องค์กรอยู่ดีมีสุข

องค์กรอยู่ดีมีสุข
คอลัมน์ การบริหารงาน และการจัดการองค์กร โดย ดร.มิชิตา จำปาเทศ รอดสุทธิ Michita@ThaiBoss.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3945 (3145)
ในปัจจุบันนี้คนไทยตื่นตัวในเรื่อง การสร้างองค์กรให้อยู่ดีมีสุข (happy organization) กันมากขึ้น น่าชื่นใจ สุขใจ ทั้งในองค์กรและสังคมรอบข้าง ตลาด หลักทรัพย์มีสถาบันธุรกิจเพื่อสังคมเกิดขึ้น องค์กรน้อยใหญ่ เริ่มดำเนินธุรกิจอย่างคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมทั้งภายในองค์กรและภายนอกองค์กร มากขึ้น บทความนี้ผู้เขียนขอคุยเรื่ององค์กรอยู่ดี มีสุข โดยใช้โมเดลการทำดี 10 ประการ หรือกุศลกรรมบท 10 เป็นแบบในการอภิปราย
จะขอทบทวนกุศลกรรมบท 10 ที่พวกเราส่วนใหญ่เคยเรียนกันมาแล้วอีกครั้งนะคะ เรียบเรียงจากหนังสือ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
กุศลธรรมบท 10 หรือทางแห่งกุศลกรรม, ทางทำความดี, กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่ ความสุข ความเจริญ
ก.การกระทำทางกาย 3
1.ละการฆ่า การเบียดเบียน มีเมตตากรุณาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
2.ละการลักทรัพย์ เคารพกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้อื่น
3.ละการประพฤติผิดในกาม ไม่ล่วงละเมิดประเพณีทางเพศ
ข.การกระทำทางวาจา 4
4.ละการพูดเท็จ ไม่ยอมกล่าวเท็จเพราะเหตุตนเอง ผู้อื่น หรือเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ใดๆ
5.ละการพูดคำส่อเสียด ช่วยสมานคนที่ แตกร้าวกัน ส่งเสริมคนที่สมัครสมานกัน ชอบกล่าวถ้อยคำที่สร้างสามัคคี
6.ละคำหยาบ พูดแต่คำสุภาพ อ่อนหวาน
7.ละการพูดเพ้อเจ้อ พูดแต่คำจริง มีเหตุผล มีสารประโยชน์ ถูกกาลเทศะ
ค.การกระทำทางใจ 3
8.ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น
9.ไม่มีจิตคิดร้าย คิดปรารถนาแต่ว่าขอให้ สัตว์ทั้งหลายไม่มีเวร ไม่เบียดเบียน ไม่มีทุกข์ ครองตนอยู่เป็นสุขเถิด
10.มีความเห็นชอบ เช่นว่า ทานมีผล ผลวิบากของกรรมดีกรรมชั่วมี เป็นต้น
ก่อนกล่าวถึงโมเดลนี้ผู้เขียนจะขอทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่า องค์กรเกิดจากการที่มี คนต่างๆ มารวมกัน ถ้าไม่มีคนก็ไม่เรียกองค์กร คงจะเรียกตึก เครื่องจักร ฯลฯ ดังนั้นองค์กรอยู่ดีมีสุขจึงหมายถึงการที่คนในองค์กรนั้นๆ อยู่ดีมีสุขด้วย ที่นี้องค์กรธุรกิจแต่ละองค์กรจะสามารถ เป็นองค์กรอยู่ดีมีสุขได้ในรูปแบบที่สอดคล้องกับโมเดลนี้ได้อย่างไร เราลองมาดูกันค่ะ
เรื่องที่อาจจะ “โดน” คนในองค์กรส่วนใหญ่ ได้ก่อนเลยคงเป็นเรื่องวาจา ซึ่งสอดคล้องกับปัญหาท็อปฮิตติดอันดับเวลาผู้เขียนไปเป็นที่ปรึกษาองค์กรหรือไปบรรยายที่ใด “การสื่อสาร” ดูตามข้อ ข. เราอาจพบว่าถ้าคนในองค์กรของเรา ทุกคนขอเพียงปฏิบัติได้ตามการกระทำทางวาจา 4 ประการนี้มากขึ้นอีกคนละครึ่ง ปัญหามากมาย ในองค์กรคงจะลดไปได้ไม่น้อยทีเดียว
ยกตัวอย่างเช่นลูกน้องที่ทำงานไปโกหกไป โกหกกับลูกค้าแล้วหันมาบอกทุกคนว่า “ฉันจำเป็นต้องโกหกกับลูกค้านะ ไม่โกหกกับพวกเราหรอก เชื่อฉันสิ” ใครจะไปเชื่อเธอได้ โกหกอยู่เป็นประจำอย่างนั้น : ทำไปนานๆ เข้าพูดจริงพูดเท็จตัวเอง ยังแยกไม่ออกเลย อาจเป็นเพราะการโกหกเป็นการฝึกพฤติกรรมและจิตใจให้แปลงไปมาเสีย จนเคยชินก็เป็นได้ ลูกน้องแบบนี้ก็ยากที่เราจะไว้ใจหรือวางใจในเรื่องต่างๆ ได้จริง เพราะไม่ทราบว่าที่เธอพูดอธิบายงานต่างๆ นานานั้นเป็นเพียงเรื่องแต่งขึ้นมาหรือเรื่องจริง
เพื่อนร่วมงานที่ชอบนินทาว่าร้ายคนอื่น ชอบกระแนะกระแหนส่อเสียด ทำให้คนอื่นไม่สบายใจ พวกนี้ยิ่งมีมากในองค์กรก็ยิ่งสร้างความร้าวฉาน ความขัดแย้งแตกแยกในองค์กรได้ดีนัก คนเขาอยู่กันเฉยๆ ก็ไปหาประเด็นยุยงให้เขาไม่ชอบกัน เขม่นกันก็ได้ หรือบางคนที่พูดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ไม่มีอะไรจะพูดก็ยังขุดคุ้ย ลากมาคุยจนได้ เสียเวลามีค่าในการทำสิ่งอื่น ต้องมานั่งฟังคนเหล่านี้พล่ามไปอย่างนั้นเอง ถ้าไม่สบายใจแล้วให้เราช่วยฟังก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เธอก็พล่ามได้ อย่างนี้ทุกครั้ง บางทีฟังมากๆ ก็พลอยจิตใจหมองไปด้วยความวุ่นวายในหัวกับเรื่องเพ้อเจ้อของเธอ
หัวหน้างานบางคนชอบดุว่าลูกน้องด้วย ความกระโชกโฮกฮาก อาจใช้คำหยาบคายดุดัน แล้วอ้างว่าต้องใช้วิธีนี้ มิเช่นนั้นไม่ได้ผล หรือไม่ก็อ้างว่าเป็นคนปากตรงกับใจ แต่เขาเหล่านั้นลืมไปว่าใจที่แสดงออกมาทางปากนั้น ได้ทำร้ายผู้อื่นอย่างไร มิได้ระวังหรือคัดกรองเฉพาะข้อมูลที่ ควรแจ้ง แต่ระบายอารมณ์ของตนให้แก่ผู้อื่นไปด้วย เป็นผลให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่อยากทำงานให้ งานก็พลอยไม่สัมฤทธิผลไปด้วย
การกระทำทางใจนี่ก็ละเอียดอ่อนทีเดียว แค่มีคนบางคนที่คอยเพ่งเล็งอยากได้ตำแหน่ง คนนั้น อยากได้อะไรๆ อย่างคนนี้ ก็พาทำให้เกิดความอิจฉาริษยารุนแรงขึ้นได้ ในที่ประชุมก็ไม่ยอมรับความคิดเห็นของคนที่ตนอิจฉาแม้ว่าจะดีอย่างไรก็ตาม บางคนมีใจคิดร้ายกับผู้อื่น แช่งคนอื่นในใจก็มี หรือสร้างการกระทำทางกายที่ไม่ดีขึ้นมาก็ได้ อย่างที่เห็นในข่าว ถึงขนาดทำร้ายร่างกายหรือถึงชีวิตกัน หรืออย่างน้อยกระทำไม่ดีทางวาจาก็มาได้เป็นชุด ยิ่งถ้าใครไม่สนใจว่าการกระทำของตน มีผลอะไรต่อใครที่เราเรียกว่ากรรมนั้น ยิ่งอาจทำให้ทำอะไรรุนแรงโดยไม่ยั้งคิดก็เป็นได้
ในทางกลับกัน เรื่องที่หลายองค์กรพยายามสร้างกันมาก เช่น ความซื่อสัตย์ซื่อตรง (integrity) กลับทำได้ง่ายๆ ถ้าคนแต่ละคนพยายามคิดดี ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น การลักทรัพย์หรือยักยอกของผู้อื่นหรือองค์กรก็จะไม่เกิดขึ้น รวมทั้งการกระทำผิดทางกายและวาจาอื่นๆ ก็จะจางคลายลง ธรรมาภิบาล (good governance) ก็จะทำได้อย่างไม่ฝืนใจ การรับผิดชอบต่อสังคม (corporate social responsibility) ก็เกิดขึ้นได้จากภายใน เพราะเกิดจากความสุขของคนในองค์กรที่มีให้ระหว่างกัน จนถึงภายนอกองค์กรด้วยความเมตตา และเข้าใจสัจธรรมอย่างแท้จริง
เวลาคุยเรื่องแบบนี้อาจมีบางคนที่ทำบางข้อ ไม่ได้ อึดอัดและขัดกับพฤติกรรมเดิม จนทำให้หาเหตุผลมาลบล้างให้ตัวเองสบายใจว่า เรื่องนี้ ไม่จริงสำหรับสมัยนี้หรอก ถ้าท่านผู้อ่านพบอาการนี้กับตัวเอง ลองดูความรู้สึกนึกคิดนั้นดีๆ นะคะ ใจเย็นๆ ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ไม่เป็นไร ขอเพียงค่อยๆ เพิ่มปริมาณการกระทำดีเหล่านี้ให้มากขึ้น เท่าที่ทำได้ก็พอค่ะ ผู้เขียนขอเป็นเพื่อนร่วมทาง กับท่านทั้งหลาย ในการสร้างการกระทำดีให้ มากขึ้นเพื่อองค์กรที่อยู่ดีมีสุขร่วมกันค่ะ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *