อย่าปล่อยให้ความโง่ลอยนวล

ปุจฉา
อย่าปล่อยให้ความโง่ลอยนวล

วิสัชนา
อย่าปล่อยให้ความโง่ลอยนวล

เรื่องการสอนอย่างตรงไปตรงมาของหลวงพ่อปัญญายังไม่จบ เพราะยังมีกรณีศึกษาให้อ้างอิงเพื่อประเทืองปัญญากันอีกหลายเรื่อง เช่น ในงานมงคลสมรสของบ่าวสาวคู่หนึ่ง เขามานิมนต์หลวงพ่อปัญญาไปเป็นประธานในการทำบุญและเมื่อถึงเวลาจะต้องสวมแหวนหมั้น แต่ทุกคนก็ยังรีรออยู่ เมื่อถามได้ความว่ากำลังรอฤกษ์ หลวงพ่อปัญญาจึงว่าไม่ต้องรอก็ได้เพราะ

“…แหวนมันเป็นรูอยู่แล้ว จะสวมเวลาไหนมันก็เข้าทั้งนั้น แล้วจะหาฤกษ์อะไรนักหนาให้มันช้าไป”

คนไทยกับหมอดูเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก ในบรรดาหมอดูทั้งหลาย “หมอดูพระ” นับว่ามีความน่าเชื่อถือเป็นอย่างสูง พอ ๆ กับที่น่าหวั่นเกรงเป็นอย่างสูงเหมือนกัน เพราะบางทีท่านไม่ได้ดูหมอเปล่า ๆ แต่ทำอะไรบ้างนอกจากนั้นคงไม่ใช่ภารกิจของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเน้น “เกร็ดธรรมะ” มากกว่า การวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อหมอดูพระมักสร้างปัญหามากกว่านำไปสู่ปัญญา หลวงพ่อปัญญาจึงว่าอย่างนี้
“เมื่อมาเป็นสมภารวัดชลประทานฯ อาตมามีอุดมการณ์ไว้ว่า วัดนี้จะให้เป็นวัดที่เผยแผ่สัจจธรรมของพระพุทธเจ้า เรียกว่าเผยแพร่ธรรมะบริสุทธิ์ ไม่ให้เผยแผ่สิ่งเหลวไหล เช่น หมอดูของขลังโชคลาภอะไรต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่พุทธศาสนาจะไม่ให้มี เพราะฉะนั้นวัดนี้จึงไม่มีหมอดู”
เมื่อเราเหยียบย่างเข้ามาวัด บางวัดแทนที่จะพบกับความสงบ ผ่อนคลาย สบายใจ ก็มักจะพบกับความหงุดหงิดวุ่นวายเข้ามาแทนที่ เพราะมีเสียงการส่ายเซียมซีดังระงมอยู่ไม่ขาดสาย ความสงบที่ตั้งใจมาแสวงหาก็เลยอันตรธานไปกลายเป็นความรำคาญเข้ามาแทนที่ แล้วเจ้าเซียมซีนี่เกี่ยวอะไรกับพระพุทธศาสนาถึงเข้ามาอยู่ในโบสถ์ในวิหารสร้างความฟุ้งซ่านแก่ผู้มาเยือนอยู่เรื่อย ๆ
“ใบเซียมซีเสี่ยงทายตามโบสถ์ต่าง ๆ ที่เข้ามาอยู่ในโบสถ์ก็เพราะพระอยากได้เงิน แต่กลายเป็นการทำลายพุทธศาสนาไป เพราะคนที่มาสั่นติ้วเกิดเข้าใจผิดคิดว่าหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลให้เป็นไป ความจริงหลวงพ่อมิได้ดลบันดาลอะไรเลย หากแต่แขนของเราทั้งสองเป็นตัวการใหญ่ เราไปจับกระบอกสั่น ไม้มันจึงหล่นออกมา คนโง่ไม่เข้าใจจึงถูกเขาหลอกให้สั่นเสียจนเหงื่อไหลไคลย้อยนี่เป็นเพราะเห็นแก่เงินโดยแท้”
ถัดจากเรื่องเซียมซีก็มาถึงเรื่องการฝังลูกนิมิต เรามักจะเห็นป้ายแผ่นโต ๆ ติดไว้ข้างทางอยู่ชั่วนาตาปี เห็นแล้วบางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมคนจึงชอบไปร่วมงานฝังลูกนิมิตกัน ต่อมาจึงได้ทราบว่าคนที่ไป ส่วนหนึ่งไปเพราะต้องการร่วมงานบุญด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เพราะเป็นงานบุญใหญ่ วัดหนึ่งจะมีงานเช่นนี้ได้เพียงครั้งเดียว แต่อีกส่วนหนึ่งไปเพราะอยากได้ของดี เช่นอยากได้หวาย หรือด้ายผูกลูกนิมิต หรือไม้ไผ่ผ่าซีกที่ปักขัดไว้เป็นรั้วรอบบริเวณงาน เพื่อนของผู้เขียนท่านหนึ่งเคยไปร่วมงานนี้ในฐานะพระคู่สวด พอสวดเสร็จ ตัดลูกนิมิตลงหลุมแล้ว ประชาชนเรือนพันก็กรูกันเข้าแย่งด้าย หวาย ไม้ไผ่ซีกเล็ก ๆ ที่ปักเป็นรั้วรอบอุโบสถ งานนั้นท่านหนีไม่ทัน ถูกประชาชนวิ่งชนจนไม่รู้ทิศเหนือทิศใต้ ไม่รู้ว่าใครเป็นพระ ใครเป็นโยม พอรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตัวเองลงไปคลุกอยู่กับฝุ่นข้างหลุมฝังลูกนิมิตนั่นเอง งานอย่างนี้ใครไม่เคยเห็นกับตาอาจหาว่ากล่าวเกินจริง เพราะฉะนั้นถ้ามีงานฝังลูกนิมติที่วัดใกล้บ้านก็ควรถือโอกาสแวะเข้าไปดู แล้วจะเห็นด้วยตาตนเองว่าชุลมุนวุ่นวายขนาดไหน
ในประสบการณ์ของหลวงพ่อปัญญาซึ่งบวชมาจนย่างเข้าสู่ปัจฉิมวัยแล้วย่อมเคยผ่านงานเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่เมื่อเห็นคนแย่ง “ของดี” กันแล้วหลวงพ่อปัญญาไม่ยืนดูอยู่เปล่า ๆ เพราะท่านถือว่าการปล่อยให้คนโง่ลอยนวลนั้นเป็นบาปอย่างยิ่งสำหรับพระสงฆ์ซึ่งฝากท้องไว้กับชาวบ้าน แต่ไม่ยอมสอนเขาให้ฉลาดขึ้นกว่าเดิม
“ที่วัดชลประทานฯนี้ คราวผูกพัทธสีมาเก็บหวายไว้ ญาติโยมนั่งเป็นกลุ่มเป็นก้อนไม่กลับบ้าน อาตมาเที่ยวเดิมถามโยมทำไมไม่กลับบ้าน ‘อยากได้หวาย’ ถามตรงไหนก็อยากได้หวาย เลยติดเครื่องขยายเสียงเรียกประชุม ใครอยากได้หวาย เชิญมานี่ มากันพร้อมเลยถามว่า
“โยมอยากได้หวายหรือ”
“ค่ะ”
“เอาไปทำอะไร”
“เขาว่าดี”
“ดีอย่างไร”
“ไม่ทราบ”
ดี แต่ไม่รู้ว่าดีอย่างไร ถามโยมอีกคน
“โยมต้องการหวายหรือ”
“ต้องการ”
“เอาไปทำอะไร”
“เขาบอกว่าเอาไปผูกไว้ที่บ้าน ขายของดี”
“โยมเอาหวายผูกไว้แล้วนั่งหน้าบอกบุญไม่รับ ขายดีไหม มันไม่ดีหรอกต้องยิ้มกับเขาบ้าง แล้วก็ถามคนโน้นคนนี้ต่อไปอีกหลายคน ถามแล้วเลยเทศน์ให้ฟัง พออธิบายสักชั่วโมงเทศน์อยู่กัณฑ์หนึ่ง พอจบแล้ว โยมสาธุ! หายโง่กันเสียที โง่กันมาหลายสิบปีแล้ว!”

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *