ส่งลูก ‘โกอินเตอร์’ หรือ ‘โรงเรียนนานาชาติ’

ส่งลูก “โกอินเตอร์” หรือ “โรงเรียนนานาชาติ”
เมื่อลูกเป็นแก้วตาดวงใจ คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ย่อมอยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูก โดยเฉพาะกับเรื่องการศึกษาที่จะเป็นสมบัติติดตัวพวกเขาไปจนโต

สมัยก่อนพ่อแม่อาจจะวิ่งวุ่นเพื่อให้ลูกได้เข้าโรงเรียนไทยดีๆ มีชื่อเสียงในย่านต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ แต่เมื่อสังคมมีทางเลือกมากขึ้น และโลกต้องการความเป็น “สากล” เดี๋ยวนี้พ่อแม่บางกลุ่มจึงกำลังสนใจปูพื้นการศึกษาแบบ “โกอินเตอร์” ให้ลูกด้วยการส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียนอินเตอร์หรือไปเรียนเมืองนอกเมืองนาตั้งแต่ยังเด็กเสียเลย ซึ่งทั้ง 2 ทางเลือกต่างก็มีข้อดีข้อเสียในตัวเอง ที่พ่อแม่หลายคนยังชั่งใจไม่ถูก

O โรงเรียนอินเตอร์…จุดประสงค์เดิมของโรงเรียนอินเตอร์ในเมืองไทย คือ เป็นโรงเรียนสำหรับเด็กนานาชาติที่ย้ายตามพ่อแม่ที่ย้ายมาทำงานในเมืองไทย เด็กลูกครึ่ง หรือเด็กที่เคยเรียนในระบบการศึกษาต่างชาติมาก่อน แต่เดี๋ยวนี้เด็กไทยร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มก็กำลังสนใจเข้าเรียนโรงเรียนอินเตอร์กันมากขึ้น

โรงเรียนอินเตอร์ หรือ International School คือ โรงเรียนที่มีระบบการศึกษาแตกต่างจากที่เจ้าของประเทศใช้อยู่ และสอนด้วยภาษาอังกฤษ ในโรงเรียนมีทั้งครูและนักเรียนจากหลายประเทศ โรงเรียนมีขนาดตั้งแต่ 100-2,000 คน ทั้งแบบประจำและไปกลับ ระบบการเรียนการสอนมีทั้งแบบอังกฤษและอเมริกัน นอกจากนี้ บางโรงเรียนก็พัฒนาหลักสูตรขึ้นมาใช้เอง ส่วนใหญ่จะเน้นพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ในขณะที่โรงเรียนไทยแท้ๆ จะเน้นความเข้มข้นของวิชาการ

ค่าเทอม (Tuition Fee) มีตั้งแต่ 62,000-590,000 บาทต่อปี นอกจากนี้ ก็จะมีค่าสมัคร ค่ารับเข้าในครั้งแรกอีกหลายหมื่นหรือส่วนใหญ่ก็คิดกันเป็นแสน ค่าอาหารกลางวัน หรือค่าคอร์สเรียนภาษาอังกฤษก่อนเข้าเรียนจริง ซึ่งเงื่อนไขการเก็บค่าใช้จ่ายก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละโรงเรียน

“ข้อดี” ของการส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เมื่อเปรียบเทียบกับการส่งลูกไปเรียนต่างประเทศในช่วงมัธยมก็คือเด็กจะมีเพื่อนมีสังคมอยู่ในประเทศไทย ทำให้เขามีความผูกพันธ์กับประเทศบ้านเกิด เวลาต้องทำงานตอนโตขึ้นก็จะมีเครือข่ายเพื่อนฝูง เพราะหาส่งลูกไปตั้งแต่ยังเล็กมากๆ การมีชีวิตและสังคมอยู่ที่เมืองนอกตั้งแต่เด็กขนาดนั้น ก็มีแนวโน้มว่าพวกเขาจะอยู่ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในต่างแดน โดยไม่คิดอยากจะกลับมาอยู่เมืองไทยอีกเลย

ในเรื่องของค่าใช้จ่าย แม้ว่าค่าเทอมต่อปีอาจจะสูงเมื่อเทียบกับโรงเรียนไทย แต่เฉลี่ยแล้วก็ยังถูกกว่าส่งไปเรียนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในส่วนของค่าครองชีพที่เมืองไทยจะถูกกว่า ค่ากินอยู่ก็ไม่มีเพิ่ม เพราะเด็กอยู่กับพ่อแม่ จึงไม่ต้องเสียค่าที่พักหรือค่าอาหารเพิ่มเติม เงินทองก็ไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ และเด็กได้อยู่กับพ่อแม่จึงไม่มีปัญหาเรื่องความเหงา เพราะมีเด็กหลายคนที่ถูกส่งไปตั้งแต่เด็กโดยที่สภาพจิตใจยังไม่พร้อม ในที่สุดก็ทนความเหงาไม่ไหว ต้องกลับมาเรียนในเมืองไทยต่อ

O ส่งลูกเรียนเมืองนอก…อย่างไรก็ตาม การส่งลูกไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่เด็กก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่พ่อแม่ยุคใหม่กำลังสนใจ เมื่อการส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงขนาดนั้น ความคิดแบบเลยเถิดที่จะส่งไปเรียนเมืองนอกเมืองนาเสียให้รู้แล้วรู้รอด จึงเป็นไอเดียที่พ่อแม่หลายคนเริ่มลองศึกษาเปรียบเทียบดู

ประเทศยอดนิยมในการส่งเด็กไทยไปเรียน ได้แก่ ประเทศอังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งค่าใช้จ่ายก็จะแตกต่างกันไป โดยทั่วไปแล้ว การส่งไปเรียนในประเทศอังกฤษจะมีค่าใช้จ่ายสูงที่สุด โดยแพงกว่าส่งไปอเมริกาประมาณ 15-20% ในขณะที่การส่งไปเรียนนิวซีแลนด์ก็จะถูกที่สุด

อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพในแต่ละรัฐ เมือง และโรงเรียนต่างๆ ในแต่ละประเทศเองก็จะแตกต่างกันออกไปอีก เช่น โรงเรียนประจำดีๆ ระดับราชวงศ์ของอังกฤษจะมีค่าใช้จ่ายแพงมากกว่าโรงเรียนทั่วไปอยู่แล้ว โรงเรียนในแถบตะวันออกของอเมริกาก็จะแพงกว่าแถบตอนกลางของประเทศ หรือการใช้ชีวิตในเมือง Adelaide, Hobart และ Perth ในประเทศออสเตรเลียก็จะมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการใช้ชีวิตในเมือง Sydney, Melbourne หรือ Brisbane

การจะส่งลูกไปเรียนที่ไหนจึงต้องดูจุดประสงค์ของพ่อแม่ด้วย เช่น ถ้าต้องการแค่ให้เก่งภาษาอังกฤษก็อาจส่งไปนิวซีแลนด์ เพราะเด็กได้ภาษาอังกฤษเหมือนกัน แต่ค่าเทอมถูกกว่ามาก แถมยังมีความปลอดภัยสูง แต่ถ้าพ่อแม่มีแผนจะให้ดูแลธุรกิจพันล้านของครอบครัวที่ต้องทำการค้ากับประเทศอเมริกา ก็น่าจะส่งลูกไปเรียนอเมริกาเพื่อให้เคยชินกับการคบค้าสมาคมกับคนอเมริกัน เป็นต้น

ไม่ว่าจะส่งไปประเทศไหน วัยที่เหมาะสมควรเป็นช่วงหลังจากจบ ม.3 กำลังจะขึ้น ม.4 เพราะจะไม่เด็กเกินไป และเป็นเรื่องของกฎหมายและระบบการศึกษาของแต่ละประเทศด้วย การส่งไปเรียนออสเตรเลียตั้งแต่ยังเล็กมากๆ โดยที่พ่อแม่ไม่ได้ไปอยู่ด้วย จึงขอวีซ่ายากมาก หรือการศึกษาระดับมัธยมในนิวซีแลนด์ต่อปีจะถูกกว่าประเทศอื่นๆ ก็จริง แต่ระบบการศึกษานั้น เด็กจะใช้เวลาเรียนชั้นมัธยมนาน 13 ปี (แต่เรียนปริญญาตรี 3 ปี) เป็นต้น

โรงเรียนก็มีทั้งแบบไปกลับกับแบบประจำ สำหรับโรงเรียนประจำหรือ Boarding School ในประเทศอังกฤษจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,500-7,000 ปอนด์ หรือ 262,500-525,000 บาทต่อภาคการศึกษา ในขณะที่โรงเรียนปกติจะตกประมาณ 1,700-4,500 ปอนด์ หรือ 127,500-337,500 บาท

โดยทั่วไปแล้วถ้าเป็นโรงเรียนประจำค่าเทอมจะเป็นแบบเหมาจ่าย จึงไม่ต้องจัดงบค่าที่พัก อาหาร และการซักรีด แต่ก็ต้องสอบถามให้ชัดเจนว่าอัตรานั้นเหมาจ่ายอะไรบ้าง มีค่าใช้จ่ายอื่นใดที่คุณต้องจ่ายเพิ่ม เช่น ตำราหรือค่าเข้าสอบในแต่ละเทอม ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายของแต่ละโรงเรียนแตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น ค่าเทอมแบบประจำที่ Cushing Academy รัฐ Massachusetts คิดประมาณ 1,310,000 บาทต่อปี ซึ่งดูเหมือนจะแพงระยับ แต่ราคานี้รวมที่พักและอาหารพร้อมแล้ว ในขณะที่ในโรงเรียน Bayfield High School ที่นิวซีแลนด์มีค่าเทอมแค่ 9,500 เหรียญนิวซีแลนด์ หรือประมาณ 275,500 บาท แต่เป็นแบบไปกลับและยังไม่รวมค่าสอบกับค่ายูนิฟอร์ม ซึ่งที่พักแบบ Homestay ก็จะตกสัปดาห์ละ 190 เหรียญ หรือเดือนละ 22,040 บาทอีกอยู่ดี อย่างนี้เป็นต้น

นอกจากนี้ ในช่วงขั้นตอนการสมัครก็จะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก เช่น ค่าติดต่อ ค่าสมัคร ค่าประกันสุขภาพซึ่งขึ้นอยู่กับข้อกำหนดกฎหมายของแต่ละประเทศ หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เรียกเก็บกับเด็กนานาชาติ ยังไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับบ่อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความคิดถึงบ้าน ค่าโทรศัพท์กลับเมืองไทย ค่าส่งวัสดุข้าวปลาอาหารแห้งไปให้หายคิดถึงบ้าน

แต่ข้อดีของการส่งไปเรียนเมืองนอกก็คือ คุณสมบัติของการเป็นเด็กนักเรียนไทยในต่างประเทศ หรือ “เด็กนอก” นั่นเอง การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในต่างประเทศก็จะสะดวกกว่า เด็กได้เรียนรู้วัฒนธรรมอีกสังคมหนึ่ง มีเพื่อนชาวต่างชาติ รู้จักการแก้ปัญหาและการเอาตัวรอด และจดจำชีวิตความเป็นอยู่ในต่างแดนซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ตีเป็นราคาไม่ได้ หาซื้อก็ไม่ได้ ต้องเผชิญด้วยตัวเองเท่านั้น

ทั้ง 2 ทางเลือกนั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงและการศึกษาก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายในระยะยาว ถ้าคุณเป็นพ่อแม่จึงต้องแน่ใจว่าจะมีเงินสนับสนุนเขาให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในระยะยาวขนาดนั้นได้ การขอทุนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยประหยัดเงินได้ แต่ก็อย่าลืมว่าลูกของคุณต้องกลับมาทำงานใช้เงินให้ผู้ออกทุนด้วย

ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะตัดสินใจอย่างไร ก็อย่าลืมถามความเห็นและความสมัครใจของคุณลูกดูด้วย อย่าตัดสินใจบนพื้นฐานทางการเงินและเหตุผลจนลืมความต้องการที่แท้จริงของเจ้าตัวเขาไปเสียก่อน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *