันที่คนเขาบอกว่าใช้ชีวิตคุ้ม และมีค่า”

นอกจากนี้ ที่ปกหลังของการ์ดนี้ พี่อี๊ดยังเขียนข้อความไว้อีกว่า…

“ทำได้ดั่งฝัน”
“หลายคนบอกว่า ดร.เสรี เป็นคนที่ทำอะไรได้ดังฝัน
ประสบความสำเร็จหลายสิ่งอัน
เพราะรู้จักฝันสิ่งที่ควร…และเป็นไปได้
หลายคนบอกว่า ดร.เสรี เป็นคนที่ชีวิตมีความสุข
เป็นคนไม่ยอมจะเป็นทุกข์
เพราะนึกว่าสุขหรือทุกข์..อยู่ที่ใจ..ของตนเอง”

ผมเขียนข้อเขียนชิ้นนี้ ก่อนวันงานดังกล่าวข้างต้นจะมีขึ้นหนึ่งวัน ดังนั้นกว่าที่ท่านจะได้อ่านข้อเขียนของผมชิ้นนี้ งานฉลองที่ผมต้องไปร่วมด้วยอย่างแน่นอน ก็คงจะผ่านพ้นไปแล้ว

ผมแน่ใจอย่างยิ่งว่าสิ่งที่พี่อี๊ดเขียนไว้ในการ์ดนั้น เป็น “ของจริง” และเป็น “สิ่งที่ใช่” ตามนั้นทุกถ้อยกระทงความ…OSHO พูดไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อ “Maturity : The Responsibility of Being Oneself” (หรือในชื่อฉบับภาษาไทยว่า “วุฒิภาวะ : ศิลปะของผู้ถึงพร้อม” แปลโดย ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด) โดย OSHO ได้เล่าว่า..

ครั้งหนึ่ง มีชายคนหนึ่ง ถาม Ralph Waldo Emerson ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวอเมริกัน ว่า “ท่านอายุเท่าไหร่?” อีเมอร์สันตอบว่า “เกือบสามร้อยหกสิบปีแล้ว!” ชายคนดังกล่าวจึงพูดขึ้นว่า “ข้าไม่เชื่อ ดูท่านไม่น่าจะอายุเกินหกสิบปี” อีเมอร์สันจึงได้ตอบไปว่า “ที่จริงแล้วข้ามีชีวิตอยู่มาหกสิบปี ท่านพูดถูกแล้ว แต่ในหกสิบปีของข้านี้ มันมีอะไรเกิดขึ้นมากมาย จนเวลาสามร้อยหกสิบปีของท่านก็อาจจะรับมันได้ไม่หมด ข้าได้อยู่มาเป็นเวลาหกเท่าของอายุตัว!”

OSHO ได้สรุปไว้อีกว่า คนจำนวนมาก ได้แต่ “แก่ตัวลง” (Growing Old) ในทุกวันเดือนปีที่ผ่านไป แต่มีคนเพียงบางคนเท่านั้นที่ “เจริญพัฒนา” หรือ “เติบโตขึ้น” (Growing Up)ไปอย่างไม่หยุดยั้ง ไปตลอดวันเดือนปีที่ผ่านไป คนพวกแรก (Growing Old) มีชีวิตอยู่ใน “แนวราบ” คือ “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” ไปตามอายุขัยของกาลเวลาทางโลก แต่พวกเขาไม่ได้เรียนรู้ หรือมีประสบการณ์อันล้ำค่าอย่างใดเลย แต่คนพวกหลัง (Growing Up) มีชีวิตอยู่ใน “แนวตั้ง” ซึ่งบนเส้นทางในแนวตั้งนี้ เราไม่ได้นับกันที่จำนวนปี แต่นับกันที่ประสบการณ์ของคนๆ นั้น สิ่งที่อยู่บนเส้นทางในแนวตั้งนั้น ถือว่าเป็นสมบัติทั้งหมดของการดำรงอยู่…เราจะต้องเคลื่อนไปบนเส้นทางในแนวตั้ง เพราะไม่เช่นนั้น เราจะพลาดโอกาสทั้งหมดของชีวิตไป เมื่อเราเคลื่อนไปบนเส้นทางในแนวตั้งทุกๆ วัน เรากำลังเข้าใกล้ชีวิตมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ยิ่งไกลออกไป แล้วการเกิดของเราก็จะไม่เป็นการเริ่มต้นของความตายอีกต่อไป การเกิดของเราจะเป็นการเริ่มต้นของชีวิตที่เป็นนิรันดร…..

แม้ว่า ดร.เสรี หรือพี่อี๊ดของผม อาจจะไม่ได้มีคุณสมบัติครบถ้วน สมบูรณ์แบบ ที่จะถือได้ว่าเป็นผู้ “เจริญพัฒนา” (Growing Up) ซึ่งมีชีวิตอยู่ใน “แนวตั้ง” ตามอุดมคติที่ OSHO ได้พูดไว้ในหนังสือของเขา แต่ก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ดร.เสรี เป็นคนเพียงไม่กี่คน บนโลกใบนี้ ที่ “ใช้ชีวิต” อย่างคุ้มค่า และอย่างมีคุณค่า สมตามที่ท่านได้เขียนข้อความไว้ในการ์ดเชิญดังกล่าว แทนที่จะเพียงแค่ “ทำมาหาเลี้ยงชีวิต” อย่างที่คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ มักจะกระทำกัน

ไหนๆ ก็ไหนๆ เพื่อไม่ให้ข้อเขียนนี้ดูเป็นเรื่องส่วนตัว ที่คนกันเองมาชมกันเอง ผมจึงใคร่ขอขยายความเรื่องนี้ไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกท่านได้รับประโยชน์เพิ่มเติมยิ่งขึ้น ด้วยการขอยกข้อความจากหนังสือ “มณฑลแห่งพลัง : ญาณทัสนะแห่งการเข้าถึงตัวตนที่แท้” ซึ่งเขียนโดย อ.วิศิษฐ์ วังวิญญู ดังนี้ :-

ในประเด็นเรื่อง “ช่วงแห่งชีวิตการงาน” หนังสือเล่มดังกล่าว ได้อ้างอิงถึง รูดอล์ฟ สไตเนอร์ (Rudolf Steiner) ว่า รูดอล์ฟ สไตเนอร์ ได้แบ่งช่วงชีวิตของคนเรา ออกเป็นช่วงละเจ็ดปี สามช่วงแรกคือแรกเกิด ถึงยี่สิบเอ็ดปี ซึ่งก็ถือได้ว่าคือช่วง “วัยแห่งการศึกษาเรียนรู้”

เจ็ดปีแรก คือการเรียนรู้ผ่านกาย ผ่านอายาตนะ หรือประสาทสัมผัส และการเคลื่อนไหว เด็กๆ จะเรียนรู้ผ่านกิจกรรม การเล่น การเรียนรู้ต่างๆ ช่วงนี้เป็นการสั่งสมพลังชีวิต หรือเจตจำนง สั่งสมพลังแห่งกิจวัตร หรือการสร้างนิสัยด้านบวก

เจ็ดปีที่สอง เป็นจิตหรืออารมณ์ความรู้สึก หรือความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ และผู้คนต่างๆ เป็นการเรียนรู้ผ่านศิลปะและความงาม ความรักและเอื้อเฟื้อ

เจ็ดปีที่สาม เป็นการเข้าถึงจิตวิญญาณ หรือธรรม หรือความคิด เป็นเวลาที่โลกแห่งสัญลักษณ์เข้ามามีความหมาย เรียนรู้บัญญัติ และเนื้อที่แห่งการไปพ้นบัญญัติ เปิดตาที่สามขึ้น อันสามารถมองไปพ้นทวิภาวะ หรือคู่ตรงข้ามอันขัดแย้งกันทั้งหลาย

เจ็ดปีที่สี่ (คืออายุยี่สิบเอ็ด ถึงยี่สิบแปด) เป็นช่วงของการเผชิญโลกและค้นหาตัวเอง เป็นช่วงที่ดีที่สุดที่จะค้นหาว่า ตัวเราคือใคร? มีที่ทางอย่างไรในโลก? นั่นคือการหา “งานของชีวิต” ซึ่งบางทีโลกสมัยใหม่ ได้ลดทอนมันลงไปเป็นเพียง “อาชีพการงาน” เท่านั้น ซึ่งมิติของมันออกจะคับแคบเกินไป สิ่งที่ดีที่สุดของคนในวัยนี้นั้น เขาควรจะได้ค้นหา ได้ลอง ได้ท่องไปในโลกกว้าง เวลานี้โครงสร้างในการจัดหางาน ของอารยธรรมปัจจุบัน ไม่ได้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับความต้องการนี้ โลกมนุษย์เห็นแก่ประโยชน์ทางวัตถุอันคับแคบเกินไป เราไม่ได้ให้ที่ให้ทางกับคนวัยนี้ อย่างที่เขาและเธอควรจะมีได้ เราสร้างงานขึ้นมาในสังคมมนุษย์อย่างคับแคบ และแข็งตัวเกินไป เพราะฉะนั้น การปฏิรูปการศึกษา และเศรษฐกิจสังคม จะต้องมีการปฏิบัติอย่างจริงจัง

เจ็ดปีที่ห้า (คือวัยยี่สิบแปด ถึงสามสิบห้า) พอเข้าอายุยี่สิบแปด เขา หรือเธอ ก็จะพบกับตัวเองพอสมควร คนที่โชคดีก็จะพบสิ่งที่ท้าทายศักยภาพของตนเอง ช่วงนี้มนุษย์จะมองโลกตามความเป็นจริงมากขึ้น เป็นช่วงแห่งการนิ่งลง มากขึ้น และมั่นคงในการงานที่ตัวทำ เป็นช่วงวัยแห่งการทำงาน การทำให้งานสำเร็จเป็นจริงเป็นจัง คนวัยนี้จึงเป็นวัวงานในทุกๆ สถานที่ แต่กระนั้นก็ยังไม่ได้ถึงซึ่งความกลมกล่อมของชีวิต พวกเขาอาจจะเครียดและจริงจังกับงาน กับโลก และกับชีวิตไปบ้าง โดยเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นจริงเป็นจังมากเกินไป เห็นอะไรเป็นขาวเป็นดำมากไปหน่อย เขาต้องการผู้อาวุโสที่เข้าใจถ่วงดุลมิติในการมองโลก โลกของเขาจึงจะอ่อนโยนขึ้น และน่าอยู่ขึ้น แต่ในโลกที่รังเกียจความแก่ชรา และไม่รู้คุณค่าของผู้อาวุโสเช่นนี้ บางทีรอยต่ออันสำคัญตรงนี้ ก็ขาดหายไปอย่างน่าเสียดาย

เจ็ดปีที่หก เมื่อเข้าใกล้วัยสามสิบห้า เราจะเข้าสู่วิกฤติของการผ่านเปลี่ยนครั้งใหญ่อีกครั้ง เราจะเริ่มถามตัวเองด้วยคำถามใหญ่ๆ อีกครั้ง เป็นรอยต่อระหว่างการใช้ชีวิตไขว่คว้าหาวัตถุ ทรัพย์สินศฤงคารเท่านั้น หรือว่าจะหาความหมายอันยิ่งใหญ่ของชีวิต แรงผลักดันแห่งการเรียนรู้ และวิวัฒนาการแห่งจิตวิญญาณ จะเข้ามาอีกระลอกใหญ่ หลายคนเริ่มเป็นโรคนอนไม่หลับ และเริ่มตั้งคำถามขึ้น ในค่ำคืนอันเงียบสงัดว่า “ชีวิตมีความหมายเช่นไร กับเขาหรือเธอ?”

คำถามที่มาคราวนี้ มั่นคงหนักแน่น และจริงจังกว่าเมื่อช่วงเจ็ดปีที่สี่ (วัยยี่สิบเอ็ดถึงยี่สิบแปด) ซึ่งช่วงนั้น ก็เป็นวัยที่มีความใฝ่ฝันเช่นกัน แต่ความฝันครั้งที่สองนี้ อัดแน่นและทรงพลังกว่า อีกทั้งยังมีเจ็ดปีแห่งความสามารถในการดำรงอยู่ในโลกอย่างที่เป็นอยู่ รองรับอีกด้วย มันจึงเป็นการถ่างออกครั้งใหญ่ มันจึงเจ็บปวดมาก และเป็นวิกฤติที่รุนแรงกว่าทุกครั้ง บางคนเรียกมันว่า “เบญจเพศใหญ่”

เจ็ดปีที่หกนี้ ส่วนมากสำหรับคนในสังคมนั้น เป็นเพียงการประนีประนอมกับวัฒนธรรมแห่งความกลัว และวิตกกังวลอย่างไม่รู้จักจบสิ้น มันสอนให้เราแหย และเลือกหนทางการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เราไม่กล้าหาญและมั่นคงพอ ที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรใหญ่โต และบางคนก็ตัดสินใจที่จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยด้วยซ้ำ สำหรับคนที่ไม่เปลี่ยน ชีวิตของพวกเขาคือฝันร้าย เพราะเขาหรือเธอไม่ยอมเคลื่อนไป พวกเขาจึงต้องเผชิญหน้ากับรุ่นน้อง และรุ่นน้องพวกนี้ ก็กลายมาเป็นคู่แข่งในการทำงาน ถ้าไม่เปลี่ยนงาน แต่ได้เลื่อนขึ้นไปทำงานทางนโยบายมากขึ้น พวกเขาจะเหมาะสำหรับการดูแลพวกรุ่นน้องไฟแรง เพราะพวกเขาเริ่มจะมีมิติของการมองไป พ้นจากขาวดำมากขึ้น และสามารถประสานประโยชน์ได้มากกว่า

เจ็ดปีที่เจ็ด (คือวัยสี่สิบสอง ถึงสี่สิบเก้า) ในช่วงวัยนี้นั้น โอกาสและวิกฤติทางจิตวิญญาณ ก็เปิดออกให้กับเราอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น ในโลกแห่งวัตถุธรรมนั้น ผู้คนจะหลงลืมวัย และพยายามจะคงวัยหนุ่มสาวให้ได้อยู่เสมอ มันจึงเป็นโศกนาฏกรรมอันบอกเล่าได้ไม่รู้จบสิ้น

วัยนี้ ในแง่การงาน เขาหรือเธอจะต้องเข้าสู่เรื่องนโยบายอย่างจริงๆ จังๆ ไม่ใช่ผลักดันงานเชิงปฏิบัติแล้ว และไม่เพียงแต่เท่านั้น พวกเขาควรจะได้เปิดตัวเองให้กับงานที่ลุ่มลึกกว่างานอันคับแคบของที่ทำงาน พวกเขาควรจะเปิดตัวตนออกรับมิติอันกว้างกว่า ด้วยการรับผิดชอบต่อสังคมและโลก วัยนี้อาจจะเป็นวัยแห่งการประสานนโยบายทางโลก เข้ากับวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณก็เป็นได้ คนวัยนี้จะเป็นสุขมาก หากได้ขยับตัวและทำงานรับใช้ผู้อื่น และสังคม ตลอดจนสรรพชีวิตในโลก มากขึ้น

เจ็ดปีที่แปด (คือวัยห้าสิบปีขึ้นไป ถึงห้าสิบหกปี) เป็นวัยที่ควรจะจุดตะเกียงส่องทางให้กับยุวชนรุ่นหลังแล้ว นั้นแล ชีวิตและการงาน จึงจะสมบูรณ์พูนสุขได้อย่างแท้จริง!

นอกจากจะขอแสดงความชื่นชมยินดี มายัง รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา หรือ “พี่อี๊ด” ของผม ในโอกาสฉลองแซยิด ครบห้ารอบนักษัตร อายุหกสิบปี แล้ว ผมก็ขอจบข้อเขียนนี้ ด้วยถ้อยความของ OSHO ซึ่งพูดไว้ในหนังสือดังกล่าวข้างต้นว่า…

“ขณะนี้ เรากำลังอยู่ในยุคของความมืด – มันเป็นความคิดของคนแก่ที่มองว่า ข้างหน้ามีแต่ความมืด ไม่มีอะไรเลย เด็กๆ คิดถึงแต่อนาคต อนาคตที่เรืองรอง คนแก่ คิดถึงแต่อดีต อดีตที่เรืองรอง แต่สิ่งนี้เกิดขึ้นเฉพาะบนเส้นทางใน “แนวราบ” เท่านั้น บนเส้นทางใน “แนวตั้ง” แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ก็ล้วนแต่เรืองรองทั้งสิ้น เพราะมันเป็นชีวิตแห่งการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่

ดังนั้น โปรดอย่าได้กังวลเกี่ยวกับกฎของวัยชราเลย ให้ท่านคิดถึงเส้นทางที่รถไฟของท่านจะวิ่งต่อไป มีเวลาเสมอที่จะเปลี่ยนทิศทาง ทั้งนี้เนื่องจากในทุกๆ ขณะ นั้น ท่านสามารถสับรางได้ตลอดเวลา ท่านสามารถจะเลือกว่า ต้องการจะไปในแนวราบ หรือจะไปในแนวตั้ง มันเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ!!”

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *