อย่ามองข้าม “โรคฤดูร้อน”… กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

อย่ามองข้าม “โรคฤดูร้อน”… กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
• คุณภาพชีวิต
แนะ!! ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ช่วยปรับสมดุลร่างกาย

หนาวที่ผ่านมาคนกรุงได้มีโอกาสงัดเสื้อกันหนาวมาใส่ ผ่านมาไม่ทันไร โดยเฉพาะสาว ๆ หันมาใส่สายเดี่ยวแทบไม่ทัน และดูเหมือนว่าปีนี้อากาศร้อนเร็วมาก แค่ช่วงปลายเดือนกุมภาเท่านั้น ก็ได้เจอกับอากาศร้อนอบอ้าวมาก จนเผลอคิดไปว่านี่ถึงเดือนเมษาแล้ว

ปีนี้มีการให้ความเห็นถึงสภาพอากาศที่เริ่มร้อนมาก ซึ่ง ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.ศูนย์เครือข่ายวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พูดไว้ว่า ขณะนี้สถานการณ์ภัยร้อนเริ่มรุนแรง โดยคนส่วนใหญ่รู้สึกว่าแดดเริ่มร้อนจัดตั้งแต่ช่วงสายของแต่ละวันและรู้สึกร้อนอบอ้าวมาก

ซึ่งสาเหตุมาจากอากาศนิ่งและความชื้นในอากาศสูง จนรู้สึกร้อนผิดปกติ เนื่องจากการระบายความร้อนของคนระบายด้วยไอน้ำระเหยจากผิวหนัง ถ้าอากาศร้อนก็ระบายได้น้อยจึงเกิดความร้อนสะสมในร่างกายทำให้รู้สึกว่าร้อนมาก

อย่างไรก็ตามช่วงที่จะร้อนมากที่สุดคือเดือน เม.ย. คาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงขึ้นราว 1 – 2 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะเขตกรุงเทพฯ ซึ่งปกติหน้าร้อนก็มีอุณหภูมิเฉลี่ยรายวันอยู่ที่ 38 – 39 องศา แต่ปีนี้มีแนวโน้มโอกาสจะเกิน 40 องศาอย่างแน่นอน รองลงมา คือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เมื่อหน้าร้อนมาถึง หน่วยงานด้านสาธารณสุขต่างออกรณรงค์ให้ประชาชนระมัดระวังสุขภาพจากโรคยอดฮิตที่มากับฤดูร้อน ไม่ว่าจะเป็น โรคอุจจาระร่วง โรคอาหารเป็นพิษ โรคพิษสุนัขบ้า แต่จะรู้หรือไม่ว่าอากาศร้อนๆ แบบนี้ ทำให้เกิดอีกโรคหนึ่งแบบไม่รู้ตัวเพราะคิดไม่ถึง นั่นก็คือ “โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ”

คนส่วนใหญ่อาจคิดว่า โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ มักจะเกิดจากคนที่กลั้นปัสสาวะบ่อยๆ เท่านั้น จริงๆ แล้วอากาศร้อนๆ ก็มีส่วนสำคัญ จากข้อมูลของกองควบคุมโรค สำนักอนามัย กทม. พบว่า ในช่วงหน้าร้อน จะมีผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเพิ่มขึ้น แม้จะไม่มากมายและเด่นชัดเหมือนกับโรคอุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง ป้องกันไม่ให้เกิดโรค ซึ่งเป็นทางออกที่ดีกว่าการรักษา

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเมื่ออากาศร้อน กลไกทางร่างกายจะปรับสมดุลด้วยการขับน้ำออกจากร่างกาย ยิ่งอากาศร้อนมากก็ต้องขับออกมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะขับออกมาเป็นเหงื่อทางผิวหนัง ทำให้มีน้ำผ่านการกรองของเสียจากไตไปสู่กระเพาะปัสสาวะน้อย ทำให้ไม่ค่อยปวดปัสสาวะจึงไม่ได้ปัสสาวะออก เกิดการคั่งค้างของเชื้อโรค จนกระทั่งกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

ดังนั้นแม้ว่าจะมีการดื่มน้ำตามมาตรฐาน 8 แก้ว ในช่วงฤดูร้อน แต่ถ้าอากาศร้อนมาก จนทำให้เหงื่อออกมาก ก็ควรดื่มน้ำทดแทนให้มากขึ้น เพื่อให้ร่างกายเกิดการสมดุล ลดความเสี่ยงของการเกิดโรค

ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ จะเกิดอาการปัสสาวะบ่อย แสบ ขัด ครั้งละไม่มาก รู้สึกถ่ายไม่สุด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เจ็บมากตอนปลายของปัสสาวะ บางรายมีเลือดออกมาด้วย หรือมีอาการปวดที่ท้องน้อยร่วมด้วย

ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น สีมักจะใส แต่บางคนอาจขุ่นหรือมีเลือดปน อาการอาจเกิดขึ้นหลังกลั้นปัสสาวะนานๆ หรือหลังมีเพศสัมพันธ์ ในเด็กเล็กอาจมีอาการปัสสาวะรดที่นอน อาจมีไข้ เบื่ออาหาร และอาเจียน การตรวจร่างกายมักจะตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติชัดเจน บางคนอาจพบการกดเจ็บเล็กน้อยตรงบริเวณกลางท้องน้อย

การรักษาต้องพบแพทย์เพื่อตรวจอาการและให้ยาปฏิชีวนะ ส่วนการป้องกันควรดื่มน้ำมากๆ และอย่ากลั้นปัสสาวะ ควรฝึกการถ่ายปัสสาวะนอกบ้าน หรือระหว่างเดินทางได้ทุกที่ วันละประมาณ 3 – 5 ครั้ง การกลั้นปัสสาวะทำให้เชื้อโรคอยู่ในกระเพาะปัสสาวะได้นาน จนสามารถเจริญเติบโตทำให้เกิดการอักเสบได้ หลังถ่ายอุจจาระควรใช้กระดาษชำระเช็ดทำความสะอาดจากข้างหน้าไปข้างหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้นำเชื้อโรคเข้าสู่ท่อปัสสาวะ หลีกเลี่ยงอาการท้องผูกนาน ๆ

จากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นนี้ คาดว่าโรคที่เกิดขึ้นในช่วงหน้าร้อนยังมีอีกหลายโรค ทั้งโรคเครียด โรคผิวหนังผื่นคัน กลาก เกลื้อน และโรคที่เกิดจากเชื้อโรคอย่างอุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ โรคพิษสุนัขบ้า ทางป้องกันควรทำใจให้สบาย และให้ใส่เสื้อผ้าบางๆ ให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก รักษาความสะอาดร่างกายอยู่เสมอ ล้างมือบ่อยๆ รับประทานอาหารที่ร้อน

นอกจากนี้การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และทำร่างกายให้แข็งแรง ก็เป็นสิ่งสำคัญช่วยป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นโรคต่างๆ ที่ถึงแม้ว่าสภาพอากาศจะวิปริตรุนแรง ส่งผลให้เชื้อโรคต่างๆ เจริญเติบโตได้ดี แต่ถ้าร่างกายแข็งแรงมีภูมิต้านทาน เชื้อโรคก็ไม่สามารถทำอะไรได้

“อโรคยา ปรมา ลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

ร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึงร้อยละ 70 โดยประมาณหรือคิดเป็น 2 ใน 3 ของน้ำหนักร่างกาย ในเลือดมีน้ำเป็นองค์ประกอบมากถึงร้อยละ 92 ในสมองมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 85 ในแต่ละเซลล์มีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 60 น้ำจึงเป็นส่วนประกอบสำคัญและจำเป็นของเซลล์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเซลล์พืช เซลล์สัตว์ และเซลล์มนุษย์

หน้าที่สำคัญที่สุดของน้ำในร่างกายมนุษย์ คือ เป็นตัวกลางในการเกิดปฏิกิริยาเคมีทุกชนิดในกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกาย กระบวนการย่อยอาหาร กระบวนการดูดซึมอาหาร กระบวนการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย

น้ำที่เป็นของเหลวของเลือดทำหน้าที่ขนส่งอาหารและออกซิเจนให้แก่เซลล์ อีกทั้งนำของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์มาขับถ่ายออกจากร่างกาย น้ำช่วยให้การขับถ่ายกากอาหารในลำไส้ใหญ่เป็นไปโดยสะดวก

น้ำช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และช่วยรักษาระดับความเป็นกรดด่างของเลือดรวมทั้งของเหลวต่างๆ ในร่างกาย น้ำช่วยระบายความร้อนของร่างกายในรูปของเหงื่อ ซึ่งถือเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพยิ่ง

ปกติคนเราดื่มน้ำวันละประมาณ 1.5 – 2.0 ลิตร และได้รับจากเครื่องดื่มและอาหารทั้งภายในและภายนอกร่างกายอีกประมาณวันละ 1 – 2 ลิตร ร่างกายสูญเสียน้ำผ่านทางผิวหนัง มีทั้งที่เรามองเห็นออกมาในรูปของเหงื่อ และน้ำที่ระเหยไปโดยที่เรามองไม่เห็น

ทางปอด โดยการหายใจออก ทางอุจจาระ ทางปัสสาวะ รวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งร่างกายสูญเสียน้ำประมาณ 3-5 ลิตร ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณที่ได้รับ แต่ปริมาณของน้ำในร่างกายคนไม่แน่นอน ขึ้นกับอายุ ปริมาณของไขมันในร่างกาย และกิจกรรมของแต่ละคน คนที่ทำงานหนักกลางแจ้งอาจสูญเสียน้ำ 5 – 12 ลิตรต่อวัน หรือคนที่มีโรคภัยไข้เจ็บก็อาจเสียสมดุลของน้ำในร่างกายได้ง่าย

ถ้าร่างกายขาดน้ำประมาณ 3 วัน ก็จะทำให้เสียชีวิตได้ สำหรับภาวะขาดน้ำเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *