อย่างไรถึงเรียกว่า ‘มีเหตุผล’

อย่างไรถึงเรียกว่า “มีเหตุผล”

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า หนึ่งในคุณลักษณะของการดำเนินงานตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความมีเหตุผล แต่คำถามที่ยังอยู่ในใจลึกๆ ของคนบางคน ก็คือ แล้วความมีเหตุผลในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความแตกต่างจากความมีเหตุผลในกรณีทั่วๆ ไปหรือไม่ อย่างไร เพราะเพียงแค่คำในภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความมีเหตุผล หลักๆ ก็มีอยู่ถึง 3 คำ ได้แก่ Rationality, Reasonableness และ Cause and Effect

ความมีเหตุผล หมายถึง การพิจารณาที่จะดำเนินงานใดๆ ด้วยความถี่ถ้วนรอบคอบ ไม่ย่อท้อ ไร้อคติ คำนึงถึงเหตุและปัจจัยแวดล้อมทั้งหมด เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้องดีงาม เกิดประสิทธิผล เกิดประโยชน์และความสุข โดยปราศจากการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

Rationality ก็ไม่ใช่
ความมีเหตุผลแบบ Rationality ที่อธิบายโดยวิชาเศรษฐศาสตร์ทั่วไป เป็นการให้ตรรกะในฐานะที่มนุษย์เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่เน้นการแสวงหาประโยชน์ให้ตนเองเป็นหลัก โดยมนุษย์มีเหตุผลที่จะเสพหรือบริโภคเพื่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด ฉะนั้น การที่มนุษย์ดำเนินการแสวงหาปัจจัยเพื่อการบริโภค มีการแข่งขันกันเพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์สูงสุด จึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผล

ความมีเหตุผลในกรณีนี้ ขาดมิติของการคำนึงถึงผู้อื่น เพราะการแข่งขันกันเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขของตนเอง ในที่สุด จะนำไปสู่ความขัดแย้งหรือความทุกข์ มากกว่าความสุข ถ้าหากทุกคนต่างมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง และยังไร้กลไกจัดสรรที่เป็นธรรม (เพราะเจ้าหน้าที่รัฐผู้คอยดูแลกำกับกลไกของสังคมต่างก็คิดถึงแต่ประโยชน์ตัวเอง) สังคมก็ขาดความสงบสุข และแต่ละคนในสังคมจะมีความสุขไปไม่ได้เลย

Reasonableness ก็ไม่เชิง
ความมีเหตุผลแบบ Reasonableness จะหมายถึง การมีเหตุผลที่เหมาะสมต่อการกระทำใดๆ ความมีเหตุผลแบบนี้ปรากฏได้ แม้จะไม่ได้มีการพิจารณาอย่างรอบด้านในทุกแง่ทุกมุม เพราะเส้นทางของการกระทำที่ถูกเลือก อาจมาจากการพิจารณาเพียงบางด้านบางมุม และมีเหตุผลรองรับการกระทำนั้นอยู่เช่นกัน

แม้หากการดำเนินงานใดๆ ไม่ได้เป็นไปอย่างถูกต้องดีงาม ความมีเหตุผลตามความหมายของ Reasonableness ก็ยังคงมีอยู่ (Exist) ได้ตามตรรกะที่มนุษย์เป็นผู้กำหนดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น อาจแสดงให้เห็นได้ด้วยว่าถูกต้องดีงาม โดยการอ้างอิงการยอมรับจากกลุ่มคนส่วนหนึ่งหรือจากกฎเกณฑ์ที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ส่วนตน

หลายกรณีที่เกิดขึ้น มาจากการลงมือทำก่อนและค่อยหาเหตุผลรองรับ บ่อยครั้งที่ทำไปด้วยอารมณ์หรือด้วยแรงจูงใจอย่างอื่น เช่น ความชอบความชังหรืออคติส่วนตัว โดยเมื่อทำไปแล้ว เกิดมีผู้อื่นมาถามว่า ทำอย่างนั้นไปเพราะอะไร ก็จำเป็นต้องหาเหตุผลที่รู้สึกว่าน่าเชื่อถือน่าฟังให้ แต่จริงๆ แล้ว เกิดจากการตัดสินใจโดยขาดเหตุผลรองรับ ทำไปด้วยความรู้สึก ครั้นพอมีการตรวจสอบหรือมีการสอบถาม เลยต้องมีเหตุผลมาให้ ความมีเหตุผลในกรณีนี้ จึงไม่ครบถ้วน

Cause and Effect คือ การพิจารณาทั้งเหตุและผล
ความมีเหตุผลแบบ Cause and Effect จะหมายถึง การพิจารณาเลือกเส้นทางของการดำเนินงานโดยคำนึงถึงเหตุและปัจจัยทั้งหมด ส่งผลเป็นการกระทำที่ถูกต้องดีงาม ตามหลักของเหตุและผล ความมีเหตุผลแบบนี้ จึงมีฐานมาจากความรอบคอบระมัดระวังในการตัดสินใจเลือกเส้นทางของการกระทำโดยให้พิจารณาอย่างรอบด้าน

ความมีเหตุผลแบบ Cause and Effect นี้ เปิดโอกาสให้มนุษย์ดำเนินตามตรรกะของธรรมชาติ ตามสภาพที่ถูกต้องดีงามจริงแท้ ด้วยการละเว้นการกระทำในทางไม่ดีหรือในทางเสื่อมที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น หรือด้วยการแก้ไขการกระทำดังกล่าวที่กำลังดำเนินอยู่นั้น ให้กลับมาอยู่ในสภาพถูกต้องดีงามตามธรรมชาติ เพื่อให้ได้รับผลที่พึงปรารถนา โดยไม่มีความจำเป็นต้องแข็งขืนหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ไม่ดีงามนั้น เพื่อให้ดำเนินต่อไปได้ตามตรรกะที่ตนเองสร้างขึ้น

ถ้าหากมนุษย์ยังแข็งขืนที่จะดำเนินกิจกรรมที่ไม่ถูกต้อง ไม่ดีงามนั้น ความมีเหตุผลแบบ Cause and Effect ซึ่งมีเค้าความหมายตรงกับคำว่า อิทัปปัจจยตา ในทางพุทธธรรม ก็จะก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงปรารถนาจากการกระทำนั้นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พื้นฐานการตัดสินใจบนความมีเหตุผลตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ การกระทำที่ปราศจากการเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น ทั้งในระดับความคิด ไปจนถึงคำพูดและความประพฤติ คนส่วนใหญ่มักจะใช้ความมีเหตุผลในแบบ Reasonableness อยู่แล้ว แต่อาจจะพิจารณาไม่ครบถ้วนรอบด้าน ความมีเหตุผลในแบบ Cause and Effect จึงต้องถูกคำนึงถึงให้มาก คือ ต้องคิดทุกกรณีทุกทางเลือกที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หลังจากนั้นจึงตัดสินใจเลือกดำเนินงานจากกรณีเหล่านั้นอย่างถี่ถ้วน การพิจารณาเช่นที่ว่านี้ได้ บุคคลจำเป็นต้องใช้ความพยายามสูง ด้วยเหตุนี้เอง ในนิยามของความมีเหตุผล นอกจากความถี่ถ้วนรอบคอบแล้ว จึงได้มีคำว่า ไม่ย่อท้อ อยู่ด้วย

มีข้อที่น่าพิจารณาที่เกี่ยวเนื่องกับความมีเหตุผลอีก 2 ประการ ข้อพิจารณาประการแรก คือ โดยธรรมชาติแล้ว ผลที่เกิดขึ้นมาหนึ่งอย่างจะมาจากเหตุปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน (คำว่าเหตุหรือสาเหตุ ได้แก่ Cause และปัจจัยหรือเงื่อนไข ได้แก่ Condition) ในลักษณะ Many-to-One มิใช่มีเหตุเดียวผลเดียว ตามหลักการนี้ หากต้องการไม่ให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น จะมีทางเลือกสองทาง คือ กำจัดเหตุ (ที่เป็น Principle Condition) หรือ กำจัดปัจจัย (ที่เป็น Condition) สิ่งนั้นก็จะไม่สามารถเกิดขึ้น

ข้อพิจารณาประการที่สอง คือ เหตุหนึ่งอย่างอาจให้ผลหลายอย่าง ในลักษณะ One-to-Many โดยปกติ เป็นการยากที่จะสามารถติดตามปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่ผลหลายอย่าง หรือจากผลที่ได้อย่างหนึ่ง ก็ยากที่จะสืบสาวไปถึงปัจจัยได้ครบทุกอย่าง ด้วยเหตุนี้ เมื่อบุคคลต้องการได้ผลอย่างหนึ่ง ก็เลยพยายามสร้างปัจจัยเงื่อนไขทั้งหมดที่รู้ เพื่อให้ได้ผลตามที่ต้องการ แต่บุคคลนั้นไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่า อาจมีผลอีกหลายอย่างเกิดขึ้นติดตามมาด้วย นอกเหนือจากผลที่ได้รับ โดยเฉพาะผลเสียที่ไม่คาดคิดซึ่งยากแก่การเยียวยาแก้ไขได้ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว

หนทางหนึ่งที่จะหลีกเลี่ยงผลเสียเหล่านี้ ก็คือ การใช้ความรอบคอบระมัดระวัง (ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งในเงื่อนไขด้านคุณธรรมของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง) ในการใช้หลักเหตุและผล เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้องดีงาม เกิดประสิทธิผล เกิดประโยชน์และความสุข

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *