สุขภาพ : หัวใจคุณทำด้วยอะไร…….. (ตอนที่ 2)

สุขภาพ : หัวใจคุณทำด้วยอะไร…….. (ตอนที่ 2)

คุณพิชิต (นามสมมุติ) อายุ 69 ปี ถูกหามมาที่ห้องฉุกเฉิน โดยมีอาการอัมพาตซีกขวา พูดไม่ได้ ไม่สามารถฟังเข้าใจคำพูด (global aphasia) ซึ่งบ่งบอกถึงความผิดปกติของเส้นเลือดใหญ่คู่
หน้าทางด้านซ้ายของสมอง และยืนยันด้วยภาพคอมพิวเตอร์สมอง (CT scan) คุณพิชิตเคยมีอาการอัมพฤกษ์มาก่อนเมื่อประมาณ 2 ปีกว่าที่แล้ว และได้รับการรักษาทั้งอัมพฤกษ์ รวมทั้งควบคุมปัจจัยที่
ทำให้เส้นเลือดตีบ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง และเบาหวาน อาการดีขึ้นเรื่อยๆจนสามารถช่วยตัวเองได้ เดินได้ไม่ต้องใช้เครื่องช่วย และระดับความดัน ไขมัน และเบาหวาน กลับเป็นปกติ (ระดับ
น้ำตาลอยู่ที่ไม่เกิน 120 และค่าน้ำตาลสะสมฮีโมโกลบิน A1c อยู่ประมาณ 6 ) คุณพิชิต เป็นคนดีอยู่ประมาณ 6 เดือน ก็ได้รับคำแนะนำว่ายาสมัยใหม่เป็นสารเคมี ถ้ากินไปจะเป็นพิษต่อร่างกาย ไตวายแน่นอน ให้หันมาใช้อาหารธรรมชาติ โดยให้กินอาหารเสริมต้านอนุมูลอิสระ วิตามินหลากหลายชนิดสารสกัดจากใบไม้ ต้นไม้ เปลือก ลำต้น จมูกข้าว และเปปไทด์สกัดจากเต้าหู้เพื่อเสริมสมอง รวมทั้งหมดประมาณ 18 ชนิด

นอกจากนั้น ยังเข้าโปรแกรมล้างพิษเข้าค่ายเดือนละ 1 ครั้ง ครั้งละหลายวันและในแต่ละครั้งมีการให้อาหารเสริมและฉีดยาไม่ทราบชนิด แต่บอกสรรพคุณว่าช่วยบำรุงสมอง และช่วยเบาหวานและยังไปหาสถาบันมายาศาสตร์ผสมผสานชีวโมเลกุล เจาะเลือดและให้ยาฉีดมาหลายขนาน ประมาณ 3-4 เดือนก่อนที่จะเกิดอัมพาตครั้งใหม่นี้ คุณพิชิตไปเจาะเลือดดูน้ำตาลปรากฏว่าเหลือประมาณ 130 โดยไม่ได้ยาแผนปัจจุบัน โดยที่ในสมัยก่อนที่จะได้รับการรักษาด้วยยาเบาหวานจะอยู่ในช่วง 250-320 การที่ระดับน้ำตาลกลับลงมาเกือบปกตินี้เอง คุณพิชิตไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าเป็นสัญญาณอันตรายของเบาหวานที่ลงไตแล้ว โดยคิดว่าสารอาหารธรรมชาติอัดเม็ดใส่แคปซูลโปรแกรมล้างพิษทำให้ดีขึ้น หลังจากรับตัวเข้าโรงพยาบาลครั้งล่าสุด พบว่านอกจากเส้นเลือดตันในสมอง ยังมีไตวายค่อนข้างมาก ความดันสูง หัวใจโต ครั้งนี้คนไข้อยู่โรงพยาบาลทั้งหมด 3 อาทิตย์ และต้องเตรียมตัวในการล้างไตด้วยการฟอกเลือดต่อ ทั้งนี้อาการอัมพาต แขน-ขา ไม่ดีขึ้น และยังคงพูดไม่ได้ ฟังไม่รู้ เปรียบเสมือนเป็นใบ้และหูหนวก

คุณพิชิต เป็นหนึ่งในตัวอย่างหลาย 10 ราย เฉพาะที่หมอคนเดียวเจอเองในช่วงเวลาไม่กี่ปีนี้และเป็นผลพวงจากการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรืออาหารเสริม โดยเชื่อคำโฆษณาซึ่งเป็นเท็จ และทำให้พลาดโอกาสที่จะควบคุมโรคไม่ให้ลุกลามจนต้องเกือบเสียชีวิต และต้องพิการตลอดชีวิตต้นตอของผลิตภัณฑ์ธุรกิจนี้ เริ่มบูม โดยเฉพาะตั้งแต่ปี ค.ศ.1994 หลังจากที่มีการล็อบบี้ โดยวุฒิสมาชิกให้สภาคองเกรสสหรัฐออกกฎหมายรับรองผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Dietary supplementhealth and education ACT 1994 (DSHEA) public law 103-417 โดยอ้างว่าเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในการที่จะดูแลตนเอง โดยมีทางเลือกจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีรากฐานจากธรรมชาติผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านี้รวมถึงวิตามิน เกลือแร่ สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์จากพืช กรดอมิโนโปรตีนเป็นต้น

ข้อแตกต่างของผลิตภัณฑ์ธุรกิจเหล่านี้จากยาจริงๆก็คือ บริษัทไม่ต้องแจ้งหรือมีหลักฐานชัดเจนต่อ คณะกรรมการอาหารและยา (อย. หรือ FDA) ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวปลอดภัยหรือไม่ และไม่ต้องมีหลักฐานพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพจริงหรือเปล่า เพียงแต่ควบคุมกระบวนการผลิตให้ถูกต้องเท่านั้น (good manufacturing practice-GMP) และในฉลากจะสามารถกล่าวอ้างเคลมได้ ถึงส่วนประกอบทางอาหาร หรือ ข้อความที่ผลิตภัณฑ์อาจมีผลต่อระบบใดของร่างกาย หรือ สรรพคุณที่อาจมีผลในการลดความเสี่ยงในการเกิดโรค หรือ ที่มีต่อภาวะทางสุขภาพเท่านั้น แต่ไม่สามารถกล่าวว่ามีผลในการรักษาวิจัย บรรเทา หรือทำให้โรคหนึ่งโรคใดหาย หรือป้องกันการเกิดโรคอย่างเด็ดขาดและถ้ามีการกระทำดังกล่าว จะถือว่าเป็นการผิดกฎหมาย หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดแล้ว อย.จึงมีหน้าที่ตรวจสอบว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวปลอดภัยจริงหรือไม่ โดยต้องมีผู้บริโภคร้องเรียนหรือแพทย์รายงานต่อ อย. ถ้าพบว่าไม่ปลอดภัย หรือมีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ก็จะถูกถอดถอนจากตลาดเพราะฉะนั้น การที่มีตรา อย.ประทับ ไม่ว่าจะเป็นของไทย สหรัฐฯ อังกฤษ ออสเตรเลีย หรือประทศอื่นๆ ก็ไม่ได้หมายความว่า “ดีและปลอดภัยจริง”

หลังจากที่มีการผ่านกฎหมาย DSHEA 1994 ปรากฏมีการโหมกระหน่ำขายผลิตภัณฑ์อย่างถล่มทลายทั่วโลก โดยมีกลยุทธ์ทางการตลาดหลากหลาย ซึ่งจะได้กล่าวในตอนต่อไป และก่อให้เกิดอาการปวดเศียรเวียนเกล้าของ อย.อย่างน้อยก็ในสหรัฐฯ จนในที่สุด สถาบันสุขภาพสหรัฐฯ (Nationalinstitute of health – NIH) ได้จัดตั้งสำนักผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Office of dietary supplements -ODS) ในปี ค.ศ.1995 ซึ่งขึ้นตรงต่อสำนักป้องกันโรค (Office of disease prevention – ODP) และสำนักผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพสหรัฐฯ บทบาทของสำนัก ODS ก็คือ ค้นคว้าสืบเสาะหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ ว่ามีผลต่อสุขภาพหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้โดยส่งเสริมให้มีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Science) ที่แท้จริง ในการพิสูจน์ความถูกต้อง ไม่ใช่ วิทยา-มายาศาสตร์ (Pseudoscience) ดังที่ใช้กล่าวอ้างในการขายจนถล่มทลายได้กำไรเละเทะ

นอกจากนั้น ODS ยังให้ทุนในการวิจัยประสิทธิภาพ รวมทั้งมีการรวบรวมข้อมูลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์จัดเป็นหมวด และเป็นระบบ ทั้งการวิจัยที่ทำในสหรัฐฯ และในนานาประเทศ และข้อมูลหลักฐานดังกล่าว ODS จะใช้เพื่อเป็นการให้คำแนะนำต่อสถาบันสุขภาพ (NIH) และต่อศูนย์ควบคุมป้องกันโรค (Centers for disease control and prevention – CDC) และสำนักอาหารและยา (อย. หรือ FDA) ต่อไปในระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1994 มีการทำงานร่วมกันระหว่าง ODS (NIH), FDA และCDC และ Agency for healthcare research and quality (AHRG) ซึ่งเป็นอีกหน่วยงานของ NIH ในการสนับสนุนการวิจัยที่ถูกต้องที่จะบ่งบอกถึงคุณภาพ สรรพคุณของยา(จริงๆ)

วิธีการรักษาที่ได้ผลและอาหารเสริมชนิดใดที่มีประโยชน์จริงๆ จากการสอดส่องควบคุมตรวจตรงดังกล่าว ทำให้สามารถพบอันตรายจากการใช้อาหารเสริมหลายชนิด ซึ่งได้มีการถอดถอนจากตลาดทันที ในส่วนของการสนับสนุนการวิจัยนั้นครอบคลุมในสรรพคุณตั้งแต่ระดับหลอดทดลอง (In vitro testing) สัตว์ทดลอง(Animal testing) และการทดลองในมนุษย์ โดยเริ่มให้ทุนวิจัยตั้งแต่ปี คศ.1999 กระทั่งถึงปัจจุบัน มีโครงการทั้งหมด 7,509 รายการ (สืบค้นถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2008) ที่ได้รับทุนจาก NIH และหน่วยงานทางเกษตร (US department of agriculture) รายละเอียดของโครงการต่างๆที่ศึกษาวิจัยถึงอาหารเสริมสามารถสืบค้นที่ CARDS (Computer access to research on dietary supplements) database (http://ods.od.nih.gov/research/cards_database.aspx) และ IBIDS database (international bibliographic information on dietary supplements) โดยผ่านสำนักODS ข้อมูลเกี่ยวกับอาหารเสริมต่างๆสามารถสืบค้นที่ www.fda.gov (อย.), www.cdc.gov (ศูนย์ควบคุมป้องกันโรค www.quackwatch.com (เว็บป้องกันถูกหลอกลวง),http://dietary_supplements.info.nih.gov (สำนัก ODS)

จะเห็นได้ว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นธุรกิจที่แพร่หลายทำกำไรได้มหาศาล และสามารถหลอก โดยการบรรยายสรรพคุณได้กว้างขวาง โดยไม่ต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และหลักฐานประสิทธิภาพและความปลอดภัยในคน หรือใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่หลอกลวงไม่มีขั้นตอนตามกระบวนการวิจัย รวมทั้งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ที่บริษัทตั้งขึ้นมาเองนอกจากนี้ยังมีการโฆษณาเหนือจริงผ่านทางกลยุทธการตลาด(ตอนต่อไป) จริงอยู่ถึงแม้ว่าผลิตภัณฑ์ธุรกิจเหล่านี้บางตัวอาจมีประโยชน์ ก็ต้องผ่านการพิสูจน์ด้วยกระบวนการที่ถูกต้องรัดกุมเป็นขั้นเป็นตอนก่อน ดังกล่าวข้างต้นในประเทศไทย ถึงแม้ อย.จะไม่สามารถตรวจตรา ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ธุรกิจเหล่านี้ได้หมดและประเทศไทยก็ไม่สามารถหาเงินมาทำการวิจัยอาหารเสริมเหล่านี้ได้ ซึ่งต้องอาศัยเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ข้อมูลต่างๆจากสถาบันองค์การ ดังเช่นในสหรัฐฯ (ซึ่งถึงแม้ว่าวัวจะหายไป แต่เริ่มมาล้อมคอกทีหลัง) ก็จะเป็นหลักฐานอันดี ในการตอบโต้กับบริษัทที่เจ้าของมีหัวใจเหล็ก หรือหัวใจเน่าๆ เอาแต่ได้ ใช้เล่ห์เพทุบายในการโฆษณาเพื่อกำไร ไม่เห็นใจถึงคนป่วยจริงๆที่หลงเชื่อ ที่ต้องเสียเงิน หรือเสียชีวิต คงถึงเวลาครับที่หมอ นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ สถาบันโภชนาการ ที่ต้องลุกขึ้นมายืนหยัดต่อสู้กับผลิตภัณฑ์ วิทยา-มายาศาสตร์เหล่านี้ ถ้ามีท่านใด องค์กรใด ได้รับทุนสนับสนุนวิชาการ ทุนวิจัย ทุนส่วนตัว เพื่อเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ กรุณาคำนึงถึงหัวอกผู้บริโภคบ้างครับ หลายๆคนอาจเป็นคนใกล้ชิดที่ท่านรู้จัก “เศษเงิน” ที่บริษัทเหล่านี้โยนให้ คุ้มรึเปล่าครับ?

ที่มา: ศาสตราจารย์นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

Update: 28-07-52
อัพเดทเนื้อหาโดย: ณัฏฐ์ ตุ้มภู่

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *