อนุมูลอิสระในองค์กร

อนุมูลอิสระในองค์กร
คอลัมน์ มุมมองจากประสบการณ์ โดย บุญคลี ปลั่งศิริ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3757 (2957)
ปี 2548 ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าจะเป็นปีที่ผมมีเวลามากกว่าปีอื่นๆ ที่ผ่านมา พยายามนึกอยู่ว่าทำไมจึงรู้สึกเช่นนั้น ถ้าพูดอย่างไม่เข้าข้างตัวเอง คงเป็นเพราะผมรู้สึกว่าตัวเองอายุมากขึ้น หมดภูมิ และเริ่มคิดไม่ออก หรืออาจจะเป็นเพราะอยู่ในธุรกิจโทรคมนาคมนานเกินไป มีคนรุ่นใหม่เข้ามามากขึ้น หรือตลาดโทรคมนาคม กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลง ที่มีอยู่เริ่มอิ่มตัว และกำลังจะเข้าสู่ยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ส่วนธุรกิจใหม่ที่ทำอยู่ก็เริ่มลงตัวมากขึ้น จึงทำให้รู้สึกว่ามีเวลามากขึ้น
มีคำถามว่าแล้วผมใช้เวลาทางธุรกิจที่ว่างมากขึ้นนี้ทำอะไร คำตอบก็คือ ต้องหันมาให้ความสนใจในเรื่องคนยิ่งขึ้น เหมือนกับการหันกลับมาดูองค์กรใหม่ มาดูเรื่องบุคลากรว่าจะจัดทัพใหม่กันอย่างไร ยุทธศาสตร์เดิมที่เคยใช้อยู่ก็เริ่มจะถึงทางตัน ผมจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ในเรื่องนี้ หันมาให้ความสนใจในรายละเอียดเรื่องคน
เช่นเดียวกับยุทธศาสตร์ทางการตลาด เมื่อตลาดมีขนาดเล็กลง ยุทธศาสตร์ที่จะรุกรบต่อไปที่จะขยายฐาน จะไม่ทำให้เกิดผลมากนัก ก็ต้องกลับมาหายุทธศาสตร์การลดต้นทุน หรือเพิ่มผลผลิตเพื่อใช้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง และปรับปรุงประสิทธิภาพขององค์กร เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมที่จะรุกต่อไป
องค์กรเป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยพนักงาน หรือคนที่อยู่ร่วมกันเพื่อทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์กรนั้นๆ คนจึงเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดขององค์กร เปรียบเสมือนเซลล์ในร่างกายมนุษย์ ซึ่งต้องมีเซลล์หลายประเภทประกอบ และยึดเหนี่ยวอยู่ด้วยกัน เพื่อทำหน้าที่ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย
องค์กรจึงต้องการเซลล์ที่มีคุณภาพ มีภูมิต้านทานที่แข็งแรง พร้อมจะรับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เมื่อองค์กรเติบโตขึ้น ปริมาณเซลล์ก็จะมีมากขึ้น องค์กรต้องสามารถปรับเปลี่ยนตัวอยู่เสมอให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เซลล์ต่างๆ จะต้องเคลื่อนไหวและทำงานสอดประสานไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อมีพนักงานใหม่เข้ามา จะถูกหล่อหลอม และถ่ายทอดพันธุกรรม (DNA) ต่อๆ กันไป
ที่สำคัญเซลล์เหล่านี้จะต้องมี “สารอนุมูลอิสระ” ในระดับพอดี ไม่สร้างสารอนุมูลอิสระออกมามากเกินไป จนทำให้เซลล์สูญเสียความสมดุล และมีผลกระทบต่อความเจริญเติบโต หรืออีกนัยหนึ่งหากมีสารอนุมูลอิสระมากเกินไป ก็ต้องสร้างสารต่อต้านอนุมูลอิสระมาหักล้างเพื่อรักษาระดับความพอดี
ปัญหาในการบริหารคนมีอยู่ 2 ส่วนใหญ่ๆ เปรียบเหมือนสารอนุมูลอิสระที่เซลล์สร้างขึ้นมามากเกินไป ต้องแก้ไขและป้องกันหรือกำจัดออกไป เป็นสิ่งที่ต้องปรับปรุงแก้ไขอยู่ตลอดเวลาไม่มีวันสิ้นสุด
ส่วนแรกจะเป็นปัญหาด้านการพัฒนาความรู้ความสามารถให้กับบุคลากร ซึ่งเป็นความรู้ และศักยภาพในส่วนของงาน เพื่อเพิ่มระดับความรู้และความสามารถของพนักงานแต่ละคนให้สอดคล้องกับระดับตำแหน่งหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่ ส่วนนี้เรียกว่า hard skill ซึ่งต้องพัฒนาอยู่อย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับสภาพของงานที่เปลี่ยนไปตามสภาพธุรกิจ
ส่วนที่สองเป็นเรื่องที่มักจะจับต้องไม่ได้ แต่เป็นความรู้สึก ทัศนคติ ที่จะทำให้บุคลากรอยู่ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มี teamwork ที่ดี มีคุณธรรม จรรยาบรรณ ซึ่งเป็นส่วนที่เรียกว่า soft skill
ในทางวิชาการด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เราเรียกเรื่องเหล่านี้ว่า การพัฒนาบุคลากร ซึ่งทุกองค์กรมักจะทำกันอยู่เสมอ แต่ที่เห็นส่วนใหญ่มักจะเน้นกันในส่วนแรก มีสอนกันหลากหลายในตำราทั้งไทยและฝรั่ง มิใช่สิ่งใหม่ แต่ส่วนที่สองที่จะทำให้บุคลากรเหล่านี้ทำงานอยู่ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีการเมืองในองค์กร ไม่มีความขัดแย้งกัน เป็นเรื่องที่ยากกว่า และมักจะไม่ค่อยพบเห็นกันในตำราสักเท่าไหร่ เพราะเรื่องนี้จะต้องพัฒนากันเป็นกลุ่มเป็นทีมตลอดทั้งองค์กร ต้องการความเชื่อใจ ความเคารพ ความซื่อตรง และพฤติกรรมในรูปแบบเดียวกัน ในทางโลกเรียกสิ่งนี้ว่า ความสามัคคี ที่สำคัญที่สุดต้องมีผู้นำที่ได้รับการยอมรับและเป็นแบบอย่างที่ดี
ผมเคยพูดในหลายโอกาสว่า สิ่งที่ผู้บริหารหนักใจที่สุดก็คือเวลาลูกน้องทะเลาะกัน เมื่อลูกน้องทะเลาะกัน ผู้บริหารจะเกิดความกังวลว่าความขัดแย้ง จะทำให้มีผลกระทบต่องาน โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เป็นเรื่องส่วนตัว มิใช่แต่เรื่องงาน และในที่สุดก็จะต้องเข้าไปตัดสินเพื่อยุติความขัดแย้ง เมื่อตัดสินก็ต้องมีคนผิดคนถูก คนผิดย่อมไม่พอใจ เรามักจะเชื่อว่าเมื่อตัดสินเรื่องน่าจะยุติ แต่จริงๆ แล้วไม่ยุติทันที เพียงแต่ต้องใช้เวลารักษาความรู้สึกให้จางหายไป เพราะคนเราเมื่อขัดแย้ง เซลล์จะสร้างสารอนุมูลอิสระออกมามาก จึงต้องใช้เวลารักษาเซลล์เหล่านั้นให้หาย จนกลับสู่สภาพเดิม
อนุมูลอิสระอีกตัวหนึ่งที่เป็นอันตรายกับองค์กรมากก็คือ ความเฉื่อยชา ทำไปวันหนึ่งๆ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับองค์กรขนาดใหญ่ และมีอายุยาวนาน เหมือนคนอายุมาก และมีน้ำหนักตัวมาก คนจะทำงานไปวันหนึ่งๆ แบบไม่มีจิตวิญญาณ เซลล์จะต้องสร้างสารมาต่อต้านอนุมูลอิสระตัวนี้ เพื่อสร้าง “จิตวิญญาณ” ให้กับบุคลากรในองค์กร
จิตวิญญาณในการทำงานหมายถึง ความตั้งใจ จิตสำนึก ความรับผิดชอบ การใช้ปัญญา และความกระตือรือร้นในงานที่ทำ เรื่องจิตวิญญาณ เป็นเรื่องสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้งานมีคุณภาพ เพราะหากทุกคนทำงานให้หมดไปวันหนึ่งๆ โดยไม่มีจิตวิญญาณ งานที่ออกมาก็จะเซ็งๆ ไม่มีชีวิตชีวา ทุกอย่างจะกลายเป็น routine โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุงเลย
คนที่ทำงาน routine ไปนานๆ จะไม่ได้รับการพัฒนา โลกทัศน์จะแคบ ขาดความคิดสร้างสรรค์ ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง และกลายเป็นหุ่นยนต์ไปในที่สุด อย่างที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า เช้าชามเย็นชาม
การสร้างบุคลากรในองค์กรจึงเป็นสิ่งท้าทายนักบริหาร โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่มีอายุยาวนาน ปัญหาจึงเป็นปัญหาที่แปรผันไปตามขนาดและอายุขององค์กร องค์กรที่มีขนาดใหญ่มาก และมีอายุยาวนาน ก็จะมีปัญหาและความยากในการบริหารมากขึ้นเป็นเงาตามตัว หน่วยงานราชการหรือองค์กรของรัฐ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องนี้ เพราะหน่วยงานเหล่านี้มักจะเป็นหน่วยงานขนาดใหญ่ มีประวัติความเป็นมายาวนาน มีสารอนุมูลอิสระสะสมอยู่จำนวนมาก จึงมีปัญหาและต้องใช้เวลามากในการแก้ไข
การพัฒนาบุคลากรในองค์กรขนาดใหญ่จึงเป็นเรื่องยาก นอกจากจะต้องพัฒนาด้านจิตวิญญาณแล้ว จะต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ขององค์กร ซึ่งเรียกว่า strategic HR องค์กรจะต้องรู้ว่า การที่จะทำให้ยุทธศาสตร์ขององค์กร เกิดผลทางด้านปฏิบัติ จะต้องการบุคลากรแบบใด ตำแหน่งใดในองค์กรเป็นตำแหน่งที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้สูงสุด หรือเป็นตำแหน่งที่มีผลต่อความสำเร็จ (key success) ของยุทธศาสตร์ขององค์กร การคัดเลือกบุคลากร การพัฒนา จนถึงการกำหนดค่าตอบแทนของบุคลากรกลุ่มนี้ จะต้องให้ความสำคัญในระดับต้น มิใช่ว่าทำเหมือนๆ กันไปหมด โดยไม่มียุทธศาสตร์อะไรเลย
ปีนี้ผมถือโอกาสยกเรื่องการพัฒนาคน เปรียบเทียบกับเซลล์และการสร้างสารอนุมูลอิสระมาเล่าให้ฟัง เพราะคนเป็นปัญหาหลักขององค์กร และเป็นปัญหาในระดับประเทศ ที่เริ่มจากระบบการศึกษาที่มีกรอบวัฒนธรรม และสังคมไทยครอบอยู่ เมื่อจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเข้าสู่ระบบการทำงานในองค์กรต่างๆ และใช้ชีวิตอยู่ในองค์กรหลาย 10 ปีก่อนจะเกษียณอายุ องค์กรเหล่านี้จึงเปรียบเสมือน “มหาวิทยาลัย” อีกแห่งหนึ่ง แต่เป็น “มหาวิทยาลัยชีวิต” ที่มีเรื่องให้ต้องเรียนรู้อีกมากมายไม่มีวันจบสิ้น ผู้ที่เลือกมหาวิทยาลัยชีวิตได้ถูกต้อง และมีพัฒนาการในตัวเอง ก็จะประสบความสำเร็จได้รับ “ปริญญาชีวิต” ในแต่ละสาขาตามเส้นทางของตน เราจึงเห็นผู้ที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชีวิตเหล่านี้ ประสบความสำเร็จต่างๆ กันออกไป ใช้เวลาช้าบ้างเร็วบ้าง ขึ้นอยู่กับปัจเจกบุคคล
ในปี 2548 เป็นปีที่ประเทศเราได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันมากที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่นักธุรกิจส่วนใหญ่คาดการณ์ไม่ถึง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ เริ่มต้นจากความรู้สึก (sentiment) ที่ทำให้เกิดความไม่แน่ใจในสภาพเศรษฐกิจโดยรวม การขาดดุลการค้า จนถึงต้นทุนสินค้าที่สูงมากขึ้น เป้าหมายทางธุรกิจที่เคยตั้งเป้ากันไว้ จึงได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง
ไม่มีใครคิดมาก่อนว่าราคาน้ำมันจะขึ้นจาก 25 เหรียญต่อบาร์เรล จนถึง 60 เหรียญต่อบาร์เรล น้ำมันขึ้นกว่า 100% ผลที่เกิดขึ้นก็คือเงินเฟ้อ เพราะข้าวของแพงขึ้น ในที่สุดก็ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยเพื่อส่งเสริมการออม ลดการใช้จ่าย เพื่อปรับภาวะเงินเฟ้อกับอัตราดอกเบี้ยให้สมดุลกัน ปลายปีช่วงไตรมาส 4 ดูน่าจะแจ่มใสขึ้น ราคาน้ำมันหยุดนิ่ง รวมกับความเคยชินเรื่องราคาน้ำมัน คนใช้น้ำมันเริ่มจะลืมว่าเคยเติมน้ำมันลิตรละ 12 บาท เพราะวันนี้ราคาน้ำมันขึ้นไปลิตรละ 25 บาทแล้ว ผมเคยพูดว่าเรื่องราคาน้ำมันเป็นปัญหาระยะสั้น เพราะในที่สุดทุกคนก็จะหาวิธีปรับต้นทุนของตน เราฃี้อน้ำมันแพงเราก็ต้องขายของแพง อยู่ที่ว่าใช้ยุทธศาสตร์อะไรในการปรับราคา ถ้าใช้ถูกต้องอาจจะดีกว่าเดิมก็ได้ อย่ามัวแต่บ่นน้ำมันแพงอย่างเดียวแต่ไม่คิดจะหาวิธีแก้ไข แต่ใช้เป็นเหตุในการแก้ตัว จะไม่ทำอะไรดีขึ้นเลย
ภาพโดยรวมปี 2548 สู้ปี 2547 ไม่ได้ แต่ทุกคนก็เชื่อว่าปี 2549 จะดีกว่า 2548 หากราคาน้ำมันไม่แผลงฤทธิ์อีก และการเมืองมีเสถียรภาพ
ช่วงปลายปี 2547 ราคาทองคำก็ขึ้นพรวดพราดจาก 6,000 บาท จนขณะนี้ราคาทองคำในตลาดบ้านเราขึ้นไป 10,000 บาทแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นพลังและอำนาจของกองทุนเก็งกำไร (hedge fund) ที่ย้ายจากน้ำมันมาเป็นทองคำ และมีการทำนายกันว่าจากทองคำก็จะย้ายเข้าสู่ตลาด commodity ต่อไป แต่โชคดีราคาทองคำ มิได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม แต่ถ้าครั้งหน้าพวกกองทุนหันไปสนใจ commodity จริง และเป็นพืชผลเกษตร ราคาพืชผลเกษตรจะดีขึ้น ก็จะทำให้ชาวไร่ชาวนาของเราได้มีโอกาสล้างแค้นบ้าง
อย่างที่ผมพูดไว้ตอนต้นนะครับ ยามที่ธุรกิจไม่ดี ยอดขายไม่เติบโต สิ่งที่ควรทำก็คือ หันไปให้ความสนใจ กับบุคลากรในองค์กรให้มากขึ้น เพื่อลดต้นทุน ใช้เวลากับทรัพยากรมนุษย์อย่างแท้จริง เร่งกำจัดสารอนุมูลอิสระ เพื่อทำให้องค์กรดูแจ่มใส เป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้น จะเป็นวิธีสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรอีกทางหนึ่ง จะได้ใช้เวลาที่ผ่านไปอย่างคุ้มค่า ถือเป็นการลงทุนอีกทางหนึ่งที่เรียกว่าเป็น human capital

Tags:

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *