สิทธิชนพื้นเมืองในกระบวนการยุติธรรมมาเลเซีย

สิทธิชนพื้นเมืองในกระบวนการยุติธรรมมาเลเซีย
สมชาย ปรีชาศิลปกุล*

เกริ่นนำ

นับตั้งแต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ประเด็นเรื่องสิทธิในที่ดินของชนพื้นเมืองที่อยู่ในรัฐต่างๆ ได้รับการยอมรับเพิ่มมากขึ้น การก่อตั้งองค์กรสหประชาชาติ และพร้อมกับได้มีการประกาศกฎบัตรออกมารับรองสิทธิชนพื้นเมืองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานประการหนึ่ง
ประเด็นที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือว่า พัฒนาการของสิทธิชนพื้นเมืองในหลายประเทศเป็นผลมาจากคำวินิจฉัยของศาล ดังในประเทศแคนาดา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และได้ทำให้มีการบัญญัติกฎหมาย และการจัดตั้งองค์กรขึ้นเพื่อพิจารณาสิทธิของชนกลุ่มดังกล่าว เป็นที่น่าสังเกตว่าสิทธิในที่ดินตามจารีตประเพณีของชนพื้นเมืองได้ขยายตัว แม้ในประเทศที่ใช้ระบบการจดทะเบียนเอกสารสิทธิในที่ดิน (Torrens system) ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยก็ได้ใช้ระบบนี้เช่นเดียวกัน
คำพิพากษาที่ได้แปลและเรียบเรียงนี้เป็นคำพิพากษาของประเทศมาเลเซีย อันเป็นข้อพิพาทระหว่างชนพื้นเมืองกับหน่วยงานของรัฐ โดยชนพื้นเมืองที่ครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนเป็นผลให้ต้องอพยพออกจากพื้นที่เหล่านี้ และมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตอย่างรุนแรงต่อชนพื้นเมือง คดีนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นคดีแรกที่ชนพื้นเมืองในประเทศมาเลเซีย ได้ฟ้อง
เรียกค่าเสียหาย(compensation)จากรัฐ โดยอาศัยกระบวนการยุติธรรม โดยโจทก์ ๕๒ คนซึ่งเป็นตัวแทนของชนพื้นเมืองได้ฟ้องรัฐบาลของรัฐ Johor และผู้อำนวยการฝ่ายที่ดินและเหมืองแร่ของรัฐ Johor เป็นจำเลย (รัฐดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในจำนวน ๑๓ รัฐของมาเลเซีย โดยตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของประเทศมาเลเซียใกล้กับประเทศสิงคโปร์)
เนื่องจากจำเลยได้ดำเนินโครงการสร้างเขื่อนเพื่อส่งน้ำให้แก่รัฐ Johor และประเทศสิงคโปร์ ซึ่งโครงการนี้เป็นผลให้พื้นที่ ๕๓,๒๗๓ เอเคอร์ ที่เป็นพื้นที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษตามจารีตประเพณี (traditional and ancestral land- เรียกกันในภาษามาเลย์ว่า kawasan saka) ได้รับผลกระทบ โดยชนพื้นเมืองต้องถูกจำกัดสิทธิและห้ามเข้าไปหาอาหารในพื้นที่ดังกล่าวดังที่เคยปฏิบัติสืบต่อกันมา โจทก์ได้ยืนยันว่า
– พื้นที่ทั้งหมดที่จำเลยได้เข้าครอบครองเพื่อการสร้างเขื่อนเป็นพื้นที่ดั้งเดิมของชนพื้นเมือง
– จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยความเสียหายให้แก่ชนพื้นเมืองที่ต้องได้รับผลกระทบนี้
เมื่อคดีนี้ได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาล มีประเด็นในการวินิจฉัยที่สำคัญ ๓ ประเด็นด้วยกัน ดังต่อไปนี้

๑.ประเด็นทางข้อเท็จจริง
ปัญหาในประเด็นทางข้อเท็จจริงก็คือชนพื้นเมืองเป็นผู้ที่อาศัยในพื้นที่จริงหรือไม่ ซึ่งได้ปรากฏจากหลักฐานเป็นจำนวนมากยืนยันว่า ชนพื้นเมืองกลุ่มนี้ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่มาเป็นเวลานานก่อนปี ค.ศ. ๑๙๔๕ ที่รัฐบาลแห่งอาณานิคมอังกฤษ(The British Colonial Government) จะได้จัดตั้งกรมกิจการพื้นเมือง(Department of the Aboriginal Peoples’ Affairs) เพื่อทำหน้าที่ควบคุมและดูแลชนพื้นเมืองในอาณานิคม และในช่วงระหว่างการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มลายา เมื่อ ค.ศ. ๑๙๖๑ รัฐบาลกลางได้อพยพชนพื้นเมืองซึ่งรวมถึงผู้ที่เป็นโจทก์ในคดีนี้ออกมาจากพื้นที่ที่ห่างไกล มาสู่พื้นที่ที่รัฐบาลสามารถควบคุมได้ และชนพื้นเมืองจำนวนมากก็ได้กลายมาเป็นผู้นำทางให้กับทางฝ่ายตำรวจและทหารในการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์
ทางฝ่ายจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งในประเด็นการดำรงอยู่ของชนพื้นเมืองก่อนการสร้างเขื่อนจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ในเอกสารของทางฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมีหน้าที่ดูแลชนพื้นเมืองได้ยอมรับว่าพื้นที่ที่ถูกเวนคืนเป็นดินแดนของชนพื้นเมืองที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ และหน่วยงานดังกล่าวยังได้แนะนำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในการสร้างเขื่อนจ่ายค่าชดเชยให้แก่ชนพื้นเมืองในที่ดินที่ถูกนำมาสร้างเขื่อน
เพราะฉะนั้นในประเด็นข้อเท็จจริง จึงเป็นที่ยอมรับว่าชนพื้นเมืองได้อาศัยและดำรงชีวิตในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน และที่ดินดังกล่าวก็เป็นการตกทอดมาจากบรรพบุรุษตามจารีตของชนพื้นเมืองจริง ประเด็นที่จะพิจารณากันต่อไปก็คือว่าจากข้อเท็จจริงที่ได้กล่าวมาข้างต้น ชนพื้นเมืองจะมีสิทธิตามกฎหมายเหนือที่ดินเหล่านี้หรือไม่

๒. ประเด็นทางข้อกฎหมาย

มีประเด็นในการวินิจฉัย ๓ ประเด็นสำคัญ คือ สิทธิของชนพื้นเมืองตามระบบกฎหมายแบบ Common Law, สิทธิตามกฎหมายลายลักษณ์อักษรของชนพื้นเมือง (statutory rights) และสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
๒.๑ สิทธิของชนพื้นเมืองตามระบบกฎหมายแบบ Common Law
ภายใต้ระบบกฎหมายแบบ Common Law ได้มีการรับรองสิทธิของชนพื้นเมืองแม้ในประเทศที่ใช้ระบบการจดทะเบียนสิทธิในที่ดินโดยเอกสาร (Torrens System) ในการพิจารณาของศาลมาเลเซีย ได้มีการอ้างอิงถึงคำพิพากษาของศาลในหลายประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายแบบ Common Law เช่น คำพิพากษาของศาลสหรัฐอเมริกาในคดี Worcester V. State of Georgia ค.ศ. ๑๘๓๒, Mitchel V. United States ค.ศ. ๑๘๓๕, คำพิพากษาของศาลนิวซีแลนด์ในคดี Nireaha Tamaki V. Barker ค.ศ. ๑๙๐๑, คำพิพากษาของศาลแคนาดาในคดี Calder V. A-G of British Columbia ค.ศ. ๑๙๗๓ คำพิพากษาเหล่านี้ต่างให้การยอมรับถึงสิทธิของชนพื้นเมืองเหนือที่ดินที่ได้ครอบครองมาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอำนาจรัฐ(การก่อตัวของรัฐชาติ)ก็ตาม
คดีสำคัญคดีหนึ่งในการยืนยันถึงสิทธิของชนพื้นเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาปัจจุบัน คือ คดี Mabo V. State of Queensland ค.ศ. ๑๙๘๖ ซึ่งถูกวินิจฉัยโดยศาลสูงของออสเตรเลีย คดีนี้ศาลได้เปลี่ยนแปลงแนวคำพิพากษาของศาลออสเตรเลียที่เดิมเคยยึดถือเป็นบรรทัดฐานว่า ออสเตรเลียเป็นดินแดนที่ไม่มีผู้ใดครอบครอง(terra nullis) ก่อนการค้นพบของอังกฤษ ซึ่งหมายความถึงการปฏิเสธการดำรงอยู่ของชนพื้นเมืองในออสเตรเลีย แนวคำพิพากษานี้ได้ดำรงอยู่มานานกว่า ๒ ศตวรรษ แต่แนวคำพิพากษาในคดี Mabo V. State of Queensland ได้กลับคำพิพากษาโดยยอมรับการดำรงอยู่ของชนพื้นเมืองก่อนการเข้ามาของอังกฤษ และยอมรับสิทธิของชนพื้นเมืองในออสเตรเลียเหนือที่ดิน ซึ่งต่อมา Federal Court of Australia ในคดี Pareroultja V. Ticker ค.ศ. ๑๙๙๓ ก็ได้ยืนยันการรับรองสิทธิของชนพื้นเมือง โดยศาลได้วินิจฉัยว่า
” จากคดี Mabo เป็นอำนาจอันชอบธรรมในการยืนยันว่าระบบ Common Law ของออสเตรเลียรับรองสิทธิของชนพื้นเมือง ซึ่งปรากฏในรูปแบบที่สอดคล้องกับกฎหมายหรือจารีตบนพื้นที่ที่สืบทอดมาตามประเพณี สิทธิชนพื้นเมืองมีรากเหง้าและเนื้อหาตามกฎหมายจารีตประเพณีซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยผู้อยู่อาศัยมาแต่ดั้งเดิม และได้รับการยอมรับโดย common law สิทธินี้ไม่สามารถถูกเปลี่ยนแปลงภายใต้ common law ถ้าชนพื้นเมืองยังดำรงวิถีชีวิตบนผืนดินซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยกฎเกณฑ์และจารีตของกลุ่ม จนกว่าการรับรองโดยกฎเกณฑ์และการปฏิบัติตามจารีตของกลุ่มจะยุติ รากฐานของสิทธิชนพื้นเมืองจึงสิ้นสุดซึ่งจะทำให้สิทธิของรัฐบาลกลายมาเป็นสิทธิที่เหนือกว่า”
คำตัดสินของศาลในคดี Mabo ด้วยการยืนยันถึงสิทธิของชนพื้นเมืองเหนือที่ดินซึ่งถูกใช้ประโยชน์โดยชนพื้นเมือง เป็นผลให้ต่อมารัฐสภาของออสเตรเลียผ่าน พ.ร.บ. สิทธิชนพื้นเมือง (The Native Title Act) ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ ๑ มกราคม ๑๙๙๔ และกฎหมายนี้ได้กลายมาเป็นกลไกที่สำคัญสำหรับชนพื้นเมืองออสเตรเลียในการเรียกร้องสิทธิเหนือที่ดินตามจารีตประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ
ซึ่งในกรณีของมาเลเซีย คำถามที่สำคัญก็คือว่าโจทก์ซึ่งถือเป็นชนพื้นเมืองมีสิทธิที่สืบทอดมาตามจารีตประเพณีหรือไม่ ในประเด็นนี้จึงจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบถึงข้ออ้างของชนพื้นเมืองด้วยการสืบค้นในทางประวัติศาสตร์
ศาลของมาเลเซียได้ยอมรับว่าในส่วนดินแดนมาเลเซียส่วนที่เป็นคาบสมุทร (Peninsular Malaysia) ได้ถูกครอบครองโดยกลุ่มคน ๒ กลุ่ม คือ ชาวมาเลย์ (The Malays) ที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเลและแม่น้ำ และอีกกลุ่มคือชนพื้นเมือง (aboriginal people) ซึ่งอาศัยอยู่ลึกเข้าไปในผืนแผ่นดิน การดำรงอยู่ของทั้ง ๒ กลุ่มเริ่มปรากฏความขัดแย้งเมื่อชาวยุโรปได้เดินทางมาถึง อังกฤษได้นำเอารูปแบบการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน พร้อมกับการขีดเส้นแบ่งเหนือแผ่นดินอย่างชัดเจนมาใช้บังคับ
อังกฤษได้นำระบบ Torrens มาใช้บังคับ ทำให้มีการโอนกรรมสิทธิและการยืนยันสิทธิในที่ดินโดยปราศจากการครอบครองเกิดขึ้น ระบบนี้ถูกใช้บังคับกับประชาชนทั่วไปยกเว้นกับชนพื้นเมืองที่ยังคงวิถีชีวิตในป่าตามที่เคยเป็นมา ก่อนการนำเข้าของระบบ Torrens ที่ดินเหล่านี้ชนพื้นเมืองถือว่าเป็นพื้นที่ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรษ ในตอนเริ่มต้นของระบบ Torrens ที่ดินเหล่านี้ถูกประกาศเป็นที่ดินของรัฐและบางส่วนได้ถูกประกาศเป็นพื้นที่ป่าสงวน อย่างไรก็ตามชนพื้นเมืองก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และถือว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนที่พวกเขายังคงสามารถล่าสัตว์และเก็บของป่าดังที่บรรพบุรุษได้กระทำมา
ซึ่งในที่นี้ศาลของมาเลเซียเห็นว่าสิทธิของชนพื้นเมืองเหนือที่ดินในการมีชีวิตอย่างอิสระ และการพึ่งพาผลผลิตจากป่าเป็นสิทธิที่มีความแตกต่างไปจากสิทธิในความหมายซึ่งเข้าใจกันในความหมายของสมัยใหม่ว่าเป็นผู้เป็นเจ้าของสามารถขาย ให้เช่าผืนดินหรือผลผลิตแก่บุคคลอื่น และด้วยเหตุผลว่าชนพื้นเมืองกลุ่มนี้ได้ดำเนินชีวิตและใช้สิทธิในที่ดินมาตั้งแต่อดีตกาล เพราะฉะนั้นศาลจึงเห็นว่าระบบ common law ของมาเลเซียต้องยอมรับสิทธิที่จะดำรงชีวิตบนผืนดินของเขาทั้งหลายเช่นเดียวกับบรรพบุรุษ และรวมไปถึงสิทธิของชนพื้นเมืองในรุ่นต่อไปที่จะได้รับสิทธิเช่นเดียวกับบรรพบุรุษ
๒.๒ สิทธิตามกฎหมายลายลักษณ์อักษร
ในการคุ้มครองสิทธิของชนพื้นเมือง รัฐบาลได้ตรา พ.ร.บ. ชนพื้นเมือง (Aboriginal Peoples Act) ค.ศ. ๑๙๓๙ เพื่อปกป้องชนพื้นเมืองในเปรัคแต่ต่อมาได้ถูกแก้ไขให้มีเนื้อหาขยายรวมไปถึงรัฐอื่นๆ มีการแก้ไขเกิดขึ้นหลายครั้งกับกฎหมายนี้ ครั้งสุดท้ายได้มีการแก้ไขใน ค.ศ. ๑๙๗๔
กฎหมายฉบับนี้ได้รับรองพื้นที่ซึ่งกันไว้เป็นการเฉพาะให้กับชนพื้นเมืองของมลายา หรือสำหรับสิทธิในการเก็บหาของป่าหรือล่าสัตว์ ในหมวด ๑๐ ของ พ.ร.บ. ได้ให้สิทธิแก่ชนพื้นเมืองในการครอบครองหรือเก็บหาของป่าเป็นสิทธิที่อยู่เหนือการกำหนดพื้นที่สงวน ป่าสงวน หรือเขตห้ามล่าสัตว์ เนื้อหาของหมวดนี้ได้สะท้อนเจตนารมย์ของฝ่ายนิติบัญญัติในการให้อำนาจแก่ชนพื้นเมืองที่จะคงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมได้ต่อไป และในหมวด ๑๑ องค์กรของรัฐต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อต้องการได้มาซึ่งพื้นที่ดังกล่าว
สิทธิต่างๆ ของชนพื้นเมืองที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายสามารถที่จะถูกเพิกถอนโดยปราศจากการจ่ายค่าชดเชยได้หรือไม่ ในกรณีนี้ศาลมีความเห็นว่าเป็นที่ชัดเจนว่ากฎหมายรับรองการจ่ายค่าชดเชยอย่างเพียงพอต่อความเสียหาย โดยสำหรับกรณีที่เป็นพื้นที่ซึ่งถูกสงวนไว้สำหรับชนพื้นเมืองนั้นเป็นที่ชัดเจนว่ารัฐไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่สำหรับกรณีที่เป็นพื้นที่ป่าสงวนที่ชนพื้นเมืองมีสิทธิในการเก็บหาหรือในประโยชน์ กรณีนี้การจ่ายค่าชดเชยเกิดขึ้นเพื่อความเสียหายแก่ต้นไม้ที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชนพื้นเมืองไม่ใช่การจ่ายเพื่อสิทธิในที่ดิน นอกจากนี้ พ.ร.บ. ชนพื้นเมืองก็ไม่ได้จำกัดสิทธิของชนพื้นเมืองให้น้อยลง ฉะนั้นสิทธิของชนพื้นเมืองตามระบบ common law และตามกฎหมายลายลักษณ์อักษรจะต้องถูกพิจารณาเชื่อมโยงว่าต่างเป็นส่วนที่เสริมซึ่งกันและกัน
๒.๓ สิทธิตามรัฐธรรมนูญของชนพื้นเมือง
หลังจากมาเลเซียได้รับเอกราชเมื่อ ๓๑ สิงหาคม ๑๙๕๗ รัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐ(The Federal Constitution) ได้กลายเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติของกฎหมายใดที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐก็จะถือว่าปราศจากผลบังคับ โดยประเด็นสำคัญทางชนพื้นเมืองเห็นว่ารัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิในประเด็นเรื่องสิทธิในทรัพย์สินไว้ ในมาตรา ๑๓ ว่า
“(๒) ไม่มีกฎหมายใดที่สามารถริบเอาทรัพย์สินหรือใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของเอกชน โดยปราศจากการจ่ายค่าชดเชยอย่างเหมาะสม”
โจทก์ได้เสนอว่าการนำเอาที่ดินซึ่งตกทอดมาตามจารีตไปใช้ประโยชน์ ทางฝ่ายจำเลยไม่มีการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ชนพื้นเมืองเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และทางฝ่ายจำเลยเองก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีสิทธิในการขับไล่ชนพื้นเมืองโดยชอบ ซึ่งศาลเห็นด้วยกับทางฝ่ายชนพื้นเมืองว่าควรจะได้รับค่าชดเชย นอกจากนี้ประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงอีกประการหนึ่งก็คือ การเวนคืนที่ดินเพื่อการสร้างเขื่อนได้ดำเนินไปภายใต้อำนาจของประมวลกฎหมายที่ดิน ค.ศ. ๑๙๖๕ (National Land Code) โดยที่กฎหมายนี้ไม่ได้มีบทบัญญัติสำหรับการจ่ายค่าชดเชย จำเลยจะสามารถอ้างประเด็นการไม่มีบทบัญญัติเรื่องการจ่ายค่าชดเชยในกฎหมายที่ดินเป็นข้อต่อสู้ได้หรือไม่
ในประเด็นนี้ศาลได้วินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐมีอำนาจเหนือทั้ง common law และกฎหมายลายลักษณ์อักษร และสามารถบังคับให้มีการจ่ายค่าชดเชยในการกระทำใดๆ ของรัฐที่เป็นผลให้ได้มาซึ่งสิทธิของเอกชน การได้มาซึ่งสิทธิด้วยอำนาจบังคับหรือการใช้ประโยชน์โดยปราศจากการเยียวยา เป็นการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกันการเวนคืนที่ดินของชนพื้นเมืองตามประมวลกฎหมายที่ดิน แม้ในกฎหมายดังกล่าวจะไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องการจ่ายค่าชดเชยในการเวนคืนที่ดิน แต่ทั้งนี้ต้องตีความกฎหมายที่ดินภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓ ดังนั้น หากปราศจากบทบัญญัติสำหรับการจ่ายค่าชดเชยในการเวนคืนที่ดินก็ต้องนำบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาใช้บังคับประกอบ*

๓.การจ่ายค่าชดเชย

สิ่งที่เป็นปัญหาติดตามมาก็คือว่าจะกำหนดค่าชดเชยให้กับโจทก์อย่างไร เนื่องคดีนี้เป็นคดีแรกที่มีการฟ้องในลักษณะดังกล่าวจึงไม่เคยมีมาตรฐานหรือหลักการในการจ่ายค่าชดเชยเช่นนี้มาก่อนในมาเลเซีย
หลังจากคดี Mabo ในออสเตรเลีย เมื่อรัฐบาลกลางของออสเตรเลียได้ประกาศใช้ The Native Title Act ซึ่งได้มีการกำหนดให้จ่ายค่าชดเชยแก่ชนพื้นเมืองที่สิทธิของตนถูกกระทบ รัฐสภาออสเตรเลียก็ได้กำหนดให้การจ่ายค่าชดเชยต้องเป็นไปอย่างเป็นธรรม (just term) ซึ่งในกรณีของมาเลเซีย ศาลเห็นว่าต้องเป็นการจ่ายค่าชดเชยที่เพียงพอ (adequate compensation)
ในการจ่ายค่าชดเชยภายใต้ พ.ร.บ. การเวนคืนที่ดิน (Land Acquistion Act) โดยทั่วไปศาลจะใช้หลักการเดียวในการกำหนดค่าชดเชยโดยการพิจารณามูลค่าตามท้องตลาดของที่ดินนั้น แต่กรณีของสิทธิเหนือที่ดินของชนพื้นเมืองมีความแตกต่างอย่างมากจากที่ดินที่ถือครองโดยมีเอกสารสิทธิ ที่ดินของชนพื้นเมืองไม่อาจขาย โอน ให้เช่าหรือเป็นหลักประกันในการจำนองได้ ยิ่งไปกว่านั้นบุคคลอื่นๆ ที่ถูกเวนคืนที่ดินและได้รับค่าชดเชยอย่างเหมาะสมตามมูลค่าตลาด สามารถที่จะเริ่มมีชีวิตของตนตามปกติได้ด้วยการซื้อที่ดินแห่งใหม่ แต่สำหรับชนพื้นเมืองมีลักษณะพื้นฐานที่แตกต่างไปอย่างมาก ภายใต้วิถีชีวิตที่พึ่งพากับป่าและที่ดินซึ่งสืบทอดมาตามจารีตโดยปราศจากการศึกษา ความเชี่ยวชาญอื่นๆ จึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่อื่นๆ ดังนั้นจึงไม่เหมาะสมที่จะใช้หลักการการจ่ายค่าชดเชยแก่คนสองกลุ่มนี้ด้วยมาตรฐานเดียวกัน
ความเสียหายที่ชนพื้นเมืองได้รับตามความเห็นของศาลมี ๕ ประเด็น ดังต่อไปนี้
– การเสียสิทธิจากแผ่นดินที่เป็นมรดกตกทอดสืบต่อกันมา
– การเสียเสรีภาพในการดำรงอยู่หรือการดำเนินชีวิต
– การเสียสิทธิในการเก็บผลผลิตเพื่อยังชีพจากป่า
– การเสียสิทธิในการอยู่อาศัยของพวกเขาและครอบครัว
– การเสียสิทธิในการดำรงชีพและอยู่อาศัยของลูกหลานรุ่นต่อไป
เพราะฉะนั้น ในการจ่ายค่าชดเชยแก่ชนพื้นเมือง ความเสียหายข้างต้นจึงควรนำมาเป็นหลักของการคำนวณในการจ่ายค่าชดเชย อย่างไรก็ตามศาลเองก็ยอมรับว่าจำนวนเงินที่กำหนดนั้นสำหรับชดเชยการสูญเสียการใช้ประโยชน์ในที่ดินและผลผลิตที่ควรจะได้รับ ส่วนความผูกพันทางด้านความรู้สึก วัฒนธรรม ไม่อาจคำนวณออกมาเป็นความเสียหายได้ และศาลยังกำหนดค่าชดเชยให้แก่การสูญเสียรายได้ของชนพื้นเมืองอีกเป็นเวลา ๒๕ ปีสำหรับแต่ละคน ทั้งหมดนี้เป็นการชดเชยเพื่อให้ชนพื้นเมืองและครอบครัวสามารถที่ดำรงชีวิตต่อไปได้จนถึงรุ่นลูกหลาน

บทความนี้ได้รับความเอื้อเฟื้อจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ( http://www.geocities.com/midnightuniv/)

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *