สุขภาพ กับ โภชนาการ

สุขภาพ กับ โภชนาการ
“ทุกคนขุดหลุมศพตัวเองด้วยปากและฟันทุกๆวัน” จากประสบการณ์ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง ได้ตั้งข้อสังเกตว่าวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่แพทย์ส่วนใหญ่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะโดยการผ่า ตัด หรือการทำเคมีบำบัดนั้น ไม่ใช่วิธีรักษาที่ถูกต้อง เพราะวิธีการดังกล่าวไม่ได้ทำให้คนไข้หายจากโรค ในทางกลับกัน คนไข้มะเร็งยังคงตายไปเรื่อยๆ ในขณะที่จำนวนคนไข้ใหม่ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน วิธีรักษาโรคที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็น มะเร็ง หรือ โรคอื่นๆทุกโรค คือ “โภชนบำบัด” เนื่องจากร่างกายทุกส่วนของมนุษย์ถูกสร้างจากสารอาหารที่เรารับประทานเป็นอาหาร ฉะนั้นร่างกายแต่ละส่วนจะทำงานสมบูรณ์แข็งแรงและ สามารถต่อต้านเชื้อโรคต่างๆได้ จะต้องได้รับสารอาหารอย่างถูกต้อง เช่น ข้อต่างๆ ของมนุษย์ถูกสร้างจาก โปรตีนและซัลเฟอร์ ฉะนั้นการแก้ปัญหาปวดข้อต่างๆ ในทางโภชนบำบัดจะแนะนำให้ ทานขิงวันละหนึ่งช้อนโต๊ะ ทานขมิ้นแคปซูล 2 เม็ดหลังอาหารทุกมื้อ มะนาวหนึ่งลูกผสมน้ำเปล่าหนึ่งแก้ว ดื่มหลังมื้ออาหารทุกมื้อ เพราะอาหารเหล่านี้มีซัลเฟอร์อยู่มาก และจะต้องงดของหวานเพราะของหวานจะทำให้เลือดเหนียว ไม่สามารถนำสารอาหารไปซ่อมแซม อวัยวะได้ดี
ความสมบูรณ์หรือความผิดปกติในร่างกายล้วนสัมพันธ์กับสิ่งที่คนๆนั้นรับประทาน เช่น การดื่มกาแฟเข้ม ในตอนเช้าจะทำให้เกิดอาการหิวจนมือสั่น ในเวลาประมาณ 11.00 น. ต่อมาประมาณบ่าย 14.00 น. จะรู้สึกง่วง งง มึน สมองตื้อ ปวดเมื่อย หงุดหงิด นั่งไม่ติด หรือหากรับประทานของหวานในตอนเที่ยง หลังจากนั้น 2-3 ชม.จะก็เกิดอาการเช่นเดียวกัน อีกตัวอย่างหนึ่งคือถ้ารับประทานของหวานมากๆ หรือของมันมากๆ หลังจากนั้น 48 ชม. จะมีสิวขึ้นรอบปากในรัศมี 2 นิ้ว ร่างกายเราจะแปรปรวนหรือไม่ขึ้นอยู่กับอาหารที่เรารับประทาน ภายใน 1 ชม. – 2 วันก่อนหน้านั้น
โรคที่เกิดจากการรับประทานผิด ไขมันในเส้นเลือดสูง ความดัน หัวใจ อัมพาต สมองเสื่อม ข้อเสื่อม ข้ออักเสบ ติดเชื้อง่าย ภูมิแพ้ มะเร็ง โรคเล่านี้ปัจจุบันยอมรับกันแล้วว่าเป็นโรคที่เกิดจากการบริโภคอย่างเดียว

อาหารอันตราย 4 ชนิด
• นมวัว
• ของหวาน (ขนมหวาน น้ำอัดลม ผลไม้หวาน และน้ำผลไม้)
• เนยเทียม (ขนมปัง เค้ก คุ้กกี้ ฯลฯ)
• น้ำมันที่ทอดซ้ำๆ (ปาท่องโก๋ กล้วยแขก ไก่ทอด หมูทอด มันฝรั่งทอด) น้ำมันไม่ควรใช้ทอดรับประทานเกิน 2 ครั้ง
• ด้านมืดของนมวัว ปัจจุบันหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ มาเลเซีย สิงคโปร์ รณรงค์ให้คนเลิกดื่มนมอย่างจริงจัง การวิจัยพบว่า
นมทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ โรคเบาหวาน กระดูกผุ สมาธิสั้น เด็กปวดท้อง เด็กหูอักเสบ หอบหืด ฉี่รดที่นอน เลือดกำเดา ปวดหัว ไซนัสอักเสบ ฯลฯ นม ทำให้ร่างกายสูงใหญ่จริง แต่ไม่ได้เป็นเพราะ แคลเซียม สิ่งที่ทำให้ร่างกายสูงใหญ่คือ Growth Hormone ของสัตว์หรือฮอร์โมนที่เกิดจากการกระตุ้นการเจริญเติบโตของวัว คนจะมี น้ำหนักเพิ่ม 3 กิโลกรัมโดยเฉลี่ย ในเวลา 3 เดือนหลังคลอด แต่ลูกวัวนั้น น้ำหนักจะเพิ่ม 30 กิโลกรัม ในเวลาเท่ากัน เพราะฉะนั้นสรีระโครงสร้างทั้งหมด และความต้องการอาหารนั้นไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง วัวเมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักรวม 500 กิโลกรัมขึ้นไป ในขณะที่คนจะมีน้ำหนักประมาณ 50-60 กิโลกรัม การให้เด็กดื่มนมวัว ก็คือการให้สารอาหารที่มีไว้กระตุ้นสัตว์ที่มีการเจริญเติบโตมากมายแกเด็ก ผลคือเด็กมีโครงสร้างที่ผิดปกติไปจากที่เด็กควรจะเป็นและโดยปกติแล้ว ลูกวัวรับประทานนมแค่ 1 ปี แต่ลูกคนรับประทานนมวัวต่อเนื่องเป็นสิบปี ฉะนั้น Growth Hormone จะกระตุ้นการเจริญเติบโตของเด็กอย่างต่อเนื่อง ทำให้ร่างกายสูงใหญ่ผิดไปจากเผ่าพันธุ์เดิมของตน และในที่สุด โรคต่างๆที่กล่าวข้างต้นก็จะเกิดขึ้นแต่อันตรายนี้จะเห็นได้ช้า ฉะนั้นคนส่วนใหญ่จะไม่ตระหนักและคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี อันตรายจากนมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ออทิสติกหรือโรคสมาธิสั้น เด็กจะไม่อยู่เฉย เพราะถูกกระตุ้นในตื่นตัวเสมอจากสารกระตุ้นที่มีอยู่ในนมวัว เพราะลูกวัวนั้นโดยธรรมชาติแล้ว คลอดออกมามันจะต้องวิ่งได้ เพื่อที่จะวิ่งหนีศัตรู เช่น หมาป่า เสือ สิงโต ฉะนั้นในนมวัวจึงมีสารที่จะทำให้ลูกวัวตื่นตัวตลอดเวลาเด็กที่ดื่มนมวัวจึงมีอาการตื่นตัว อยู่เฉยไม่ได้ เหมือนอยู่ในป่า การถูกกระตุ้นเกินกว่าเหตุเป็นอันตรายต่อสมองและพัฒนาการของเด็กและผู้ใหญ่ประโยชน์ที่คนส่วนใหญ่คาดว่าจะได้จากนมวัว คือโปรตีนและแคลเซียม ความจริงที่ควรทราบก็คือโปรตีนจากสัตว์เป็นอันตรายต่อร่างกายมาก และแคลเซียมในนมก็ไม่ได้มีมากอย่างที่หลายคนเชื่อ นมวัว 3 แก้วให้ปริมาณแคลเซียมเท่ากับหัวปลาทูเพียง 1 หัวเท่านั้น
นมวัวมีไว้ให้วัวกิน นมคนมีไว้ให้คนกิน คนเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่กินนมข้ามสายพันธุ์ และกินอย่างต่อเนื่อง จึงก่อให้เกิดโรคต่างๆ มากมาย ปัจจุบันพบว่าสาเหตุของโรคภูมิแพ้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่คือนมวัว สาเหตุของโรคกระดูกผุ เวียนศีรษะในผู้สูงอายุ คือนมวัว แพทย์พบว่าคนไข้ที่มีอาการดังกล่าว ถ้ามีประวัติดื่มนมอย่างต่อเนื่อง หลังจากให้หยุดดื่มนมแล้ว อาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สำหรับผู้หญิงนั้น นมถั่วเหลือง เหมาะที่สุด เพราะในนมถั่วเหลืองนอกจากจะได้โปรตีนจากพืชซึ่งเป็นโปรตีนที่ถูกต้องแล้วในนม ถั่วเหลืองก็มีแคลเซียม และที่สำคัญมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง จะทำให้ผู้หญิงมีผิวพรรณดี โดยเฉพาะผู้หญิงวัย ใกล้หมดประจำเดือน ซึ่งปริมาณเอสโตรเจนในร่างกายจะลดลงนั้น การดื่มนมถั่วเหลืองจะช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้โอกาสที่จะเกิดอาการผิดปกติต่างๆ ในวัยใกล้หมดประจำเดือนลดน้อยลง ปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการดื่มนมถั่วเหลืองคือวันละหนึ่งแก้ว และหากจะให้ได้ประโยชน์สูงสุดควรดื่มในเวลาที่ท้องว่าง คือก่อนหรือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง ควรดื่มในเวลาท้องว่าง เพราะในนมถั่วเหลือจะมีไฟเบอร์ชนิดหนึ่งที่แข็งแรงมากฉะนั้นถ้ากินพร้อมมื้ออาหารจะทำให้การย่อยและการดูดซึมสารอาหารในมื้อนั้นๆได้ดี
อย่างไรก็ตามนมถั่วเหลืองอาจไม่เหมาะที่จะให้ผู้ชายดื่มทุกๆวัน เนื่องจะการเพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง ให้กับผู้ชายในปริมาณมากเกินไป จะส่งผลต่อการทำงานของฮอร์โมนเพศชายทำให้ผลิต สเปิร์มน้อยลงและมีลูกยาก
– ของหวานสาเหตุของความเสื่อมทั้งหลาย คนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ป่วยเบาหวานเท่านั้น หมายถึงทุกคนที่ชอบรับประทานขนมหวาน ผลไม้หวานน้ำผลไม้ น้ำอัดลม ฯลฯ จะทำให้อวัยวะในร่างกายเสื่อมเร็วกว่าปกติ ทำให้แก่เร็ว ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง เบาหวาน กระดูกพรุน อ้วน เนื้องอก และมะเร็ง น้ำตาลจะทำให้อาการของโรคที่เป็นอยู่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกด้วยไม่ว่าจะป่วยเป็นโรคอะไรก็ตาม เช่น ถ้าดื่มนมจนเป็นภูมิแพ้ ภูมิแพ้จะรุนแรงเป็น 2 เท่าถ้าเรากินหวานด้วย เพราะ “เชื้อโรคทุกตัวใช้น้ำตาลเป็นอาหาร” ปัญหาสุขภาพของคนไทยส่วนใหญ่จะเกิดจากการทานหวานมากกว่าอย่างอื่น ยกเว้นเด็กปัจจุบันที่มีพฤติกรรมการรับประทานคล้ายคนอเมริกัน ก็จะมีสาเหตุจาก เนื้อ นม ไข่ ร่วมด้วยในการเจ็บป่วย ในสหรัฐฯ ได้มีการบัญญัติโรคๆหนึ่ง มีชื่อว่า Syndrome X เป็นกลุ่มอาการอย่างหนึ่งที่ประกอบด้วย โรค 4 โรค คือเบาหวาน ความดัน เส้นเลือดหัวใจตีบ อัมพาต 4 โรคนี้เกิดจาก “หวาน” อย่างเดียว อีกโรคหนึ่งที่พบมากในสหรัฐฯ เช่นกันก็คือ IBS หรือโรคลำไส้ระคายเคืองเรื้อรัง อาการแสดงอออกหลายแบบคือ ท้องผูกตลอด ท้องเสียตลอด ท้องผูกสลับท้องเสีย ริดสีดวง ถ่ายเป็นเลือดบ่อยๆ โรคพวกนี้เกิดจากการกินหวานอย่างเดียว ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนอเมริกันดื่มน้ำผลไม้มากกว่าน้ำเปล่าและบริโภคช็อคโกแล็ตในปริมาณที่มากในคนไข้กลุ่มนี้เมื่อให้หยุด น้ำผลไม้ ผลไม้หวาน และช็อคโกแลต อาการของโรคก็จะหายไปปัจจุบันในประเทศไทยพบคนไข้ที่มีอาการกลุ่มนี้เฉลี่ยสัปดาห์ 10 คน ต่อแพทย์ 1 คน คนไข้เบาหวานคนหนึ่ง มีพฤติกรรมการกินที่ถูกต้องทุกอย่าง เว้นแต่เขารับประทานกล้วยน้ำว้า วันละ 6 ลูกทุกวัน มาเป็นเวลา 5 ปี เขาเป็นโรคเบาหวานมา 3 ปี หลังจากแพทย์ให้หยุดกล้วยน้ำว้า 3 เดือนต่อมาอาการเบาหวานหายหมด ไม่มีอีกเลย ไม่ต้องรักษาโดยใช้ยาใดๆทั้งสิ้น บางคนเข้าใจว่าน้ำตาลทรายแดงไม่เป็นอันตราย ความจริงน้ำตาลทรายแดงดีกว่าน้ำตาลทรายขาวที่มีวิตามิน B และไม่มีอันตรายจากสารฟอกขาวแต่อันตรายจากความหวานนั้นมีเท่ากัน คนไข้มะเร็งต่อมลูกหมากท่านหนึ่งได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับโรคของท่าน เนื่องจากท่านสามารถทำให้มะเร็งหายไปได้ภายใน 2 เดือนโดยไม่ได้รับการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันเลย ท่านสรุปในตอนหนึ่งว่า “เกิดมาอายุจะ 60 แล้วเพิ่งรู้ว่าน้ำตาลเป็นอาหาร ของมะเร็ง น้ำตาลทุกประเภทเป็นอาหารของเชื้อโรค น้ำตาลทุกชนิดทำให้คนป่วย” ท่านเป็นคนชอบทานผลไม้หวานเป็นที่สุด เช่น ทานมะม่วงทีละ 2 ลูก หรือทุเรียนทีละครึ่งลูก น้ำตาลทุกประเภทเป็นอาหารของเชื้อโรค น้ำตาลทุกชนิดทำให้คนป่วย” ท่านเป็นคนชอบทานผลไม้หวานเป็นที่สุด เช่น ทาน มะม่วงทีละ 2 ลูก หรือทุเรียนทีละครึ่งลูก ทุกอย่างที่หวานเป็นอันตรายต่อทุกคนที่กิน คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะมีโอกาสเป็นอันตรายจากหวานลดลง แต่ปริมาณน้ำตาลที่พอดี ร่างกายไม่เกิดอันตรายคือวันละ 10 ช้อนสูงสุดในแต่ละวันนี้เราทุกคนได้เกินเพราะเราได้จากหลายอย่าง เช่น ในโอวัลติน 1 แก้ว มีน้ำตาล 2 ช้อน น้ำอัดลม 1 ขวดเล็กมีน้ำตาล 6 ช้อน น้ำส้มคั้นไม่ใส่น้ำตาลมี น้ำตาล 4 ช้อน โอเลี้ยงหรือกาแฟมีน้ำตาล 2 ช้อน เป็นต้น จากเฉพาะเครื่องดื่มในแต่ละวันเราก็ได้รับน้ำตาลเกินแล้ว ดื่มแล้วจะสดชื่นและมี พลังงาน แต่น้ำตาลจะมีประโยชน์นั้นจะต้องได้รับในปริมาณที่เหมาะสม ถ้าคนได้น้ำตาลมากเกิน น้ำตาลที่มีประโยชน์จะก่อให้เกิดโทษทันที น้ำผลไม้จะมีประโยชน์หากร่างกายได้รับวันละ 1/3 แก้ว หากมากกว่านี้จะเกิดโทษได้กลูโคสที่ดีคือกลูโคสที่เป็น complex carbohydrate หรือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าว เผือก มัน ข้าวโพด กลูโคสแบบนี้จะค่อยๆ ถูกย่อย ร่างกายจะ ค่อยๆดูดซึมเป็นระยะเวลานาน ร่างกายจะเอาไปใช้ทัน แต่ถ้าเราได้จากน้ำตาลซึ่งมันไม่ต้องย่อยเลย พอตกไปถึงท้องก็ถูกดูดซึมทั้งหมดกลูโคส ท่วมเซลร่างกายแล้วก่อให้เกิดอันตรายทันที แต่อาการจะไม่แสดงออกทันที ร่างกายคนเราสามารถทนได้ถึง 5-10 ปี กว่าจะเกิดโรค
– ผลไม้หวาน ทุเรียนไม่รวมเปลือกและเม็ดมีน้ำตาล 60% สัปปะรดไม่รวมแกนและเปลือก ลำไย ส้ม องุ่น มะละกอ กล้วยมีน้ำตาลเท่ากับทุเรียน สำหรับสัปปะรด ส่วนที่ดีที่สุดของสัปปะรคือแกน เพราะแกนมีสารบรอมมีเลน ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็ง ต้านการอักเสบ และทำลายเชื้อโรคโดยตรง คนไทยที่เป็นเบาหวานมักเกิดจากผลไม้หวาน ผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อยมากคือ แอปเปิ้ลเขียวหรือมะนาวซึ่งไม่มีน้ำตาลเลยสัญญาณเตือนภัยเมื่อร่างกายได้รับอันตรายจากหวาน: น้ำหนักลดยาก, เอวใหญ่กว่าสะโพก (ไม่ค่อยพบ ในคนไทย), อยากกินหวาน ถ้าไม่ได้กินหวานจะหงุดหงิด, ตัวบวม, มีผมหรือขนในที่ที่ไม่ควรมี, ผมร่วง, เป็นสิวในผู้ที่มีอายุเกิน 30 ปี, ซีสต์ที่รังไข่, ความดันสูง, นิ่ว, ไต, เบาหวาน, เส้นเลือดหัวใจตีบ, ไขมันไตรกลีเซอไรด์, ตับแข็ง, ไขมันแทรกในตับ, ยูริค, เป็นตะคริว, เป็นเชื้อราหรือโรคผิวหนังอื่นๆบ่อยๆ เช่น กลาก เริม เป็นต้น ใครก็ตามที่ชอบกินหวานผิวหนังของคนๆนั้นจะเป็นกรด พร้อมให้ราขึ้น สำหรับโรคไตนั้น เกิดจากการตกตะกอนของหินปูน แคลเซียมออกซาเลต ซึ่งสัมพันธ์กับการกินหวานโดยตรง เนื่องจากการตกตะกอน ของเกลือออกซาเลตในไต จะต้องใช้น้ำตาลเป็นตัวตกตะกอน เพราะฉะนั้นโรคไตจึงเกิดจากการกินหวานและการกินพืชที่มีสารออกซาเลตสูง เช่น ใบชะพลู กระถิน ชะอม ถั่วพู สะตอ ลูกเนียง เป็นต้น
คนส่วนใหญ่คิดว่าไตจะสัมพันธ์กับเค็ม ความจริงถ้ากินเค็มแล้วกินน้ำมากพอก็จะไม่ก่อให้เกิดโรคไต แต่เค็มเป็นสาเหตุของ
มะเร็งและโรคกระดูกผุ น้ำปลาที่ไม่ใส่พริกขี้หนู หอมแดง บีบมะนาว จะก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร ทางเดินอาหาร และกระดูกผุ แต่ถ้าใส่พริกขี้หนู หอมแดง บีบมะนาวอันตรายนั้นก็จะหมดไปทันที การวิจัยพบว่าวิตามินซีจากผลไม้เปรี้ยว โดยเฉพาะมะนาวและสารโคซีทินที่มีอยู่ในหอมแดงสามารถฆ่าเซลมะเร็งได้จากหน้ามือเป็นหลังมือ ร่างกายจะขับออกไปได้โดยไม่ทำลายไต แต่จะดึงเอาแคลเซียมในร่างกาย ออกไปด้วย นอกจากนี้น้ำตาลที่เรากินเข้าไป เมื่ออยู่ในร่างกายจะทำให้เลือดเหนียว เหมือนน้ำเชื่อม ทำให้ไหลได้ช้าลงจึงนำสารอาหารไปสู่เนื้อเยื่อได้ช้าลง ความสามารถในการซ่อมแซมเนื้อเยื้อก็จะตกลง มีผลทำให้เส้นเลือดฝอยตีบจากความเหนียวของมัน ฉะนั้นก็จะทำให้เกิดความเสื่อมของอวัยวะต่างๆได้เร็วยิ่งขึ้น
– เนยเทียม เป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น โดยยิ่งไฮโดรเจนเข้าไปที่น้ำมันดอกทานตะวัน ทำให้โมเลกุลบิด แข็งตัวเป็นเนยขึ้นมา เมื่อเข้าไปในร่างกายจึงเป็นสิ่งแปลกปลอม และเป็นอันตรายต่อร่างกายมาก
– โปรตีนที่ดี โครงสร้างร่างกายคนประกอบด้วยน้ำ 60 % โปรตีน 30 % และอื่นๆ 10% ถ้าเราดื่มน้ำเพียงพอ ( 2-3 ลิตร) ทุก วันและกินโปรตีนให้ถูกเท่ากับเรากินตามโครงสร้าง 90% ของร่างกายคาร์โบไฮเดรตทุกชนิดเป็นหน่วยพลังงานไม่ใช่หน่วยโครงสร้าง โปรตีนมีความจำเป็นต่อร่างกายมากเพราะ 100% ของสารที่สมองใช้สื่อสารสร้างจากโปรตีน หรือกรดอะมิโน 100% ของฮอร์โมนทั่วร่างกายสร้างจากกรดอะมิโน 100% ของเอ็นไซม์ที่ควบคุมการทำงานของร่างกายมนุษย์ ก็สร้างจากกรดอะมิโน หน่วย RNA DNA ใช้กรดอะมิโนในการถ่ายทอดพันธุ์กรรมที่ถูกต้อง ฉะนั้นร่างกายควรจะได้รับโปรตีนที่ดี สำหรับคนปกติแพทย์แนะนำให้ทานโปรตีนจากถั่วเช่น ถั่ว ดำ เขียว แดง เหลือง ต้มวันละหนึ่งถ้วยครึ่ง สลับกันไป โปรตีนที่ดีคือ โปรตีนจากพืชตระกูลถั่วและข้าว ไม่ใช่โปรตีนจากสัตว์ โปรตีนสัตว์มีความสัมพันธ์กับการอักเสบในร่างกายมนุษย์ เช่นโรคอัลไซเมอร์ก็เกิดจากการบริโภคโปรตีนสัตว์มากเกินทำให้สมองเกิดการอักเสบเรื้อรัง สุดท้ายก็เป็นพังผืด ร่างกายจะต้องได้รับโปรตีนที่ดี เพราะโปรตีนถูกใช้ในทุกๆวินาที ที่ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง 35 ล้านอัน ทุก 4วันที่เยื่อบุในระบบทางเดินอาหารและเกล็ดเลือดถูกสร้างใหม่หมด ทุก 10 วันที่เม็ดเลือดขาวทุกตัวสร้างใหม่หมด ทุก 24 วัน ที่ผิวหนังทั่วตัวสร้างใหม่หมด เม็ดเลือดแดงจะมีออกซิเจนที่ดีต้องมีโปรตีนดี ภูมิต้านทานจะดีก็ต้องอาศัยโปรตีนเป็นตัวสร้าง เลือดไหลแล้วจะหยุดง่ายต้องมีโปรตีนที่ดี ปัญหาผิวหนังทั้งหมดที่เกิดขึ้น เกิดจากอาหารสองชนิดคือ หวานกับโปรตีนสัตว์ คนที่เป็นโรคกระเพาะควรจะหายภายใน 4 วัน ถ้าได้รับโปรตีนที่ดี พราะเยื่อบุในระบบทางเดินอาหารถูกสร้างใหม่หมดทุก 4 วันคนที่เป็นโรคกระเพาะเรื้อรังหลายๆปีนั้นเกิดจากเหตุ 2 ประการคือ หนึ่งคือการกินหวานมากเกิน น้ำตาลจะเป็นอาหารของแบคทีเรียในกระเพาะ จึงทำให้แบคทีเรียแข็งแรง แผลจึงอักเสบตลอดเวลาและหายยาก ประการที่สองการได้รับโปรตีนจากสัตว์มากเกินเช่นถ้าเรากินเนื้อ นม ไข่เยอะ จะไปกระตุ้นให้สร้างน้ำย่อยโปรตีนเยอะ น้ำย่อยชนิดนี้จะย่อยเนื้อกระเพาะของเราเอง โปรตีนพืชได้ถูกใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์อย่างมาก เช่นใช้รักษาโรคความดันสูงใช้กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนให้สม่ำเสมอและเป็นปกติ ใช้สร้างกล้ามเนื้อเสริมสร้างความอดทน ใช้ควบคุมอาหารควบคุมเบาหวาน ควบคุมความดันโลหิต ลดอาการปวด ลดอาการติดยา ควบคุมโรคพาร์กินสันลดอาการเฉื่อยชา ลดอาการนอนไม่หลับ ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดี ป้องกันถุงน้ำดีอักเสบ ลดความก้าวร้าว ลดอาการกระดูกผุ ช่วยล้างพิษและกระตุ้นภูมิต้านทาน ตัวอย่างคนไข้ท่านหนึ่งเป็นเบาหวานมา 5 ปี น้ำตาล 270 คลอเลสเตอรอล 300 ไตกลีเซอไลด์ 450 หลังจากที่คนไข้ท่านนี้ลดอาหารหวาน ไม่กินโปรตีนสัตว์ และกินโปรตีนพืชสม่ำเสมอ หลังจากนั้น 1 เดือน น้ำตาลเหลือ 185 คลอเลสเตอ -รอล 200 ไตกลีเซอไลด์ 270
ตัวอย่างที่สอง คนไข้ภูมิแพ้ หลังจากงดนมวัว ลดของหวาน กินโปรตีนพืช ดื่มน้ำมะนาววันละ 2 ลูก หอมแดง 2 หัว อาการภูมิแพ้ก็ไม่กลับมาอีกเลยจากงานวิจัยมีการพบว่า เจ้าของบริษัทผลิตน้ำผลไม้ มักจะเป็นเจ้าของบริษัทผลิตยาแก้โรคเบาหวานและเจ้าของบริษัทที่ผลิตนม ก็เป็นเจ้าของบริษัทผลิตยาแก้โรคภูมิแพ้ จึงสันนิษฐานได้ว่าแม้แต่ผู้ผลิตก็รู้จักโทษของอาหารที่ตนผลิตเป็นอย่างดี
– กินเพื่อสุขภาพที่ดี : มื้ออาหารที่ถูกต้องคือ เช้ากลางวัน ทานเต็มที่ มื้อเย็นทานน้อยๆ หรือไม่ต้องทานเพราะหลังจากที่กินมื้อเช้าและกลางวันแล้ว ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานเต็มที่เกิดของเสียเต็มที่ จากนั้นควรทิ้งช่วงให้ร่างกายได้ขับของเสียเหล่านั้นทิ้งโดยไม่ต้อง มีภาระในการย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหารมื้อเย็นอีก เป็นการเปิดเวลาให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนสึกหรอฉะนั้นมื้อเย็นถ้าจะทานควรจะเบาที่สุก เช่นผักสด หรือ เผือก หรือมัน ข้าวโอ๊ต ในปริมาณที่ไม่มากนัก คนที่มักหิวจนทนไม่ไหวตอนกลางคืน เกิดจากการกินหวานหรือรับน้ำตาลมากเกินไปในตอนกลางวัน ถ้าไม่ได้รับน้ำตาลมาก จะไม่เกิดอาการนี้ เพื่อสุขภาพที่ดี แพทย์โภชนบำบัดแนะนำให้ นำกระเทียม หอมแดง ขิง ขมิ้นขาว ในปริมาณเท่าๆกัน สับรวมกันแล้วนำมาคลุกข้าววันละ 2 ช้อนโต๊ะ บีบมะนาว ลงไปบนข้าว แล้วกินกับกับข้าวปกติ จะทำให้มีภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น และถ้าดื่มน้ำต้มใบรางจืดทุกวันวันละ2-3 แก้ว ก็จะเป็นการล้างพิษในร่างกาย
ฉะนั้นสรุปได้ว่าร่างกายเราจะแข็งแรง และหายป่วยได้ด้วยโภชนาการที่ถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพายา เราจะป่วยยากมาก และจะตายก็ยาก ถ้าไม่ดื่มนมวัว ไม่กินหวาน ไม่กินเนื้อสัตว์เยอะ ไม่กินของทอด ไม่กินเนย และจะแข็งแรง และตายยากมากขึ้นถ้ากินโปรตีนพืชให้ถูกต้อง เพราะโปรตีนพืชเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมและความแข็งแรงของร่างกายเรา และทานผักเยอะๆ เพราะผักทุกชนิดจะเป็นอาหารให้แก่แบคทีเรียที่ดี ที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารเรา และพวกนี้ต้องการไฟเบอร์ของผักไปช่วยในการขับเคลื่อนทางเดินอาหารเพื่อไม่ให้เกิดการหมักหมม ไม่ให้เกิดการเน่าในทางเดินอาหาร ฉะนั้นการกินผักก็จะช่วยให้เราแข็งแรงยิ่งขึ้นเพราะไม่มีของหมักหมมเน่าเสียอยู่ในร่างกายเรา

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *