อนาคตการค้าระหว่างประเทศ ชูยุทธศาสตร์พัฒนาโลจิสติกส์

อนาคตการค้าระหว่างประเทศ ชูยุทธศาสตร์พัฒนาโลจิสติกส์

 

ภายใต้ภาวะการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงในปัจจุบัน โดยเฉพาะการค้าระหว่างประเทศ ที่มีการขยายกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และจัดทำเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) มากขึ้น การพัฒนาระบบการขนส่งสินค้า หรือระบบโลจิสติกส์ จึงถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าทางน้ำ เพราะกว่า 90% ของสินค้าส่งออกต้องใช้เส้นทางน้ำเป็นหลัก จึงต้องใช้เรือขนส่งสินค้าจำนวนมาก เพราะแต่ละปีมีปริมาณสินค้านำเข้า  และส่งออกไม่ต่ำกว่า 200 ล้านตัน

อุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือจึงถือเป็นอุตสาหกรรมเสริมที่มีความสำคัญกับการค้าไม่แพ้อุตสาหกรรมอื่น

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมอู่ต่อเรือและซ่อมเรือของไทยยังไม่ค่อยพัฒนาเท่าที่ควร เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งสำคัญในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้ใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ที่สำคัญต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐบาลพอสมควร โดยเฉพาะการให้การส่งเสริมการลงทุน สิทธิในการยกเว้นภาษีนำเข้าอุปกรณ์ และการสนับสนุนทางด้านแหล่งเงินทุน

แต่ที่ผ่านมาภาครัฐของไทยยังไม่ค่อยให้ความสำคัญในการส่งเสริมเท่าที่ควร ส่งผลให้ไทยกองเรือขนส่งสินค้าของไทย เสียเปรียบกองเรือต่างประเทศในหลายด้าน โดยเฉพาะทางด้านต้นทุน ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาและอุปสรรคด้านภาษีอากร โดยผู้ประกอบการเรือไทยได้รับยกเว้นภาษีเฉพาะรายได้จากการเดินเรือ ในขณะที่ผู้ประกอบการเรือในต่างประเทศ เช่นสิงคโปร์ได้รับยกเว้นภาษีจากรายได้ทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องแหล่งเงินทุน เพราะธุรกิจการเดินเรือเป็นธุรกิจที่มีการลงทุนสูง เจ้าของเรือไทยจึงมีปัญหาด้านแหล่งเงินทุน และต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเจ้าของเรือต่างชาติ โดยปัจจุบันถ้ากู้เงินในประเทศจะต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราไลบอร์บวก 2% ในขณะที่กู้สิงคโปร์อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดจะอยู่ที่ประมาณไซบอร์บวก 0.6% เท่านั้น ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องมีต้นทุนทางการเงินในการลงทุนสูงกว่าต่างประเทศ

นอกจากนี้ยังมีความปัญหาอุปสรรคอีกหลายด้าน ทั้งด้านกฎระเบียบ ที่กฎหมายและกฎระเบียบปฏิบัติ ของราชการที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการเรือไทย อยู่ในการกำกับและควบคุมของหลายกระทรวง หลายกรม ต้องใช้เอกสารจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาต่อการประกอบธุรกิจ เช่น การจดทะเบียนเรือไทย การขอนำเรือเข้าและการออกจากท่า เป็นต้น ปัญหาด้านบุคลากรที่มีไม่เพียงพอ เพราะมีสถาบันการศึกษาที่ผลิตนายประจำเรือเพียง 2 แห่ง ไม่เพียงพอต่อความต้องการในการขยายธุรกิจ

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทางกระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จึงได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น สำนักงานส่งเสริมการขนส่งทางน้ำและการพาณิชยนาวี สมาคมเจ้าของเรือไทยและสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย เพื่อหาแนวทางในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือของไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

โดยได้ข้อสรุปว่า ในระยะสั้นได้จัดทำแผนการสนับสนุนเสนอต่อรัฐบาล ทั้งในเรื่องการยกเว้นภาษีอุปกรณ์ การให้การส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และการสนับสนุนแหล่งเงินทุนหมุนเวียน

สำหรับมาตรการระยะยาว จะเน้นการขนส่งสินค้าทางน้ำให้มากขึ้น ด้วยการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอู่ต่อเรือ พัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบ และอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้อุตสาหกรรมต่อเรือ และซ่อมเรือของไทย สามารถรองรับตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ที่มีความต้องการใช้เรือในเชิงพาณิชย์ เป็นจำนวนมากในปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ภาคเอกชนมีความตื่นตัวในการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น

นอกจากนี้ จะมีการเร่งพัฒนาเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยในส่วนของการพัฒนาการขนส่งทางน้ำนั้น ทางกรมการขนส่งทางน้ำจะมีการพัฒนาท่าเรือเพื่อให้สามารถขนส่งสินค้าได้คราวละมากๆ ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นรายภาค ประกอบด้วย

ภาคเหนือ

จะต้องมีการพัฒนาท่าเรือเชียงแสน เพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดเชียงรายที่จะมีการรวมรวมสินค้า เพื่อส่งออกไปสินค้าไปจีน และนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน โดยท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 1 นั้นได้ดำเนินการแล้วเสร็จแล้วเมื่อปี 2546 ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นผู้บริหารท่าเรือ ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 ให้สามารถรองรับเรือขนถ่ายสินค้าได้พร้อมกัน 11 ลำ ซึ่งได้ศึกษา สำรวจและออกแบบแล้วเมื่อเดือนตุลาคม 2548 ที่ผ่านมา และได้รับงบประมาณจำนวน 50 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าชดเชยที่ดินแล้ว

ภาคกลาง

จะมีการก่อสร้างสถานีขนส่งสินค้าทางลำน้ำเพื่อการประหยัดพลังงาน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบการขนส่งสินค้าทางน้ำภายในประเทศ เป็นการบรรเทาปัญหาจราจรทางบกในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล และประหยัดพลังงาน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงพลังงานในการสำรวจ และออกแบบก่อสร้างแล้ว กำหนดแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2549 นี้

ภาคตะวันออก

จะมีการก่อสร้างท่าเทียบเรืออเนกประสงค์คลองใหญ่ จ.ตราด และท่าเทียบเรือเวฬุ จังหวัดจันทบุรี และ จ.ตราด เพื่อเป็นประตูการค้าทางชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาออกแบบ กำหนดแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2549 นี้

ภาคใต้

มีโครงการพัฒนาท่าเรือในพื้นที่ภาคใต้ให้เป็น Land Bridge เชื่อมทะเลอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน 4 เส้นทาง ได้แก่ 1.การพัฒนาภาคใต้ตอนบนระหว่างชุมพรกับระนอง โดยการพัฒนาท่าเรือในจังหวัดชุมพร เพื่อการขนส่งเชื่อมโยงโดยเรือเฟอร์รี่ระหว่างภาคใต้ตอนบนและภาคตะวันออกเชื่อมไปภาคตะวันตก ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมคัดเลือกพื้นที่มาดำเนินการ ได้รับงบประมาณในปี 2549 แล้ว 15 ล้านบาท ส่วนการพัฒนาท่าเรืออเนกประสงค์จังหวัดระนองนั้น เพื่อเป็นท่าเรือหลักภาคใต้ตอนบนด้านชายฝั่งทะเลอันดามัน รวมทั้งการพัฒนาพื้นที่หลังท่า เป็นศูนย์แปรรูปอุตสาหกรรมส่งออกและบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้ยังจะมีการขยายท่าเรือจากที่รองรับเรือได้ไม่เกิน 500 ตันกรอส เป็น 12,000 เดทเวทตัน

2.การพัฒนาภาคใต้ตอนกลางระหว่างสุราษฎร์ธานีกับกระบี่ และการก่อสร้างท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ดอนสักสุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่งสินค้าและผู้โดยสานทางน้ำจากชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกไปยังชายฝั่งทะเลอ่าวไทย นอกจากนี้ยังจะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางและกระจายสินค้าขนาดกลางเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่การผลิตและส่งออก และพัฒนาท่าเรือดอนสักระยะที่ 2 เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารโดยเรือ Ro-RO และเรือเฟอร์รี่

3.การพัฒนาภาคใต้ตอนล่างระหว่างสงขลากับสตูล โดยจะพัฒนาท่าเรือน้ำลึกปากบารา จ.สตูล และพัฒนาท่าเรือน้ำลึกบริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนล่าง พร้อมเส้นทางรถไฟเชื่อมโยงเพื่อเป็นประตูการค้าทางทะเลอันดามัน เชื่อมโยงศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางทะเลไปยังเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและทวีปยุโรป ซึ่งจะพัฒนาให้สามารถรองรับเรือขนาดประมาณ 50,000-70,000 เดทเวทตันได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ

และ 4.การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกบริเวณอ่าวไทยตอนล่างหรือท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 นั้นเพื่อรองรับการค้าระหว่างประเทศ ที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถของท่าเรือน้ำลึกบริเวณชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง ซึ่งรัฐบาลได้ปรับการลงทุนให้เป็นโครงการเมกะโปรเจ็คต์ และเปิดโอกาสให้ต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ในสาขาต่างๆ เข้ามาดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการเพื่อพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีของประเทศ เพราะเห็นว่าแนวโน้มการใช้เรือลำเลียงในแม่น้ำและชายฝั่งของไทยมีมากขึ้น ซึ่งหากพัฒนา และสามารถจูงใจให้ผู้ประกอบการ หันมาใช้บริการใรประเทศมากขึ้น ในอนาคตจะสามารถนำเข้าเม็ดเงินจากต่างประเทศได้ถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี เพิ่มมูลค่าการซ่อมเรือทั้งในและต่างประเทศไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี และก่อให้เกิดการจ้างงานได้ถึง 20,000 คน ที่สำคัญช่วยเชื่อมโยงภาคการค้าและธุรกิจ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการค้าได้กับผู้ประกอบไทยได้มากขึ้น

ที่มา มติชนรายวัน วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10261

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *