หลักกฎหมายเรื่องประกันภัยค้ำจุน (3)

หลักกฎหมายเรื่องประกันภัยค้ำจุน (3)

คำพิพากษาที่ 2478/2526 จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและตัวแทนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของรถ ได้ขับรถของจำเลยที่ 2 โดยประมาทชนรถของโจทก์เสียหาย แล้วจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ กับโจทก์ระบุว่าจำเลยที่ 1 ยอมใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ และไม่มีหนังสือแสดงการตั้งจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 2 จะลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความก็ลงในฐานะเป็นพยานเจ้าของรถ สัญญานั้นจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 2
เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความระงับข้อพิพาทอันเป็นเหตูให้มูลหนี้ละเมิดระงับสิ้นไป และโจทก์ได้สิทธิใหม่ตามสัญญา ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างและตัวการเพื่อการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 และ 427 ย่อมระงับไป เมื่อจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

2. ค่าสินไหมทดแทนที่บุคคลภายนอกจะเรียกร้องได้นั้น ได้แก่ค่าสินไหมทดแทนที่สามารถคำนวณเป็นตัวเงินได้ แต่จะเรียกได้ไม่เกินจำนวนเงินที่เอาประกันภัยไว้

คำพิพากษาฎีกาที่ 1874/2526 ค่าเสื่อมราคาของรถโจทก์ และค่าเช่ารถซึ่งโจทก์ต้องเช่ามาในระหว่างซ่อมรถ ถือได้ว่าเป็นความเสียหายที่มีต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกอุบัติเหตุอันเกิดจากการใช้รถ ดังนั้น จำเลยผู้รับประกันภัยต้องรับผิดใช้ค่าเสื่อมราคาและค่าเช่ารถให้โจทก์
คำพิพากษาฎีกาที่ 444-445 / 2524 เงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยมีว่า จำเลยที่ 3 ยอมใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ฉะนั้นค่าขาดประโยชน์ และค่าเสื่อมราคารถยนต์ที่โจทก์ต้องเสียหายนั้นย่อมรวมอยู่ในความเสียหายต่อทรัพย์สินที่โจทก์ได้รับ จำเลยที่ 3 จะอ้างว่าไม่ต้องรับผิดหาได้ไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 19 / 2523 จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ที่โจทก์เช่าซื้อมาเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับคืนดีได้ แม้โจทก์ชำระราคาค่าเช่าซื้อยังไม่ครบ โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหาย และต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำละเมิดโดยตรงต่อโจทก์ โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนได้เต็มราคารถจักรยานยนต์
คำพิพากษาฎีกาที่ 2381/2522 ตามข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยตกลงจะจ่ายเงินค่าชดใช้เพื่อความรับผิดตามกฎหมายที่จะต้องชดใช้ค่าทดแทนเมื่อมรณกรรม หรือบาดเจ็บของบุคคลใดอันเกิดแต่รถยนต์คันที่เอาประกันภัย เว้นแต่มรณกรรมหรือบาดเจ็บนั้นเกิดแก่ลูกจ้างหรือบุคคลผู้อยู่ในบุคคลของผู้เอาประกันภัย เมื่อ พ. เป็นผู้อาศัยนั่งมาในรถคันที่เอาประกันภัย แต่มิได้เป็นผู้ร่วมครัวเรือนหรือลูกจ้างของผู้เอาประกันภัย คงเป็นเพียงเพื่อนของบุตรผู้เอาประกันภัยเท่านั้น เมื่อรถคันที่จำเลยรับประกันภัยเกิดชนกับรถคันอื่นเป็นเหตุให้ พ.ถึงแก่ความตาย ผู้ต้องเสียหายจึงชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยโดยตรง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรค 2
ข้อสังเกต การประกันภัยค้ำจุน ผู้รับประกันภัยมิใช่เพียงรับผิดในความเสียหายอันเกิดแก่ทรัพย์สินของบุคคลภายนอกเท่านั้น แต่ยังรับผิดรวมไปถึงความเสียหายอันเกิดแก่ชีวิตหรือเนื้อตัวของบุคคลภายนอกด้วย

3. ความรับผิดของผู้รับประกันภัยค้ำจุนอยู่ในบังคับของ มาตรา 879 ด้วย ฉะนั้นถ้าผู้เอาประกันภัยได้ก่อวินาศภัยขึ้นด้วยความทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแล้ว ผู้รับประกันภัยก็ไม่ต้องรับผิด
4. ในคดีระหว่างผู้เสียหายกับผู้รับประกันภัยค้ำจุน ผู้เสียหายต้องเรียกผู้เอาประกันภัยเข้ามาในคดีด้วย มิฉะนั้นไม่อาจเรียกส่วนที่ขาดจากผู้เอาประกันภัยได้
มาตรา 888 บัญญัติว่า “ ถ้าค่าสินไหมทดแทนอันผู้รับประกันภัยได้ใช้ไปโดยคำพิพากษานั้น ยังไม่คุ้มวินาศภัยเต็มจำนวนไซร้ ท่านว่าผู้เอาประกันภัยก็ยังคงต้องรับใช้จำนวนที่ยังขาด เว้นไว้แต่บุคคลผู้ต้องเสียหายจะได้ละเลยไม่เรียกเอาตัวผู้เอาประกันภัยเข้ามาสู่คดีด้วยดังกล่าวไว้ในมาตราก่อน”
เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกเนื่องมาจากการกระทำของผู้เอาประกันภัย บุคคลภายนอกผู้เสียหายมีสิทธิเลือกฟ้องผู้รับประกันภัย ผู้เอาประกันภัย หรือทั้งคู่ก็ได้ หากผู้เสียหายเลือกฟ้องผู้เอาประกันภัย ผู้เสียหายจะเรียกผู้รับประกันภัยเข้ามาในคดีด้วยหรือไม่ก็ได้ไม่มีกฎหมายบังคับไว้ แต่ถ้าเลือกฟ้องผู้รับประกันภัยค้ำจุน กฎหมายกำหนดให้เรียกตัวผู้เอาประกันภัยเข้ามาในคดีด้วยเพื่อจะได้ว่ากล่าวให้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน หากไม่เรียกผู้เอาประกันภัยเข้าในคดี ผู้เสียหายนั้นก็ไม่มีสิทธิเรียกเอาส่วนที่ขาดจากผู้เอาประกันภัยอีก
คำพิพากษาฎีกาที่ 1675/2516 การที่ผู้เสียหายละเลยไม่เรียกตัวผู้เอาประกันภัยเข้ามาในคดีที่ฟ้องให้ผู้รับประกันภัยใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่กฎหมายประมวลแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรค 2 บัญญัติไว้ มีผลเพียงทำให้ผู้ต้องเสียหายไม่อาจเรียกค่าสินไหมทดแทน ส่วนที่ยังขาดจากผู้เอาประกันภัยได้เท่านั้น หามีผลถึงกับทำให้ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย และทำให้ผู้รับประกันภัยหลุดพ้นความรับผิดไปด้วยไม่

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *