หลวงพ่อ ‘ไม้บรรทัด’

ปุจฉา
หลวงพ่อ “ไม้บรรทัด”

วิสัชนา
หลวงพ่อ “ไม้บรรทัด”

พระธรรมโกศาจารย์ หรือ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ อดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฎ์ มีศักดิ์เป็น “น้องท่าน” ของท่านพุทธทาสภิขุมหาเถระแห่งสวนโมกขพลาราม ไชยา ทั้งสองท่านเป็นแม่ทัพธรรมที่แยกกันเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยท่านพุทธทาสภิกขุซึ่งเป็นประหนึ่งพี่ชายในทางธรรมมุ่งเผยแผ่ “สัจธรรม” หรือ “โลกุตรธรรม” คำสอนของท่านจึงเหมาะสำหรับปัญญาชนที่มีสติปัญญาสูงและต้องการศึกษาธรรมะเชิงลึกอย่างเรื่องอัตตา อนัตตา สุญตา นิพพาน ปรมัตถธรรม

ส่วนท่านปัญญานันทภิกขุมุ่งเผยแผ่ “จริยธรรม” อันเป็นธรรมะภาคปฏิบัติสำหรับประชาชนทั่วไป ธรรมะของท่านปัญญานันทภิกขุจึงใช้ถ้อยคำง่าย ตรงและทันสมัย แทบไม่ต้องตีความ และไม่นิยมอิงคัมภีร์และวิชาการจนดูรุงรังที่กล่าวเช่นนี้มิได้หมายความว่าท่านปัญญานันทภิกขุไม่ศึกษาคัมภีร์ ตรงกันข้ามท่านศึกษาคัมภีร์มาเป็นอย่างดีแล้วจึงนำมาย่อยเสียใหม่ให้งามและง่าย
หากจะเปรียบแม่ทัพธรรมทั้งสองท่านนี้กับสุดยอดนักปราชญ์จีน ท่านพุทธทาสภิกขุก็ใกล้เคียงกับเล่าจื๊อผู้เผยแผ่ปรัชญาเต๋าอันลึกซึ้งสุขุมคัมภีรภาพ ส่วนท่านปัญญานันทภิกขุก็ละม้ายกับท่านขงจื๊อผู้มุ่งวางกฎเกณฑ์ระเบียบประเพณีอันดีงามให้กับสังคมจีน ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข
ทำไมท่านปัญญานันทภิกขุหรือหลวงพ่อปัญญาจึงนิยม “สอนตรง” และสอนธรรมะง่าย ๆ แต่เข้าถึงใจคน
“…เคยพูดบ่อย ๆ กับเพื่อนฝูงเมื่อสมัยอยู่นครฯ บอกว่าเรามันต้องเทศน์กันจริง ๆ เสียที ที่เทศน์กันอยู่นี่ มันเทศน์เล่น ๆ เทศน์เอาหน้ากัณฑ์ ไม่ค่อยได้สาระ ไม่ได้เทศน์แก้คน ไม่ได้ปรับปรุงจิตใจคนให้มันดีขึ้น ต่อไปนี้ต้องเทศน์จริง ๆ เพื่อนฝูงก็ว่า ‘อย่าพูดอย่างนั้น คนพูดอย่างนั้นมันต้องไม่สึก’ บอกเขาว่า ‘อ้าว! ก็ต้องไม่สึกกันละสิ เมื่อจะเทศน์กันแล้วก็ต้องไม่สึก สึกไปทำไม คนอยู่ในโลกมันเยอะแยะแล้ว เราเอาจริงเอาจังกันเสียบ้าง’ เพื่อนฝูงบอก ‘เฮ้ย! อย่าพูดไป เดี๋ยวมันจะบ้าภายหลัง’ ถามว่า ‘บ้าเพราะอะไร’ เพี่อนบอก ‘อ้าว! มันอยากสึกแล้วไม่ได้สึก เลยทำบ้าเพราะได้พูดไว้มากแล้ว’ ก็บอกเขาว่า ‘ใจเรา เราบังคับได้ เมื่อเราตั้งใจแล้วมันต้องบังคับได้ อธิษฐานแล้ว ตั้งจิตรักษาการอธิษฐานนั้นไว้ พระพุทธเจ้าท่านทำจริง เราก็ต้องทำจริงบ้าง’”
แล้วท่านก็เป็นคนจริง เป็นพระที่ดีจริง สอนจริงมาจนทุกวันนี้ ส่วนเพื่อนที่กลัวว่าท่านจะบ้าก็หายเข้ากลีบเมฆกันไปหมดแล้ว ส่วนหลวงพ่อปัญญานอกจากไม่บ้าแล้ว ยังกลายเป็นปูชนียบุคคลของคนทั้งประเทศ
นี่เองผู้รู้ท่านจึงว่า
“เมื่อท่านเป็นคนจริง แม้ไม่ต้องการเกียรติยศ เกียรติยศก็จะถูกอัญเชิญมาหาท่านถึงธรณีประตู”
ความที่หลวงพ่อปัญญาเป็นพระที่สอนตรงอย่างที่พระพุทธเจ้าสอน ไม่สอนนอกพระธรรมวินัยนั้น เราจะสัมผัสได้จากพระธรรมเทศนาของท่านทุกครั้ง อย่างเรื่องการปลุกเสกของขลัง พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้สาวกทำ หลวงพ่อปัญญาจึงว่า
“…อาตมาไม่เห็นด้วยกับการทำพิธีปลุกเสกลงเลขยันต์ ทำตะกรุด ทำผ้าประเจียดแจก เพื่อเอาเงินสร้างนั่นสร้างนี่ ไม่ได้สร้างก็ไม่สร้าง…ในสมัยนี้ที่แพร่หลายที่สุดก็คือการทำพระขาย พระเครื่องมีขายกันมากเหลือเกินในกรุงเทพฯ เวลานี้ วัดไหนต้องการเงินก็รวมกันเสก เดี๋ยวนี้พระองค์ไหนอยู่ป่านาน ๆ เขาขุดเอามาเสกกันทั้งนั้น เดี๋ยวนี้เหรียญหลวงพ่อก้อย หลวงพ่อจ้อย หลวงพ่อดี ไม่รู้ว่าท่านอยู่ที่ไหน อยู่ป่าช้าไหน ก็ไปขุดกันมาเสกทั้งนั้น
“อันนี้มันเรื่องหากิน ไม่ใช่เรื่องส่งเสริมพระศาสนา ไม่ใช่เรื่องทำคนให้เข้าไปถึงพระพุทธเจ้า แต่ให้เข้าถึงเหรียญทองเหลืองทองแดงเท่านั้นเอง เหรียญทองเหลืองทองแดงนั้นเป็นเรื่องภายนอก ไม่ใช่เนื้อแท้ของพระศาสนา เราควรจะช่วยกันแจกพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ว่าไม่มีใครทำพิธีเสกอย่างนั้น เรามัวแต่ปลุกเสกวัตถุกันอยู่ แต่ไม่ช่วยกันเสกคน คนมันก็ไม่ดีขึ้น ไม่ก้าวหน้าขึ้น
“นักเลงโตบางคนห้อยพระเต็มคอ ตอนเย็นกินเหล้า ตอนเช้าก็กินเหล้าเดินโซซัดโซเซ ไม่มาเพียงคนเดียว หลวงพ่อที่แขวนคอพลอยเมาไปด้วยเพราะแกว่งไปแกว่งมา แล้วมันจะได้อะไรกับพระศาสนา มันจะได้อะไรดีขึ้นมากับคำสอนของพระพุทธเจ้า พระเราทำกันอยู่ในรูปอย่างนี้ แล้วที่ทำกันอยู่ในรูปอย่างนี้ไม่ใช่พระขนาดหนุ่มน้อย แต่เป็นพระแก่ ๆ ผู้เฒ่าที่เรียกว่าหลวงพ่อทั้งนั้น หลวงพ่อเหล่านั้นทำไมไม่เสกคนให้ดีขึ้นมาก
“ข้างวัดหลวงพ่อยังมีคนขี้เมา นักพนัน คนเหลวไหล เพราะหลวงพ่อมันนั่งเสกดินให้เป็นพระ มัวแต่เสกทองเหลืองให้เป็นพระ แต่ไม่เสกคนให้เป็นพระขึ้นมา แล้วศาสนาจะไปอยู่ไหน”
เมื่อไม่นิยมให้มีการปลุกเสกพระ เครื่องรางของขลังแล้ว หลวงพ่อปัญญาอยากให้พระทั้งหลายทำอะไรกัน
“เวลานี้เราเจริญด้วยวัตถุ แข่งกันสร้างของใหญ่ ๆ พระพุทธรูปใหญ่โตที่สุดในโลก ใคร ๆ ก็อยากจะสร้างให้ใหญ่ที่สุดในโลกกันทั้งนั้น เสียเงินเสียทองไปเท่าไหร่ ถ้าเอาเงินเหล่านั้นมาพิมพ์หนังสือธรรมะ แจกจ่ายแก่ญาติโยม เอามาอุดหนุนภิกษุหนุ่มเณรน้อยทั้งหลายให้ได้เรียนพระปริยัติธรรมที่ถูกต้อง ช่วยอบรมจิตใจให้มีความรักต่อพระศาสนา จะได้เติบโตขึ้นมาเป็นพระธรรมทูต ช่วยทำงานให้แก่พระศาสนาต่อไปจะไม่ดีหรือ
“นี่ถ้าพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ๆ พูดได้ก็คงจะพูดว่า ไม่ได้ความอะไร มันสร้างกูให้คนมาโง่กันเท่านั้นเอง ท่านคงจะพูดออกมาอย่างนั้น”
หลวงพ่อปัญญาไม่ได้เทศน์ตรง ๆ อย่างนี้แค่ครั้งสองครั้ง แต่ท่านเทศน์ตรงมาตลอดชีวิตอย่างชนิดไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม และเทศน์ย้ำนักย้ำหนามารตลอดว่าให้ช่วยกันสอนธรรมะที่ตรงไปตรงมา อย่าอุตริสอนนอกธรรมนอกวินัย
“ถ้าเราไม่รักพระศาสนา เราไม่ต้องเรียนอะไรให้มาก เรียนนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วทำตนเป็นหลวงพ่อ มันง่ายจะตายไป ทำตนเป็นหลวงพ่อ ไม่ต้องเรียนอะไรหรอก ไม่ต้องท่องอะไรหรอก เรียนอิติปิโส สวากขาโต ก็พอแล้ว แล้วเอาหม้อใหญ่ ๆ ใส่น้ำมนต์วางไว้บนกุฏิ จุดธูปทุกวันให้ก้านธูปกองใหญ่ ๆ แล้วเอาขี้เทียนรดหม้อให้เปรอะเลอะเทอะนิดหน่อย เอาด้ายหลาย ๆ สีมาผูกไว้ แล้วทำท่านิ่ง ๆ ขรึม ๆ เพียงเท่านี้แหละ ไม่เท่าใดพวกนายพลโง่ ๆ ก็ไปเป็นลูกศิษย์กันเป็นแถว”

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *