หัวหน้ากับบรรยากาศ

หัวหน้ากับบรรยากาศ
ผลการวิจัยของหลากหลายสถาบัน เรื่องคนกับองค์กรบ่งชี้ไปในแนวทางเดียวกันว่าหัวหน้างานมีอิทธิพลสูงยิ่งต่อสุขภาพใจของคนในองค์กร ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของหน่วยงานอีกทอดหนึ่ง

ดังนั้นเมื่อมองย้อนศร องค์กรไหนต้องการมีสุขภาพแข็งแรง มีผลประกอบการเข้าเป้า มีความมั่งคั่ง ยั่งยืน ต้องส่งเสริมให้คนในองค์กรมีใจทุ่มให้หน่วยงาน

จะให้คนมีความกระตือรือร้น เปี่ยมด้วยพลัง พร้อมผลักดันองค์กรไปสู่จุดหมายที่ตั้งกันไว้…ต้องยกให้เป็นหน้าที่ของผู้นำและหัวหน้า

จากผลการวิจัยเรื่องผู้นำและองค์กรของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หน้าที่สำคัญของหัวหน้างาน คือการสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้พนักงานมีหัวใจฮึกเหิมพองฟู พร้อมลุกขึ้นมาสู้ให้องค์กร

ท่านผู้อ่านบางท่านคงแอบนิ่วหน้า พร้อมบอกว่าฉันไม่เห็นต้องพึ่งพาลมฟ้าอากาศในที่ทำงาน หัวหน้าจะเป็นอย่างไร บรรยากาศจะอึมครึมแค่ไหน ฉันไม่หวั่น ฉันรู้ว่าต้องการอะไร และบอกให้ตัวเองเร่งเครื่องได้ ไม่ต้องให้ใครกระตุ้น

ดิฉันขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ เพราะผลการวิจัยที่กล่าวถึงระบุว่ามีคนทำงานประมาณ 5% เท่านั้น ที่พร้อมที่จะยืนหยัด ยึดมั่น เป็นตัวของตัวเอง ไม่หวั่นไหวไปกับปัจจัยรอบตัว อีกนัยหนึ่งสามารถกระตุ้นหรือ Motivate ตนเองได้

คนส่วนใหญ่ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนที่อยู่เหนือกว่า ยังคอยเล็งว่าลมจะพัดไปทางใด ยังหวั่นไหวยามบรรยากาศในองค์กรตึงเครียด ไม่อยากเฉียดใกล้หัวหน้ายามท่านมีสีหน้า “หาเรื่อง”

ผลการวิจัยฟันธงว่า หัวหน้ามีอิทธิพลสูงถึง 70% ในเรื่องการทำให้บรรยากาศเอื้ออำนวยให้พนักงานรักและพร้อมจะทุ่มเทให้องค์กร….หรือไม่

ปัจจัยต่างๆ ที่หัวหน้าสามารถลุกขึ้นมาดำเนินการเพื่อสร้างบรรยากาศที่เบาสบาย คลายเครียด ไม่เบียดบังความสุข ที่หายากขึ้นทุกทีในที่ทำงานยุคปัจจุบัน เพราะต้องร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามที่มีอยู่รายรอบ

ปัจจัยเหล่านี้มีอาทิ ความชัดเจนในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมาย ความรับผิดชอบ ตลอดจนอำนาจที่ให้กับทีมงาน ไม่ปล่อยให้ลูกน้องทำงานอย่างกล้าๆ กลัวๆ ไม่มั่นใจว่าอะไรทำได้ หรือทำไม่ได้ ท้ายสุดก็ต้องวิ่งกลับไปที่หัวหน้าให้ช่วยตัดสินใจ ให้ช่วยสั่งการ

นานๆ เข้าลูกน้องบางกลุ่มก็จะติดใจในวิธีนี้ เพราะสบายดี ไม่ต้องตัดสินใจ ทำผิดได้ เพราะเมื่อพลาดก็มองปราดไปที่หัวหน้า และบอกว่าก็พี่สั่งให้ทำอย่างนี้ไง หากใครต้องรับผิดชอบ ตอบได้เลยว่า …พี่

ลูกน้องบางกลุ่มที่พร้อมจะช่วยตัดสินใจ เมื่อไม่ให้ความชัดเจนว่าทำได้แค่ไหน เมื่อตัดสินใจไปก็ถูกตำหนิว่าไม่หารือ หรือพอเข้าหาหัวหน้าเพื่อขอคำปรึกษา ก็หาว่าทำไมตัดสินใจไม่เป็น …บรรยากาศการทำงานที่ขาดความชัดเจนเช่นนี้ รังที่จะทำให้คนท้อ ใส่เกียร์ว่าง หรือใส่เกียร์ถอยหลังด้วยซ้ำ

นอกจากความชัดเจนแล้ว ความโปร่งใสเป็นธรรม ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่หัวหน้าต้องมุ่งสร้างในหน่วยงานของตน เพื่อเป็นหนทางให้องค์กรมีบรรยากาศโปร่งใส ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ทำดีต้องได้ดี

ดิฉันได้มีโอกาสเรียนรู้จากอาจารย์ที่ดิฉันนับถือท่านหนึ่ง ถึงมุมมองของเรื่องอคติของหัวหน้า ซึ่งประยุกต์จากศาสนาพุทธเรื่องอคติ 4 ประเภท คือ

อคติเพราะรัก ในกรณีที่หัวหน้าชื่นชมใคร รักใคร ทำอะไรก็ดูดี ไม่มีผลงานก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ ให้คะแนนดีเด่น เหมือนเล่นพวก

อคติเพราะเกลียด กรณีนี้ตรงข้ามกับปัจจัยแรก กับลูกน้องศรศิลป์ไม่กินกัน หมั่นไส้ ใจเอียงเอนไปแล้ว เขาจะทำได้ดีแค่ไหน ก็อาจไม่เห็น หรือแม้เห็นบ้าง ก็อ้างว่าเป็นข้อยกเว้น ปกติไม่เคยทำดีเช่นนี้ เดี๋ยวก็ดีแตก … เป็นงั้นไป

อคติเพราะกลัว หัวหน้าบางคนกลัวลูกน้องเก่งๆ เพราะกังวลว่าสยบเขายาก ซื้อใจเขาลำบากเพราะเขายึดมั่นว่าเก่ง (กว่า) หรือบางคนกลัวว่าเขาจะมาเป็นหอกข้างแคร่ คอยแหย่ คอยทิ่ม เผลอไม่ได้ เก้าอี้มีสิทธิถูกเลื่อย

ท้ายที่สุด อคติเพราะหลง ทั้งนี้มิใช่เรื่องหลงรัก หลงเกลียด แต่เป็นหลง เพราะไม่รู้ ขาดข้อมูล หรือข้อมูลเราผิด เราเลยคิดว่าเขาพลาด

หากหัวหน้าลดอคติกับลูกน้องลงได้ ยิ่งมากเท่าไร บรรยากาศในการทำงานย่อมดีขึ้นเท่านั้น

เมื่อบรรยากาศอำนวยช่วยให้คนทุ่มเท คนก็สุข องค์กรก็สุขสำเร็จตามไปด้วย

ดิฉันได้มีโอกาสสัมผัสงานของมุก (นามสมมติ) เมื่อครั้งทำหน้าที่วิทยากรและที่ปรึกษาโรงแรมชั้นนำแห่งหนึ่ง

มุกเป็นพนักงานแผนกแม่บ้าน หรือ House Keeping รับผิดชอบดูแลความสะอาด ห้องออกกำลังกาย และสปาของโรงแรม

โดยรวมแล้ว มุกมีผลงานอยู่ระดับกลางๆ วันๆ ก้มหน้ารักษาความสะอาด ไม่สู้สนใจใคร หน้าตาออกจะอมทุกข์ ไม่ยิ้มแย้มแก้มปริ ไม่มีลูกค้าคนไหนติแก แต่ก็ไม่มีใครชม

มุกทำงานกับหัวหน้าแม่บ้านที่มีกิตติศัพท์ว่าเฮี้ยบสุดๆ โดยเฉพาะกับลูกน้อง ยิ่งลูกน้องที่ติ๋มๆ ไม่มีปากไม่มีเสียงเช่นมุก มักถูกต่อว่าท่ามกลางประชาชน จนน้ำตาตกบ่อยครั้ง

นับวันมุกยิ่งมีผลงานเฉื่อยลง เหมือนปลงๆ ว่าทำไปก็เท่านั้น ฉันโดนประจานอยู่ดี แม้เคยลุกขึ้นมาทำได้ดีขึ้น หัวหน้าก็ไม่เห็น

แล้ววันหนึ่งมุกก็ลุกขึ้นมาลาออก บอกว่าจะไปทำงานร้านอาหารญี่ปุ่น …เอาละสิ หัวหน้าแกชักเดือดร้อน ว่ากันตามจริง เจ้าลูกน้องคนนี้ แม้ไม่ดีประเสริฐเลิศกว่าใคร แต่ก็ไม่สร้างปัญหา แถมเมื่อถูกต่อว่าก็เฉยๆ ไม่แก้ตัว ไม่เถียง เริ่มเสียดาย …แต่สายไปแล้ว

เมื่อไม่นานนี้ ดิฉันไปเข้าคิวรอขอโต๊ะร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีเครือข่ายทั่วกรุง เป็นร้านที่รุ่งเรือง ชาวบ้านติดอกติดใจ เมื่อคิวยาวเหยียดเริ่มขยับ เจ้าหน้าที่ต้อนรับที่คอยจัดคิวมือเป็นระวิง ไหว้ดิฉันอย่างสวยงามแล้วทักอย่างน่ารักว่า “อาจารย์ขา เดี๋ยวมุกจัดโต๊ะให้นะคะ รอแป๊บเดียว”

ดิฉันเพ่งมองลอดแว่น แล้วก็ทักอย่างยินดีว่า มุกนี่เอง หนูอยู่สาขานี้หรือ ในใจปลื้มแทนแกที่ได้ขยับจากการเป็นแม่บ้านเป็นพนักงานต้อนรับหน้าร้าน ซึ่งเป็นตำแหน่งหลักตำแหน่งหนึ่งของร้านอาหารนี้ เพราะคนที่ยืนตรงนี้ต้องมีความสามารถพิเศษในการดูแลลูกค้า ยิ้มแย้มแจ่มใสได้ ในเวลาที่ถูกคนหิวตาลายแผลงฤทธิ์ใส่ คนคนนี้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องรับคำต่อว่าพร้อมรอยยิ้ม ต้องขอโทษคนที่โกรธเพราะต้องรอนาน ต้องประสานกับอีกหลายทีมในร้านให้เนียนไม่สะดุด สารพัดทักษะที่ต้องใช้

ตอนหลังได้สัมภาษณ์แกสั้นๆ ได้ความว่าในเดือนแรกๆ มุกได้เป็นหัวหน้าทีมงานทำความสะอาด เมื่อผู้จัดการร้านเห็นว่าตั้งใจทุ่มเท จึงให้ลองเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหาร แล้วเลื่อนขั้นเป็นพนักงานต้อนรับ ถือเป็นพนักงานดีเด่นของร้านก็ว่าได้

ที่มา : พอใจ พุกกะคุปต์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *