หวั่นเอดส์ดื้อยา

หวั่นเอดส์ดื้อยา
• คุณภาพชีวิต
วอนตั้งศูนย์แรงงานเพื่อนบ้านป่วยเอดส์

แรงงานพม่าหวั่นเอดส์ระบาด วอนรัฐจัดศูนย์ให้ยาต้านไวรัส กรมจัดหางานคาดแรงงานต่างด้าวทะลักไทย 2-3 ล้านคน แต่ลงทะเบียนแค่ 5 แสน เครือข่ายเอ็นจีโอเสนอเปิดจดทะเบียนใหม่ เร่งป้องกันโรคระบาดสู่คนไทยและกำจัดแก๊งค้ามนุษย์

จากปัญหาแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง องค์กรพัฒนาเอกชนหวั่นเกรงว่า หากแรงงานกลุ่มนี้ไม่ได้รับการดูแล อาจกลายเป็นกลุ่มเผยแพร่เชื้อเอดส์ต่อไปโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ตัวแทนแรงงานพม่าอยากให้รัฐบาลใช้งบประมาณจากการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวมาจัดตั้งศูนย์ดูแลแรงงานพม่า ลาว กัมพูชาที่ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์

นายมินอ่อง ชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานเกือบ 30 ปี กล่าวในฐานะผู้ดูแลช่วยเหลือด้านสุขภาพกับแรงงานพม่า จ.สมุทรสาคร ยอมรับว่า ขณะนี้แรงงานพม่าในสมุทรสาครกว่า 2 แสนคน มีจำนวนหนึ่งติดเชื้อเอดส์ แต่ไม่รู้ตัว กระทั่งเกิดโรคฉวยโอกาสกลายเป็นผู้ป่วยเอดส์ขั้นสุดท้ายจึงรู้ว่าป่วย สาเหตุเนื่องจากแรงงานพม่าที่จดทะเบียนไม่กล้าไปตรวจสุขภาพ เพราะหากตรวจพบเป็นโรคร้าย จะถูกส่งกลับพม่าทันที ส่วนแรงงานผิดกฎหมายก็ไม่มีเงินไปตรวจสุขภาพ หรือตรวจหาเชื้อเอดส์ที่โรงพยาบาล ดังนั้น หากแรงงานพม่าผู้ใดที่รู้ตัวว่าติดเชื้อก็จะพยายามทำงานเก็บเงินจนหมดเรี่ยวแรง แล้วหาวิธีเดินทางกลับไปอยู่กับญาติที่บ้านเกิด ส่วนผู้ที่ไม่มีญาติมิตรก็จะหลบซ่อนตัวในเมืองไทยจนถึงวาระสุดท้าย

ส่วนตัวแล้ว นายมินอ่องอยากให้แรงงานพม่าทั่วประเทศไทยที่มีอยู่กว่าล้านคน มีโอกาสตรวจหาเชื้อเอดส์โดยสมัครใจ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ เพราะผู้ที่ได้ผลประโยชน์ไม่เฉพาะตัวผู้ใช้แรงงานเท่านั้น แต่คนไทยเองก็ได้รับประโยชน์ด้วย หากผู้ติดเชื้อเอดส์ได้รับการดูแลรักษาสุขภาพตั้งแต่เริ่มต้นก็จะรักษาตัวให้แข็งแรงทำงานต่อไปได้อีกนาน ส่วนผู้ป่วยเอดส์ก็จะได้วางแผนรักษาตัวเอง หรือเดินทางกลับประเทศตามความเหมาะสม

“รัฐบาลไทยควรนำเงินที่ได้จากการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวส่วนหนึ่ง มาตั้งเป็นศูนย์ดูแลรักษาแรงงานต่างด้าวที่ติดเชื้อเอดส์ เชื่อว่าหากมีศูนย์แบบนี้ขึ้นจะมีอาสาสมัครชาวพม่ามาช่วยทำงาน และบริจาคเงินจำนวนมาก วิธีการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้เชื้อเอดส์ไม่แพร่กระจายออกไป” นายมินอ่อง กล่าว

ข้อมูลจากงานประชุมระดับชาติ “แรงงานข้ามชาติ…การเปลี่ยนแปลงสู่อนาคต” จัดโดยมูลนิธิรักษ์ไทยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีเวทีประชุมหัวข้อ “การทำงานโครงการฟ้ามิตรที่เชื่อมโยงกับการเข้าถึงบริการรับยาต้านไวรัสสำหรับผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์แรงงานข้ามชาติ” ตัวแทนจากหลายหน่วยงานต่างเสนอปัญหาในการทำงานดูแลแรงงานข้ามชาติที่ติดเชื้อเอดส์ เนื่องจากนโยบายและการสนับสนุนจากภาครัฐยังไม่ชัดเจน

นางเสาวนีย์ อุ่ยตระกูล พยาบาลวิชาชีพ ตัวแทนจาก รพ.ระยอง หนึ่งในผู้ร่วมสัมมนาให้ข้อมูลว่า การดูแลแรงงานต่างด้าวผู้ป่วยเอดส์มักประสบปัญหาสำคัญ 4 ประการคือ 1.กินยาต้านไวรัสไม่ต่อเนื่อง 2.คนไข้ไม่มารักษาตามนัดหมาย 3.คนไข้มีการย้ายถิ่นฐานการทำงาน 4.ผู้ติดเชื้อเอดส์ไม่ให้ความร่วมมือในการป้องกันการแพร่เชื้อ

ข้อมูลจากคลินิกยาต้านไวรัส รพ.ระยอง รายงานว่าแรงงานข้ามชาติที่กินยาต้านไวรัสแล้วทั้งหมด 65 ราย เป็นพม่า 12 ราย กัมพูชา 16 ราย ลาว 3 ราย ที่เหลือเป็นชาวมอญ จีน เวียดนาม ฯลฯ โดยทั่วไปแรงงานกลุ่มนี้จะรู้ตัวว่าติดเชื้อเอดส์ ก็มักจะเป็นผู้ป่วยเอดส์ในวาระสุดท้ายแล้ว ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องกำหนดนโยบายชัดเจนในการดูแลคนกลุ่มนี้ เนื่องจากคนกลุ่มนี้หากไม่มีวินัยในการกินยา คือ ไม่กินตรงเวลา ไม่กินต่อเนื่องตลอดชีวิต ก็จะเกิดปัญหากลายเป็นผู้ป่วยดื้อยา และแพร่กระจายเชื้อไวรัสเอดส์ที่ดื้อยาต้านต่อไปได้

ด้าน น.ส.นาตยา เพชรัตน์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวว่า ขณะนี้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาทำงานในไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ขึ้นทะเบียนหรือไม่ได้ขึ้นทะเบียนก็ไม่สามารถเข้าถึงยาต้านไวรัสสำหรับผู้ป่วยเอดส์ได้ เนื่องจากยาต้านไวรัสไม่รวมอยู่ในสิทธิประกันสุขภาพของแรงงานต่างด้าว แม้จะจ่ายคนละ 1,300 บาทต่อปีก็ตาม ทำให้เอ็นจีโอในพื้นที่ต้องช่วยสนับสนุนดูแลผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ แต่ถึงแม้แรงงานต่างด้าวบางกลุ่มจะเข้าถึงยาต้านไวรัสแล้ว ผู้ทำงานก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาต่อไปอีก คือ 1.ปัญหาการดื้อยา เนื่องจากต้องกินต่อเนื่องตลอดชีวิต หากกองทุนโลกหรือเงินที่ได้มาช่วยเหลือคนกลุ่มนี้หมดลงก็จะไม่มียาต้านให้กินอีก 2.ปัญหาผู้ป่วยไม่มีวินัยในการกินยาต้านก็จะยิ่งทำให้ร่างกายเกิดการดื้อยาต้านไวรัส ทำให้รักษาได้ยากขึ้น ดังนั้น จึงอยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันกำหนดนโยบายในการดูแลรักษา และให้ยาต้านไวรัสกับผู้ป่วยเอดส์ที่เป็นแรงงานต่างด้าวที่ชัดเจนมากกว่านี้

กรมการจัดหางานรายงานข้อมูลเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 ว่ามีแรงงาน 3 สัญชาติจากพม่า กัมพูชา และลาว ตามมติคณะรัฐมนตรี ได้รับอนุญาตขึ้นทะเบียนเพียง 5.3 แสนคน ขณะที่ปี 2548 มี 1.3 ล้านคน คาดการณ์ได้ว่าอาจมีแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติอยู่ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 2-3 ล้านคน ขณะที่องค์กรภาคีปฏิบัติงานร่วมโครงการป้องกันเอดส์แรงงานข้ามชาติในประเทศไทย (โครงการฟ้ามิตร) ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการ 4 ข้อคือ 1.เปิดจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติรอบใหม่ 2.จัดตั้งคณะทำงานส่วนกลางและระดับจังหวัด แก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติที่ประกอบด้วยภาครัฐ เอกชน เอ็นจีโอ ฯลฯ 3.จัดสรรงบประมาณจากค่าจดทะเบียนมาบริการสุขภาพเพื่อลดภาระการระบาดของโรคไม่ให้มาสู่คนไทย 4.กำจัดกลุ่มลักลอบนำแรงงานเข้าอย่างผิดกฎหมาย

ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาครระบุว่า ตั้งแต่ปี 2533-2551 มีผู้ป่วยเอชไอวีหรือเอดส์ทั้งสิ้น 3,763 ราย โดยมีผู้ติดเชื้อเอดส์ที่เสียชีวิตแล้ว 879 ราย โดยตั้งแต่ปี 2547-2551 มีการสุ่มเจาะเลือดกลุ่มเสี่ยงตรวจ เพื่อสำรวจหาอัตราชุกของการติดเชื้อเอชไอวี โดยการเจาะเลือดตัวแทนกลุ่มเสี่ยงกลุ่มละ 200 ราย เช่น กลุ่มแรงงานต่างด้าว หญิงบริการทางเพศ แรงงานประมง ฯลฯ โดยผลการสำรวจปี 2550 พบผู้ติดเชื้อเอชไอวีเพียงร้อยละ 0.5 ขณะที่ปี 2551 ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงถึงร้อยละ 3.5 ส่วนตัวเลขกลุ่มหญิงบริการทางเพศนั้น พบผู้ติดเชื้อเอชไอวีในปี 2550 ร้อยละ 12 ส่วนปี 2551 เพิ่มเป็นร้อยละ 13

น.ส.สุธาสินี นาหว้า เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพ มูลนิธิรักษ์ไทย สำนักงานสมุทรสาคร ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้มีแรงงานต่างด้าวมาลงทะเบียน 7.6 หมื่นคน แต่ถ้ารวมผู้ไม่ได้จดทะเบียนด้วยคาดว่าจะมีจำนวนสูงถึง 2 แสนคน สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่สุ่มตรวจแล้วพบเพิ่มขึ้นหลายเท่านั้น เกิดจากหลายปัจจัย เช่น เครือข่ายเอ็นจีโอเข้าไปช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติมากขึ้น ทำให้พวกเขากล้าเปิดเผยตัว เมื่อก่อนเวลาคนพม่าไม่สบายหรือเจ็บป่วยจะไม่ยอมไปรักษาตามสถานพยาบาล เนื่องจากกลัวถูกจับ แต่เมื่อโรงพยาบาลให้ความร่วมมือในการรักษามากขึ้น การพบตัวเลขผู้ติดเชื้อในกลุ่มนี้ก็เลยเพิ่มมากขึ้นด้วย นอกจากนี้แล้วกลุ่มแรงงานในเรือประมงก็เริ่มตระหนักถึงอันตรายของเชื้อเอดส์ และกล้าไปตรวจเลือดเพิ่มมากขึ้น

ด้าน นายนิวัตร สุวรรณพัฒนา นักวิชาการประเมินผลโครงการด้านการรักษายาต้านไวรัส โครงการกองทุนโลก กล่าวว่า การช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานพม่า ลาว กัมพูชา หรือชาติอื่นๆ ที่มีเชื้อเอชไอวีประสบปัญหาใหญ่ 4 ประการคือ 1.หากตรวจพบเชื้อเอชไอวีแล้วนายจ้างรู้จะถูกไล่ออก จึงไม่สามารถติดตามต่อได้ว่า คนกลุ่มนี้ย้ายไปไหนบ้าง 2.โรงพยาบาลไม่กล้ารับคนกลุ่มนี้เป็นคนไข้ เพราะต้องรักษาต่อเนื่องระยะยาว 3.แรงงานกลุ่มนี้มีการเคลื่อนย้ายสูง แพทย์จึงไม่กล้าสั่งยาต้านไวรัสเอดส์ให้กิน เพราะกลัวว่าจะกินยาไม่ต่อเนื่อง เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาระบาด 4.ผู้ที่ทำงานเป็นหลักแหล่งมีเครือข่ายช่วยเหลือจนได้รับยาต้านไวรัส แต่ก็ต้องมีชีวิตอยู่อย่างหวาดผวา เพราะอาจถูกจับและผลักดันออกจากประเทศไทยได้ตลอดเวลา

นายนิวัตรอธิบายต่อว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีโครงการนภาเอ็กซ์เท็นชั่น หรือโครงการให้บริการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ด้วยยาต้านไวรัสในผู้ด้อยโอกาสทางสังคม และผู้มีข้อจำกัดการใช้สิทธิในประเทศไทย (นภา-เอ็กซ์เท็นชั่น) ซึ่งได้รับเงินจากกองทุนโลกให้ช่วยเหลือดูแลกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่ติดเชื้อเอดส์ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะให้ยาต้านไวรัสคนด้อยโอกาส 1 หมื่นราย แต่ขณะนี้หาได้เพียง 2,000 รายเท่านั้น ตามหลักสิทธิมนุษยชนแล้วประเทศไทยต้องช่วยกันดูแลแรงงานข้ามชาติที่ติดเชื้อเอดส์ ไม่เช่นนั้นโรคที่ระบาดออกมาสู่ชุมชนอาจเป็นโรคฉวยโอกาสที่อันตรายได้ เช่น วัณโรคดื้อยา โรคปอด ฯลฯ การช่วยดูแลพวกเขาก็ถือเป็นการช่วยคนไทยทางอ้อมนั่นเอง

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ร่วมกับสหประชาชาติรายงานข้อมูลว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีผู้ติดเชื้อเอชไอวี 1.5 ล้านคน ยิ่งไปกว่านั้นแรงงานอพยพหลายล้านคนกำลังเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อเอดส์ เนื่องจากไม่มีการป้องกันและรักษาสุขภาพ สำหรับประเทศไทยพบว่า แรงงานอพยพในกลุ่มชาวประมงมีอัตราการติดเชื้อเอชไอวีร้อยละ 9 ส่วนแรงงานอพยพที่ฟิลิปปินส์มีเชื้อเอชไอวีร้อยละ 35 ที่ลาวมีถึงร้อยละ 30 แม้ว่าแรงงานอพยพจะช่วยสร้างเศรษฐกิจในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่พวกเขากลับถูกมองข้าม และไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในการป้องกันและรักษาโรค

ขณะที่งานวิจัยเรื่อง “การค้ามนุษย์และความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ : กรณีศึกษาผู้ย้ายถิ่นสตรีจากประเทศพม่า และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่มาประกอบอาชีพหญิงบริการ” เมื่อปี 2550 ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่า จากการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างหญิงบริการ 200 คน แยกเป็นหญิงลาว 25 คน และหญิงพม่า 175 คน อายุระหว่าง 14-42 ปี ร้อยละ 72 ยอมรับว่ามาขายบริการทางเพศ สำหรับความรู้เรื่องการป้องกันเอดส์นั้น ร้อยละ 83 รู้ถึงอันตรายของเชื้อเอดส์ แต่ผลสำรวจระบุว่ามีการใช้ถุงยางอนามัยเพียงร้อยละ 62 เท่านั้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *