อลหม่าน 13 สมุนไพร ใคร? ป้อนพิษเข้าปาก

อลหม่าน 13 สมุนไพร ใคร? ป้อนพิษเข้าปาก
• อาหาร
• เรื่องเด่น
กว่าจะรู้ว่าอาหารที่ตักเข้าปาก” อันตราย” ก็เกือบจะสาย
คำสั้นๆ วัตถุอันตราย ใน 13 สมุนไพรพื้นบ้านของไทย ก็สร้างความเข้าใจผิด สับสน ปั่นป่วน ไปทั่ว ว่าจะยังกิน สะเดา ขิง ข่า พริก ฯลฯ ได้หรือเปล่า

เป็นข่าวดังขึ้นมา จากการที่กระทรวงอุตสาหกรรม (ตามข้อเสนอของกรมวิชาการเกษตร) ประกาศให้พืชสมุนไพรซึ่งใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชรวม 13 ชนิด ได้แก่ สะเดา ตะไคร้หอม ขมิ้นชัน ขิง ข่า ดาวเรือง สาบเสือ กากเมล็ดชา พริก ขึ้นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ดองดึง และหนอนตายหยาก เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 1

ใจความสำคัญ คือ ใครที่ผลิต นำเข้า หรือส่งออกเพื่อขายพืชสมุนไพรดังกล่าว ต้องแจ้งล่วงหน้าต่อพนักงาน ซึ่งระบุสถานที่จดแจ้งไว้ 20 แห่งทั่วประเทศ หากไม่ดำเนินการจะมีความผิดตามกฎหมาย ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โดยกรมวิชาการเกษตร ผู้ตั้งเรื่องให้เหตุผลว่า เพราะปัจจุบันผลิตภัณฑ์กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ที่วางจำหน่ายทั่วไปไม่ได้มาตรฐาน และ อาจเป็นพิษต่อผู้ใช้ได้

“มันเป็นพิษจริง แต่นั่นหมายความว่า คุณต้องกินเป็นตันๆ เลยนะ” เดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ และ ปราชญ์ด้านเกษตรอินทรีย์ ชี้ข้อเท็จจริง

สำหรับ ‘ผู้บริโภค’ ในห่วงโซ่อาหารอย่างเราๆ อาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเป็นเพียงคำสั่งเรื่องสารกำจัดศัตรูพืช แต่ถ้าเราเป็นพวกรักห่วงสุขภาพ สนใจในอาหารปลอดภัยอย่าง ‘เกษตรอินทรีย์’ และเกิดไปรู้ว่า มีใครสักคนพยายามยัดเยียด ‘สารเคมี’ มาใส่จานข้าวของเรา มานานติดต่อกันเป็นสิบปี

เราจะยังนั่งนิ่งอยู่ได้อีกหรือ?

25 ปีเกษตรอินทรีย์ ล้ม ลุกและรบ!

อาจพูดได้ว่า กลุ่มคนที่ลุกขึ้นมาเป็นธุระกงการจัดสำรับกับข้าวของเราให้สะอาดขึ้นนั้น เริ่มสุมหัวกันมาตั้งแต่ 25 ปีที่แล้ว

ปี 2527 เดชา ศิริภัทร เริ่มโครงการ ‘เลี้ยงปลาในนาข้าว’ ที่ขอนแก่นและทุ่งกุลาร้องไห้ (สุรินทร์, มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, ศรีสะเกษ, ยโสธร, บุรีรัมย์) โดยส่งเสริมให้ชาวนาเลี้ยงปลาในนา พร้อมๆ กับการเรียนรู้และผสมผสานทางการเกษตรจากภูมิปัญญาชาวบ้าน จนได้ออกมาเป็นเกษตรผสมผสาน ระหว่างเกษตรแบบภูมิปัญญาชาวบ้านกับเกษตรที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมขององค์กรพัฒนาเอกชน

“จนเป็นที่มาของคำว่าเกษตรผสมผสานที่เรารู้จักกันแรกๆ” วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี(ไบโอไทย) อาสาเล่าแทนรุ่นพี่

จากเกษตรผสมผสาน แตกกิ่งไปสู่เกษตรเชิงนิเวศน์ วนเกษตร และการออกเดินทางแสวงหารู้วิชาเกษตรอินทรีย์ในต่างประเทศ ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แล้วเอาองค์ความรู้เหล่านี้มาผสมกับภูมิปัญญาไทยท้องถิ่น จนกลายมาเป็นเกษตรกรรมทางเลือก ซึ่งตอนนั้นเรียกว่า ‘เกษตรกรรมยั่งยืน’

ปี 2530 ได้คำจำกัดความแล้ว กลุ่มเดชาและวิฑูรย์ ตอนนั้นทำงานร่วมกันในสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม เผยแพร่วิทยาการหาสารธรรมชาติทดแทนสารเคมี เป็นครั้งแรก เพื่อผลักดันให้เกิดขบวนการเกษตรยั่งยืนในประเทศไทย

“และเกษตรอินทรีย์เกิดมาในตอนนี้เอง” ผอ.ไบโอไทย เล่าให้เห็นพัฒนาการ พร้อมๆ กับไปพบว่า เกษตรกรไทยใช้สะเดา ข่า ตะไคร้หอม เป็นสารกำจัดแมลงมานานแล้ว เพียงแต่ไม่มีใครบัญญัติศัพท์ แต่นั่นก็เท่ากับกำลังใจก้อนโตให้คนทำงานรู้ว่า เกษตรอินทรีย์แบบไทยๆ มีอยู่แล้วและมีอยู่จริง

อีกสองปีต่อมา เอ็นจีโอ ชาวบ้าน นักวิชาการ ตั้งเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกขึ้นมา และรุกการทำงานกับชุมชน จนมีชุมชนตัวอย่างเกิดขึ้นทั่วประเทศ

ปี 2535 ขยับขึ้นมารุกเชิงนโยบาย เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจัดงาน สมัชชาเกษตรกรรมทางเลือก มหกรรมเกษตรและอาหารปลอดสารพิษขึ้นครั้งแรก เพื่อเผยแพร่ประสบการณ์ แนวความคิดของชาวบ้านและเอ็นจีโอให้คนวงกว้างได้เห็น

“แล้วการต่อสู้ก็เริ่มเกิดขึ้นวันนั้นเลย” วิฑูรย์ชี้สัญญาณบาดหมาง “วันแรกที่เปิดงาน คุณสมเกียรติ อ่อนวิมล (สมัยยังอยู่บ.แปซิฟิก) เชิญผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม เกษตรกรสายอโศกและพวกเราไปออกรายการตอนเช้าวันนั้น แล้วพอรุ่งขึ้น สมาคมปุ๋ยเคมีแห่งประเทศไทยกับยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมการเกษตร ก็ขอไปออกรายการเดียวกันตอบโต้ทันที โดยบอกว่า เกษตรอินทรีย์เป็นทางออกของคนยากจนข้นแค้น ทำแค่กิน ไม่พอขายหรอก ไม่เหมาะกับเกษตรสมัยใหม่ที่ต้องอาศัยปุ๋ย”

ผอ.มูลนิธิข้าวแทรกจังหวะ ยกตัวอย่างชาวนาคนหนึ่งชื่อ ชัยพร พหรมพันธุ์ จากสุพรรณบุรี ที่ ‘เอาด้วย’ กับเดชา ด้วยการเลิกสารเคมีมาใช้สูตร สะเดา,ข่า กับนาข้าว

“แกลองใช้ตั้งแต่ปี 32 ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี 38 นาที่เคยมี 25 ไร่ เพิ่มเป็นร้อยไร่ ปีที่แล้วแกได้กำไรสุทธิ 2 ล้าน ส่งลูกเรียนจบปริญญาโท 2 คน ปริญญาตรีอีก 1” ตัวอย่างของคนยากจนข้นแค้น ที่เดชายกขึ้นมา

ถัดมาปี 2539 อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ ปีนั้นคนไทยได้ยินชื่อ ‘จีเอ็มโอ’ เป็นครั้งแรก

ขณะนั้นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมเคมีการเกษตร ผลักดันให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอเพื่อการพาณิชย์ครั้งแรกของโลก ที่สหรัฐอเมริกา และพืชชนิดแรกคือ Round up soy bean หรือ ถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อให้สามารถต้านยาปราบศัตรูพืช หรือพูดง่ายๆ คือการผลักดันให้เปลี่ยนพันธุ์พืชที่ใช้กันแต่เดิม มาเป็นพันธุ์พืชที่ต้องใช้สารเคมีของบริษัท

“ปีเดียวกัน บริษัทดังกล่าวสาขาประเทศไทย ประกาศส่งเสริมการทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือกรมวิชาการเกษตร”

ระหว่างนั้น ผู้ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะได้ขึ้นเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตรคนต่อไป ซึ่งสนใจและสนับสนุนในแนวทางเกษตรอินทรีย์ ก็ถูกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการอย่างกะทันหัน แล้วก็ส่งอธิบดีคนใหม่มาจากอีกกรม (กรมวิชาการเกษตร) ซึ่งรู้กันดีว่า อธิบดีคนนี้มีสายสัมพันธ์ฉันเพื่อนกับผู้บริหารของบริษัทที่ชงเรื่องจีเอ็มโอ

“อธิบดีคนนี้ เสนอความคิดตั้งกองทุนฝ้าย 1,800 ล้าน เพื่อเอาเงินราชการไปซื้อเมล็ดพันธุ์ฝ้ายของบริษัท เอาไปแจกชาวบ้าน แล้วค่อยเก็บภาษีฝ้ายมาคืนให้ราชการ ซึ่งก็คือ เอาเงินภาษีเราไปสนับสนุนบริษัทเคมีข้ามชาติ เบื้องหลังเรื่องนี้คือ นักการเมืองคนหนึ่งที่มีตำแหน่งใหญ่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตอนนั้น” วิฑูรย์ ให้ข้อมูล

แต่ก็โดนกระแสสังคมต่อต้านมาก แปลงทดลองและแผนผลักดันเสรีจีเอ็มโอเลยต้องพับไป แต่สุดท้าย ก็เล็ดลอดออกมาจนได้ มีข่าวโจมตีใหญ่โต ในที่สุด อธิบดีกรมวิชาการเกษตร (ช่วงคาบเกี่ยว ปี 39-40) ก็ออกมายอมรับ รัฐไม่ยุ่ง มุ่งประชาชน

ความขัดแย้งบนยอดสามเหลี่ยม ปรากฏชัดมากขึ้นเรื่อยๆ การต่อสู้ทางความคิดและการทำงานระหว่างฝ่ายเกษตรอินทรีย์กับเกษตรเคมีภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งผลแพ้ชนะผ่านการโยกย้าย ลาออก และการถูกแช่แข็ง ของฝ่ายแรก

“เมื่อไม่เห็นความร่วมมือจากทางราชการ เราจึงเปลี่ยนยุทธศาสตร์หันมาขับเคลื่อนกับผู้บริโภคและภาคธุรกิจมากขึ้น เริ่มการทำตลาด เราส่งออกข้าวอินทรีย์ครั้งแรกไปที่สวิตเซอร์แลนด์ โดยใช้ระบบการติดต่อโดยตรงระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภค พร้อมๆ กับการทำงานเน้นปลุกจิตสำนึกผู้บริโภค แต่อีกด้าน เราก็ต่อสู้เพื่อสกัดการปลูกพืชจีเอ็มโอ ทั้งในแง่นโยบาย กฎหมาย แต่เราก็ยังหาพันธมิตรในกระทรวงไม่ได้” วิฑูรย์ยอมรับ

พอปี 2540 ทางเครือข่าย ไม่ลดละที่จะผลักดันเรื่องเกษตรยั่งยืนให้ปรากฎในแผนประเทศ และที่สุดก็ได้บรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 และมีการกำหนดเป้าหมายประเทศว่าจะต้องพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนให้ได้ 25 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ

“แต่ก็เป็นแค่แผน เพราะผู้ปฏิบัติอย่างก.เกษตรฯ ไม่ได้เอาไปทำต่อ เราก็เลยคิดทำร่างพระราชบัญญัติกองทุนเกษตรกรรมยั่งยืน ในเมื่อแก้นโยบายไม่ได้ ก็ปฏิรูประบบมันซะ” รูปแบบคล้ายคลึงกับ สำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คือ ห้ามโฆษณาสินค้าเคมีการเกษตร ให้จัดเก็บภาษี (เดิมไม่มีการเรียกเก็บ) แล้วเอาเงินตรงนั้นมาสนับสนุนกองทุนเพื่อแสวงหาทางเลือกทางการเกษตรที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

แต่จนแล้วจนรอด พ.ร.บ.ฉบับนี้ ก็ถูกคัดค้านโดยเจ้ากระทรวง ก่อนจะถูกปัดฝุ่นใหม่อีกรอบในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีการขอความเห็น ทำประชาพิจารณ์จากหน่วยงานทุกกรม ในกระทรวงเกษตรฯ จนผ่าน และนำไปเสนอรัฐมนตรี เพื่อยืนคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ แต่รัฐมนตรีว่าการขณะนั้นก็ตีเรื่องกลับมา บอกว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายตั้งกองทุน

“เราก็อ้าว ทำไมไม่บอกกันตั้งแต่แรก หน้าที่คุณคือเสนอ ครม. ถ้ามันขัดกับนโยบายรัฐบาล ครม.เขาก็จะตีตกไปเอง” เดชา ตั้งคำถามย้อนหลัง

ยัดเยียดข้อหาวัตถุอันตราย

จนมาถึงปีที่25 ข่าวการประกาศให้ 13 สมุนไพรไทยๆ เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 1 ซึ่งเป็นประกาศควบคุมเฉพาะ ผลิตภัณฑ์จากชิ้นส่วนพืชซึ่งไม่ผ่านกรรมวิธีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี และเฉพาะที่นำไปใช้ในการป้องกันกำจัดทำลาย ควบคุมแมลง วัชพืช โรคพืช ศัตรูพืช หรือควบคุมการเจริญเติบโตของพืช นั้น..

…ไม่ต่างอะไรกับการตีระฆังบอกว่า ‘ยกใหม่’ กำลังจะเริ่มขึ้น

เพราะหัวใจสำคัญของเกษตรอินทรีย์มีอยู่3 ส่วน คือ เมล็ดพันธุ์ ดิน และ ยากำจัดศัตรูพืช ซึ่งอย่างหลัง ที่เป็นเรื่องร้อนๆ อยู่ในช่วงนี้

เมื่อฝ่ายแดงออกมาบอกเหตุผลของประกาศฉบับนี้ว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรโดนหลอกลวง จากผู้จำหน่ายสารสกัดจากพืชสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐาน และ ลดการนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรซึ่งมีมูลค่าสูงถึงเกือบ 2 หมื่นล้านบาทต่อปี

ร้อนถึงฝ่ายน้ำเงินต้องสวนหมัดกลับมาว่า สมุนไพรทั้ง 13 ชนิด ชาวบ้านใช้กันมานาน และไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเลย และการดำเนินงานของกรมวิชาการเกษตร เท่ากับการสร้างภาระและอุปสรรคในการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากสมุนไพร ทำให้เกษตรกรที่ไม่สามารถหาสมุนไพรมาผลิตเองใช้เองต้องหันไปซื้อสารเคมีซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศแทน

ที่สำคัญกระบวนการนี้เป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มบริษัทสารเคมีเกษตรและบรรษัทข้ามชาติหรือไม่

และแม้ว่าสุดท้าย จะมีการถอนประกาศ สมุนไพร 13 ชนิดออกจากวัตถุอันตรายประเภท 1 ออกไปก่อน เพื่อนำกลับไปพิจารณาใหม่…

………………………………….
การถอยออกมาครั้งนี้ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นการถอยแบบถาวรหรือกลับไปตั้งหลักเพื่อวางแผนใหม่ แต่ที่สำคัญกว่านั้น การแปะฉลากวัตถุอันตรายบน 13 สมุนไพรนี้ ก็ได้ลุล่วง ‘ผล’ บางอย่างไปแล้ว

ข้อแรกทำลายภาพลักษณ์ของสมุนไพรซึ่งเป็นทางเลือกในการทดแทนสารเคมี ซึ่ง 10 ใน 13 ตัวนี้ เป็นวัตถุดิบคู่ครัวไทย

ข้อสองเกษตรกรที่ใช้สารเหล่านี้อยู่ พอรับรู้ประกาศฉบับนี้ ก็เริ่มไม่แน่ใจว่ามีอันตรายหรือไม่ อันเนื่องมาจากความสับสน เข้าใจผิด และอาจนำไปสู่การระงับใช้ ขณะเดียวกับ คนที่กำลังอยากจะใช้ก็อาจจะระงับโครงการไว้ก่อน

แล้วจะส่งผลต่อผู้ซื้อและผู้กินแบบเราๆอย่างไร

สมมติว่าเกษตรกรไร่กะหล่ำปลีคนหนึ่ง ทราบข่าวร้าย (อาจจะปากต่อปากหรืออ่านข่าว) สารกำจัดศัตรูพืชสูตร สะเดา ข่า ตะไคร้หอมที่แกเตรียมเอาไว้ ก็อาจต้องหยุดใช้ไว้ก่อน ด้วยกลัวโทษทางราชการหรือไม่แน่ใจว่ามันอันตรายหรือไม่ สุดท้ายแกก็เลือกไปซื้อ สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมาใช้ เพราะเห็นว่ามันไม่ผิดกฎหมายและวิธีการใช้ก็ไม่ยุ่งยาก

พอกะหล่ำปลีโตเต็มที่ แกก็เก็บเกี่ยว นำส่งพ่อค้าคนกลาง ผ่านตลาดไทและตลาดใหญ่ๆ ก่อนจะนำแจกจ่ายไปยังแผงเล็กแผงน้อย จนมาถึงแผงเจ้าประจำหน้าบ้านเรา

“สตรีแม่บ้านเชียงใหม่ 44 เปอร์เซ็นต์ มีค่าสารเคมีเกษตรในเลือดเกินมาตรฐาน ที่สำคัญ มีรายงานทางการแพทย์ที่สรุปชัดเจนเมื่อเดือนที่แล้วว่า เด็กเป็นออทิสติก เพิ่มขึ้น 5 เท่าตัว เพราะมีผลมาจากสิ่งแวดล้อมและสารเคมีในอาหาร” ข้อมูลจากผอ.มูลนิธิชีววิถี

ไม่แน่…ลูกคนที่รัก หรือเรา อาจเดินเข้าไปสมทบกับคนกลุ่มนี้ เพียงเพราะชอบกินกะหล่ำปลีผัดน้ำปลาจานอร่อย

รู้หรือไม่

@ จากการสำรวจขององค์กรพัฒนาเอกชนองค์กรชาวบ้าน และหน่วยงานราชการอย่างหน่วยงานด้านสาธารณสุข มีคนใช้สมุนไพร 13 รายการที่ว่า ประมาณ 500,000 ครอบครัวในประเทศไทย หรือ 1 ใน 4 ของครอบครัวเกษตรปัจจุบัน ซึ่งก็เป็นสัดส่วนการตลาดที่สำคัญ

@ เท่าที่ประมาณการตลาดผลิตภัณฑ์อินทรีย์ในเมืองไทย ตลาดส่งออกอยู่ราวๆ 1,000 ล้านบาท จากการซื้อขายภายในประเทศอีก 500 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นกว่านี้เรื่อยๆ

@ นอกจากอาหารแล้วยังมีผลิตภัณฑ์อินทรีย์อื่นๆ ที่แนวโน้มสดใส เช่น กลุ่มสิ่งทอเสื้อผ้า , ผลิตภัณฑ์ความงามต่างๆ เช่น สบู่ แชมพู และ หมวดบำรุงผิว

@ โอเวน เบคแคม โอบามา ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นชื่อทางการค้าของสารเคมีการเกษตร ที่ต้องใช้เพราะติดหู จำง่าย แต่พอใช้ไปไม่ได้ผล ก็เอากลับไปเปลี่ยนชื่อ แล้วเอากลับมาขายใหม่ในสูตรเดิม

@ ประเทศไทยคือ ตลาดใหญ่อันดับ 2 โลกที่นำเข้าสารเคมีทางการเกษตรมากที่สุด และ ไทยส่งออกอาหารเป็นอันดับ7 ของโลก มีส่วนแบ่ง 2.39 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปเป็นหลัก

@ จากการสำรวจของอย. 5 อันดับผักที่มีสารพิษตกค้างมากที่สุดคือ คะน้า ผักชี ขึ้นฉ่าย พริกขี้หนู มะเขือเปราะ ซึ่งเป็นสารเคมีที่มากับยาปราบศัตรูพืช

ที่มา : สำนักข่าวเนชั่น

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *