หากเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการค้าขายทางอินเตอร์เน็ทตอนนี้ใช้กฎหมายใดบังคับดี?

หากเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการค้าขายทางอินเตอร์เน็ทตอนนี้ใช้กฎหมายใดบังคับดี?

ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนเรามากยิ่งขึ้น แม้แต่ตามบ้านเรือนที่อยู่อาศัยก็เริ่มมีคอมพิวเตอร์ประจำบ้านกันแล้ว และคงจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับที่ทุกบ้านมีเครื่องรับโทรศัพท์ทีเดียว คอมพิวเตอร์นั้นนอกจากจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและสะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้นแล้ว ปัจจุบันนี้ คนเรายังสามารถติดต่อค้าขายกันบนคอมพิวเตอร์ได้ด้วยโดยผ่านระบบเครือข่ายทางอินเตอร์เน็ท

เมื่อมีธุรกิจประเภทใหม่ ๆ เกิดขึ้น ก็เป็นที่แน่นอนว่าเราจะต้องมีกฎหมายใหม่ ๆ เข้าไป ควบคุมเพื่อให้การทำธุรกิจนั้นเป็นไปอย่าง สุจริต ยุติธรรม และราบรื่น เพื่อความสันติสุขและความสงบเรียบร้อยของสังคม ในขณะนี้ได้มีการพิจารณายกร่างกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งหมด 6 ฉบับด้วยกัน อันได้แก่
1. กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
2. กฎหมายเกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
3. กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
4. กฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
5. กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
6. กฎหมายลำดับรองของรัฐธรรมนูญ มาตรา 78

กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และกฎหมายเกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ได้มีการยกร่างเสร็จแล้ว โดยกฎหมายทั้งสองฉบับได้ถูกรวมอยู่ในร่างพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ซึ่งมีชื่อว่า “ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ……..” ซึ่งในปัจจุบันนี้ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวเหลือเพียงได้รับการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นก็สามารถจะคลอดออกมาช่วยเหลือประชาชนได้แล้ว แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าการพิจารณาอนุมัติร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่อาจแล้วเสร็จได้ก่อนครบวาระการเลือกตั้งใหม่ ดังนั้นร่างพระรชบัญญัติดังกล่าวก็คงต้องเข้าคิวรอจนกว่าสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่จะหยิบยกขึ้นมาพิจารณากันต่อไป

เมื่อร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่มีผลใช้บังคับในปัจจุบันนี้ เราจึงยังไม่มีกฎหมายทางด้าน E-Commerce ออกมาใช้กันโดยเฉพาะ เช่นนี้ เมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เราจะทำอย่างไร

ข้อพิจารณาดังต่อไปนี้ อาจจะช่วยท่านได้

1. ความสามารถของบุคคลในการทำธุรกรรม
กฎหมายที่นำมาปรับใช้ได้อันเกี่ยวกับการพิจารณาความสามารถของบุคคล ได้แก่ กฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในหมวดว่าด้วยเรื่องความสามารถของบุคคล (ตามมาตรา 19 ถึงมาตรา 36) เช่น หากผู้เยาว์ซึ่งมีอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ต้องการทำการขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ท ก็ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมเสียก่อน เป็นต้น
นอกจากนี้ หากคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลต่างสัญชาติกัน กฎหมายที่จะนำมาพิจารณาบังคับใช้ ได้แก่พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 ในมาตรา 10 ซึ่งกล่าวไว้ว่า “ ความสามารถและความไร้สามารถของบุคคลย่อมเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบุคคลนั้น แต่ถ้าคนต่างด้าวทำนิติกรรมในประเทศสยาม ซึ่งตามกฎหมายสัญชาติ คนต่างด้าวนั้นย่อมจะไร้ความสามารถหรือมีความสามารถอันจำกัดสำหรับนิติกรรมนั้น ให้ถือว่าบุคคลนั้นมีความสามารถทำนิติกรรมนั้นได้เพียงเท่าที่จะมีความสามารถตามกฎหมายสยาม ความในวรรคนี้ไม่ใช้แก่นิติกรรมตามกฎหมายครอบครัวและกฎหมายมรดก ในกรณีที่เป็นนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ความสามารถของบุคคลที่จะทำนิติกรรมเช่นว่านั้นย่อมเป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ “

2. การแสดงเจตนา
การกระทำนิติกรรมใด ๆ ต้องกระทำด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่ถูกข่มขู่ หรือกระทำไปโดยถูกกลฉ้อฉล มิเช่นนั้นผลของการทำนิติกรรมนั้นอาจตกเป็นโมฆะหรือโมฆียะได้ กฎหมายที่นำมาพิจารณาใช้บังคับนั้นก็ได้แก่ กฎหมายตามประมวลแพ่งและพาณิชย์ ในหมวดว่าด้วยเรื่องการแสดงเจตนาตามมาตรา 154 ถึง มาตรา 171 และผลของการกระทำนิติกรรมที่ตกเป็นโมฆะหรือโมฆียะนั้นปรากฏตามมาตรา 172 ถึง มาตรา 181 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ความมีผลของการแสดงเจตนาของการกระทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
 ตามกฎหมายต่างประเทศนั้น จะใช้หลักที่เรียกว่า Mail Box คือผลของนิติกรรมนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อได้มีการนำจดหมายไปหย่อนลงในตู้ไปรษณีย์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์แล้วก็คือ การที่ผู้ตอบรับ กดปุ่ม Click เพื่อตอบข้อความไปยังผู้ส่งข้อความ เช่น Mr.A. ได้ส่งข้อเสนอราคาการขายสินค้าไปยัง Mr.B เมื่อ Mr.B ได้ Click ปุ่ม Send เพื่อตอบตกลงราคาซื้อขายสินค้าไปยัง Mr.A แล้ว ถือว่าสัญญาซื้อขายระหว่าง Mr.A และ Mr.B ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อ Mr.B ได้กดปุ่ม Send เพื่อส่งข้อความไปยัง Mr.A แล้ว โดยไม่ต้องคำนึงว่า Mr.A จะได้รับ ข้อความเมื่อไร ตามหลักคำเสนอ-สนองถูกต้องตรงกัน
 ตามกฎหมายไทยนั้น เราจะมีหลักการที่แตกต่างไปจากกฎหมายต่างประเทศ เนื่องจากกฎหมายไทยนั้นจะยึดหลักที่ว่า จดหมายต้องเดินทางไปถึงตู้ไปรษณีย์ของอีกฝ่ายหนึ่ง จึงจะถือว่าอีกฝ่ายหนึ่งได้รับข้อความแล้ว และหากต้องการอ้างหลักฐานว่าได้มีการส่งจดหมายถึงอีกฝ่ายหนึ่งแล้วนั้น ก็อาจดูได้จากใบลงทะเบียนตอบรับแสดงลายมือชื่อของผู้รับหรือตัวแทนของผู้รับปรากฏอยู่ ตัวอย่างเช่น การที่นายสมชายส่งจดหมายทวงถามให้แก่นางสมศรี วันที่แสดงว่านางสมศรีได้รับ จดหมายแล้วนั้น ก็คือวันที่ปรากฏในใบลงทะเบียนตอบรับซึ่งนางสมศรีหรือตัวแทนของนางสมศรีได้ลงลายมือชื่อรับไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งก็หมายถึงวันที่จดหมายได้เดินทางไปถึงตู้ไปรษณีย์ของนางสมศรี โดยมีผู้ลงลายมือชื่อรับจดหมายนั้นไว้ในใบลงทะเบียนตอบรับนั่นเอง

เมื่อนำหลักการดังกล่าวมาปรับใช้กับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
กฎหมายจะถือว่าผู้รับได้รับข้อความแล้วเมื่อ
1. หากมีการตกลงที่อยู่ไปรษณีย์อิเล็คทรอนิกส์ (e-mail address) กันไว้ ให้ถือว่าผู้รับได้รับข้อความเมื่อข้อความนั้นได้เดินทางเข้ามาสู่ที่อยู่ไปรษณีย์อิเล็คทรอนิกส์ของผู้รับซึ่งได้ตกลงกันไว้แล้ว
2. หากมีการตกลงที่อยู่ไปรษณีย์อิเล็คทรอนิกส์ (e-mail address) กันไว้ แต่ผู้ส่งกลับส่งข้อความให้แก่ผู้รับไปยังที่อยู่ไปรษณีย์อิเล็คทรอนิกส์อื่นของผู้รับ เช่นนี้จะถือว่าผู้รับได้รับข้อความเมื่อผู้รับได้เปิดค้นดูข้อความนั้นในที่อยู่ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์อื่นที่ผู้ส่งได้ส่งข้อความไปให้นั้น
หลักการนี้ ได้มีปรากฏอยู่ในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิกส์ในมาตรา 22 ด้วย
หากคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเป็นบุคคลต่างสัญชาติกัน เราต้องนำพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาใช้บังคับ ดังปรากฏในมาตรา 13 ซึ่งกำหนดไว้ว่า กฎหมายที่จะใช้บังคับในเรื่องของการแสดงเจตนาของคู่สัญญาและผลของสัญญานั้น ให้เป็นไปตามเจตนาโดยชัดแจ้งที่คู่สัญญาที่ได้ตกลงกันไว้ หากไม่ปรากฏเจตนาโดยชัดแจ้งให้ดูตามเจตนาโดยปริยาย และหากไม่ปรากฏทั้งเจตนาโดยชัดแจ้งและเจตนาโดยปริยาย ให้ดูสัญชาติของคู่สัญญาเป็นสำคัญ ถ้าคู่สัญญาเป็นบุคคลสัญชาติเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายของบุคคลสัญชาตินั้น แต่หากคู่สัญญาเป็นบุคคลต่างสัญชาติกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่ทำสัญญานั้นเป็นสำคัญ

3. วัตถุประสงค์ของนิติกรรม
นิติกรรมที่ทำขึ้นนั้นต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน มิเช่นนั้นนิติกรรมดังกล่าว จะตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ดังนั้น การกระทำธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิกส์ใดที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ธุรกรรมนั้นก็ต้องตกเป็นโมฆะอันมีผลให้ไม่สามารถบังคับใช้ได้เลย เช่น การเล่นการพนันทางอินเตอร์เน็ท, การทำธุรกรรมเกี่ยวกับภาพลามกอนาจารต่าง ๆ

4. แบบของนิติกรรม
นิติกรรมใดที่กฎหมายกำหนดแบบไว้ ต้องทำตามแบบ มิเช่นนั้นนิติกรรมดังกล่าวจะตกเป็นโมฆะหรือโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิย์ นิติกรรมที่ทำบนอินเตอร์เน็ทนั้นก็เช่นเดียวกัน หากมิได้ทำถูกต้องตามแบบของกฎหมายแล้ว นิติกรรมนั้นก็จะตกเป็นโมฆะ หรือโมฆียะเช่นกัน เช่นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป หากมิได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด และจดทะเบียนถูกต้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นิติกรรมนั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ (ตามมาตรา 456 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) ดังนั้น การทำธุรกรรมทางอินเตอร์เน็ทยังคงเป็นปัญหาอยู่มากในเรื่องของการทำให้ถูกต้องตามแบบของนิติกรรม เนื่องจากการติดต่อค้าขายทางอินเตอร์เน็ทนั้น เราไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ รวมทั้งการจดทะเบียนต่อ เจ้าพนักงานก็เป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่คู่สัญญาเป็นบุคคลต่างสัญชาติกัน ในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิกส์นี้ จึงได้มีการระบุกฎหมายให้รองรับในส่วนที่เป็นลายมือชื่อ ซึ่งให้ถือว่าการลงลายมือชื่ออิเล็คทรอนิกส์มีผลเสมือนกับการลงลายมือชื่อทั่วไป ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาในส่วนนี้ได้
แต่อย่างไรก็ดี การทำธุรกรรมทางอินเตอร์เน็ทที่มีการให้กรอกข้อความต่าง ๆ ในใบสั่งซื้อ รวมทั้งให้ระบุหมายเลขของบัตรเครดิตเพื่อใช้ในการชำระเงินค่าซื้อสินค้านั้น กฎหมายถือว่าการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตนี้เป็นการชำระหนี้บางส่วน ซึ่งเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 456 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว อันทำให้ธุรกรรมการซื้อขายสินค้าบนอินเตอร์เน็ทดังกล่าวมีผลสมบูรณ์และสามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ เช่น นายประมวลได้สั่งซื้อหนังสือราคา 1,000 บาท จากร้านหนังสือผ่านทางอินเตอร์เน็ท ซึ่งนายประมวลได้กรอกแบบฟอร์มการสั่งซื้อซึ่งปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของนายประมวล รวมทั้งได้กรอกหมายเลขบัตรเครดิตเพื่อชำระเงินค่าซื้อหนังสือดังกล่าว หากต่อมาร้านหนังสือผิดสัญญาไม่ส่งหนังสือให้แก่นายประมวลภายในกำหนด นายประมวลสามารถฟ้องร้องร้านหนังสือดังกล่าวได้ เนื่องจากนายประมวลได้ชำระเงินค่าหนังสือดังกล่าวแล้ว
หากคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเป็นบุคคลต่างสัญชาติกัน เราต้องนำมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายพ.ศ. 2481 มาใช้บังคับ ซึ่งได้กล่าวในเรื่องแบบของสัญญาไว้ว่า ให้ใช้กฎหมายของประเทศซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้ทำสัญญามาใช้บังคับ

5. พยานหลักฐาน
ในส่วนของพยานหลักฐานนั้น กฎหมายปัจจุบันยังไม่มีการยอมรับพยานหลักฐานซึ่งเป็นอิเล็คทรอนิกส์ ดังนั้น ในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิกส์จึงได้กำหนดในเรื่องเกี่ยวกับการยอมรับพยานหลักฐานซึ่งเป็นข้อความทางอิเล็คทรอนิกส์ไว้ด้วย โดยให้มีสถานะทางกฎหมายและเสมอด้วยหนังสือหรือหลักฐานเป็นหนังสือ อย่างไรก็ตาม ในข้อกำหนดของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในข้อ 33 ถึง 36 ได้มีการกำหนดให้ยอมรับฟังข้อมูลคอมพิวเตอร์ได้
ปัจจุบันได้เริ่มมีการร่างแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานที่เป็นข้อมูลอิเล็คทรอนิกส์แล้ว เพื่อให้สามารถยอมรับฟังพยานหลักฐานอิเล็คทรอนิกส์ได้ รวมถึงวิธีการนำพยานหลักฐานอิเล็คทรอนิกส์เข้าสู่กระบวนการศาลด้วย อันจะเป็นการช่วยลดปัญหานี้ลงได้ในอนาคต
เมื่อเรายังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิกส์มาใช้บังคับอย่างเป็นทางการในปัจจุบัน เราก็ต้องนำกฎหมายเดิมต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วมาปรับใช้บังคับในเรื่องต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ดี คงจะพอมองเห็นได้ว่ากฎหมายเดิมที่เรามีใช้อยู่นั้น ก็ยังไม่สามารถครอบคลุมในบางส่วนได้ เช่นในส่วนที่เกี่ยวกับแบบของการทำนิติกรรมและพยานหลักฐานอันได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ในจุดนี้เราคงต้องรอให้ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิกส์มีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการ ซึ่งก็คงจะช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้คลี่คลายลงได้ ดังนั้น จึงขอเตือนทุกท่านที่เริ่มทำการติดต่อค้าขายทาง อินเตอร์เน็ทในปัจจุบันนี้ ให้คอยระมัดระวังและปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วย มิเช่นนั้น ท่านอาจหมดสิทธิในการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายในอนาคตได้

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *