อภิชน ผู้ครองโลก (14)

อภิชน ผู้ครองโลก (14)

คอลัมน์ อภิชน ผู้ครองโลก โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 4003 (3203)
“ความคลุ้มคลั่งวิกลจริตเกิดขึ้นกับปัจเจกบุคคลได้ยาก แต่สำหรับกลุ่มคน พรรคการเมือง ประเทศชาติ และยุคสมัยหนึ่งยุคสมัยใด เป็นเรื่องปกติ”
– เฟรดริช นิตเช่
“ความสำเร็จสูงสุดของซาตานคือ การปรากฏตัวโดยแอบอ้างพระนามของพระเจ้า”
– มหาตมะ คานธี
เควิน ฟิลลิปส์ เขียนไว้ในหนังสือชื่อ Wealth and Democracy : A Political History of the American Rich ระบุว่า เงินคือเส้นเลือดหล่อเลี้ยงการเมืองอเมริกัน ผลประโยชน์ทางการเงินมีบทบาทสำคัญ ในการกำหนดวาระทางการเมืองมาโดยตลอด รวมทั้งมีอิทธิพลโน้มน้าวพฤติกรรมทางการเมืองของประธานาธิบดี และกลุ่มบุคคลที่แวดล้อม ฟิลลิปส์อธิบายถึงอำนาจอิทธิพลของกลุ่มบุคคลที่มั่งคั่ง ในกระบวนการกำหนดนโยบาย ของรัฐบาลสหรัฐทุกยุคสมัย ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา จากกำไรมหาศาลของบรรดาธุรกิจอเมริกัน อันเป็นผลมาจากการผลักดันให้สหรัฐทำสงคราม (ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ราคาหุ้นของบริษัทที่ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ และยุทธปัจจัยพุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ 10-20 เท่า) จนถึงความมั่งคั่งของผู้บริหารระดับสูงภายในรัฐบาลประธานาธิบดีแฟรงคลิน รูสเวลท์ เคยระบุว่า ความเป็นจริงก็คือ ภาคธุรกิจมีอำนาจอิทธิพลอย่างสูงต่อการโน้มน้าวการตัดสินใจของรัฐบาล นับตั้งแต่ยุคสมัยของประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็กสัน
ความสัมพันธ์เหล่านั้นยังดำรงอยู่มาถึงยุคปัจจุบัน นักวิเคราะห์สถานการณ์ระหว่างประเทศหลายคนระบุว่า การที่สหรัฐตัดสินใจทำสงครามอ่าวเปอร์เซียทั้งสองครั้ง เป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเหล่าบริษัทน้ำมัน เพื่อไม่ให้การผลิตน้ำมันเกิดการหยุดชะงัก การคุกคามต่อผลประโยชน์ข้อนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำสงคราม
นอกจากนี้ การตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐยังส่งผลประโยชน์ให้กับธุรกิจอื่นๆ ที่ทรงอิทธิพลต่อรัฐบาล และมีศักยภาพในการแทรกแซงกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาล อาทิ ฮอลลี เบอร์ตัน ซึ่งรองประธานาธิบดีเชนีย์เคยเป็นผู้บริหาร ทำนองเดียวกันในยุคประธานาธิบดีคลินตัน และการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของประธานาธิบดีบุช หลายคนชี้ว่า ในช่วงวิกฤตเตกิลล่า ระหว่างปี 1997-1998 และวิกฤตเงินออมเงินกู้ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990 รัฐบาลโดยอาศัยเงินภาษีของประชาชน ได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือกอบกู้ทางการเงิน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล ต่อกลุ่มบริษัทบนถนนวอลล์สตรีตที่มีความใกล้ชิดและเป็นพวกพ้องของโรเบิร์ต รูบิน และนิโคลลัส แบรดี้ ซึ่งเป็นบุคคลในกลุ่มแกนหลักที่รัฐบาลสหรัฐต้องปรึกษาก่อนที่จะตัดสินใจด้านนโยบาย ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสัมพันธ์และการแทรกแซงเหล่านี้ ส่วนหนึ่งก็ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจระดับมหภาค และหากไม่ดำเนินการก็อาจสร้างให้เกิดความเสียหายในระดับหนึ่ง แต่ไม่ว่าในกรณีใด ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มผู้นำทางการเมืองกับกลุ่มผู้นำทางธุรกิจ จะต้องมีการเจรจาตกลงวงในส่วนตัว ในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่ง แบบแผนเช่นนี้ดำเนินไปในหลายประเทศที่ด้อยพัฒนา และมองเห็นได้ยากกว่า
ด้วยกรอบทางการเมืองที่เป็นอยู่ ทำให้นักการเมืองอเมริกันต้องพึ่งพาภาคธุรกิจเป็นอันดับแรก และพึ่งพาผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเป็นอันดับ 2 (ขณะที่หลายประเทศในโลก การรณรงค์หาเสียงได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐทั้งหมด) ซึ่งเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ผิดเพี้ยน นั่นหมายความว่า นักธุรกิจการเงิน และผู้นำองค์กรสถาบันต่างๆ ที่มีศักยภาพสูงในการสนับสนุนทางการเงิน ทรัพยากร และเครือข่ายประชาชนแก่นักการเมือง จะมีบทบาทสำคัญพิเศษในการชี้นำ การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองรูปแบบต่างๆ
นั่นคือวิถีที่เป็นจริง และมองเห็นได้อย่างชัดเจนในยุคปัจจุบัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2008 ทุกคนต้องแสวงหาเงินทุนในการรณรงค์หาเสียง มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง หมายความว่า การแข่งขันเพื่อเข้าสู่ตำแหน่ง ผู้บริหารสูงสุดของประเทศ ผู้แข่งขันจะต้องกระโดดข้ามรั้วเงินตราความสูง 100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ถ้าเขาไม่ร่ำรวย อยู่เอง หรือมีพันธมิตรที่เกื้อหนุนทั้งใน ภาครัฐและเอกชน
ในการเลือกตั้งปี 2004 ผู้บริจาคเงินรณรงค์หาเสียงให้กับประธานาธิบดีบุช สูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ Morgan Stanley, Merrill Lynch, Pricewaterhouse Coopers, UBSA mericas, Goldman Sachs, MBNA Corporation, Credit Suisse Group, Lehman Brothers, Citigroup และ Bear Stearns แต่ละรายบริจาคเงินสูงเกินกว่า 300,000 ดอลลาร์
แล้วผู้บริจาคเหล่านี้ได้รับประโยชน์ อันใดเป็นการตอบแทน
คำตอบที่ไม่มีใครกล้าบอกประชาชนก็คือ ธุรกิจเหล่านี้ไม่ต้องคำนึงถึงจุดยืนทางเมืองหรือฝักฝ่าย แต่จะสามารถเข้าถึงรู้จักคุ้นเคย กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในส่วนของ ภาครัฐสาขาต่างๆ สามารถแทรกตัวเข้าไปดำรงตำแหน่งในรัฐสภา และคณะที่ปรึกษาของประธานาธิบดีได้โดยไม่ต้องออกแรงลงหาเสียงเลือกตั้ง แสวงหาใครก็ได้ที่มีทรรศนะตรงกันเข้ามาส่งเสริมเกื้อหนุน ผลประโยชน์ร่วมกัน
ในที่สุดกลุ่มคนเหล่านี้จะสามารถมีบทบาท ส่งเสียงกู่ร้องเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้องและตนเอง ส่วนผลประโยชน์ของประชาชนมาที่หลัง หรือเอาไว้เป็นข้ออ้างยามพรรคพวกตนเองเพลี่ยงพล้ำ ยังไม่นับประเทศกำลังพัฒนาที่มีการกล่าวอ้างถึงสถาบันต่างๆ ของชาติเพื่อผลประโยชน์ เชิงธุรกิจล้วนๆ
ดังนั้น เจ้าหน้าที่ของสหรัฐจึงพยายามจัดแจงกฎระเบียบ โครงสร้างทางอัตราภาษีศุลกากร เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมบางประเภท โดยผ่านกลไกขององค์การการค้าโลก ข้อตกลงสองฝ่าย หรือช่องทางอื่นๆ พยายามประนีประนอมความขัดแย้งที่อาจจะกระทบกระเทือน ต่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง โบอิ้ง โมโตโรล่า และซิตี้แบงก์
เควิน ฟิลลิปส์ ชี้ว่า เงินตราได้กัดเซาะอุดมคติทางการเมืองของคนอเมริกันลงไปเรื่อยๆ โดยอ้างถึงคำกล่าวของ บิลล์ แบรดลีย์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2000 เขากล่าวว่า “เหตุผลหนึ่งที่เงินเป็นปัจจัยสำคัญ ยิ่งทางการเมือง เป็นเพราะความล้มเหลวในการทำความเข้าใจ ความแตกต่าง และช่องว่างระหว่างระบอบประชาธิปไตย กับระบบทุนนิยม ไม่สามารถแยกแยะอุดมการณ์ทั้งสองไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกันได้”
ผลกระทบที่สำคัญที่สุดของความคลุมเครือระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับระบบทุนนิยมก็คือ การกล่าวอ้างถึงความเชื่อมโยงระหว่าง “ตลาดเสรี” กับ “ประชาธิปไตย” ซึ่งสหรัฐพยายามชี้นำให้เป็นวิถีของโลก ทั้งนี้แนวคิดทั้งสองมักถูกนำมากล่าวถึงว่าเป็นสิ่งเดียวกัน
ขณะที่โลกทุกวันนี้มีตลาดเศรษฐกิจหลายแห่งที่มีเสรีภาพมากกว่าระบอบการปกครองแบบเบ็ดเสร็จ อาทิ จีน รัสเซีย ประเทศส่วนใหญ่ในตะวันออกกลาง บรรดาธุรกิจในประเทศเหล่านี้มีความเจริญมั่งคั่งโดยไม่ใส่ใจต่อวิถีทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์ ประชาธิปไตย หรือระบอบกษัตริย์ ความก้าวหน้าของระบบตลาดเสรีส่งผลดีต่อประชาชน และ เกื้อหนุนต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคม ขณะเดียวกันก็สร้างความท้าทายใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปสู่ ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง
แต่ปัญหาอันสำคัญยิ่งก็คือ หากปราศจากการพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสียต่อ ความท้าทายใหม่ๆ เหล่านี้อย่างจริงจัง ด้วยจิตใจเป็นกลาและยุติธรรมโดยปราศจาก ผลประโยชน์แอบแฝงนานารูปแบบ กลุ่มบุคคลที่เข้ามาครอบงำ บงการ และเบียดเบียนแสวงหาผลประโยชน์ของชาติเข้าสู่ตนเอง ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มั่งคั่ง ทรงอำนาจอิทธิพลกลุ่มเดิมๆ ยาวนานหลายชั่วอายุคน โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ได้แต่มอง ฟัง เชื่อ จดจำแล้วปฏิบัติตามท่ามกลางโลกที่มีพัฒนาการด้านสติปัญญา องค์ความรู้พอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆ
หน้า 41

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *