สาเหตุ เงื่อนไข และอุปสรรค ของระบบ “รถโรงเรียน” ในประเทศไทย

สาเหตุ เงื่อนไข และอุปสรรค ของระบบ “รถโรงเรียน” ในประเทศไทย

ปัญหาอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุบัติเหตุจราจร เป็นปัญหาที่สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นอย่างมากในแต่ละปี อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นสร้างผลกระทบต่อคนหลายกลุ่มด้วยกัน และกลุ่มที่นำความเศร้าสลดสะเทือนใจสู่สังคมวงกว้างในทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ ก็คือ กลุ่มเด็กนักเรียน โดยเฉพาะที่เกิดกับรถรับส่งนักเรียน

ในแต่ละปี มีข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนหลายครั้ง และในหลายๆ ข่าวนั้น ก็มีระดับความรุนแรงตั้งแต่บาดเจ็บ บาดเจ็บสาหัส หรือเสียชีวิต ปรากฏให้เห็น

ในรายงานของ “โครงการศึกษาสาเหตุ และแนวทางป้องกันอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนและการถอดบทเรียนรูปแบบการจัดบริการรถรับส่งนักเรียน” ที่มี ผศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ภาควิชาวิศวกรรมขนส่ง สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย เป็นหัวหน้าคณะผู้วิจัย ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลการบาดเจ็บ (Injury Surveillance) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรถรับส่งนักเรียนของโรงพยาบาล 28 แห่งทั่วประเทศ ระหว่างปี พ.ศ. 2542 – 2546 ซึ่งมีเด็กนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ 2,817 ราย และเสียชีวิตถึง 156 ราย โดยพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า

อุบัติเหตุที่เกิดกับรถรับส่งนักเรียนนั้นมักจะเป็นช่วงเย็น คือระหว่างเวลา 15.00 – 17.00 น. ถึงร้อยละ 76 ส่วนช่วงเช้า (06.00 – 08.00 น.) ร้อยละ 24 โดยกลุ่มอายุของผู้ได้รับบาดเจ็บ แบ่งได้เป็น ระดับประถมศึกษา (อายุระหว่าง 6 – 12 ปี) ร้อยละ 71 ส่วนระดับมัธยมศึกษา (อายุระหว่าง 13 – 18 ปี) ร้อยละ 29

ลักษณะการบาดเจ็บส่วนมาก เป็นการบาดเจ็บบริเวณศีรษะ ร้อยละ 43 บริเวณเข่าและปลายขา ร้อยละ 12 บริเวณศอกและปลายแขน ร้อยละ 10 โดยมียานพาหนะที่ประสบเหตุ ตั้งแต่รถบรรทุกขนาดเล็ก (Pickup) ร้อยละ 34 รถบรรทุกหรือสองแถวใหญ่ ร้อยละ 23 รถโดยสารขนาดเล็ก ร้อยละ 23 รถโดยสาร ร้อยละ 19 (ทั้งนี้ไม่นับว่า รถจักรยานยนต์เป็นรถรับส่งนักเรียน)

ข้อมูลจากการศึกษาเหล่านี้ยืนยันกับเราว่า อุบัติเหตุที่เกิดกับเด็กนักเรียนในระหว่างเดินทางไปกลับที่พักอาศัย-โรงเรียน คือภัยใกล้ตัวที่แอบซ่อนรอวันเล่นงานครอบครัวใดก็ได้ ทว่าทางออกเพื่อการป้องกันและหลีกหนีอุบัติเหตุเหล่านี้กลับมีได้ยากเต็มที แม้การศึกษาทางวิชาการหลายชิ้นยืนยันตรงกันว่า หากมีการจัดให้มี “รถโรงเรียน” ที่ได้มาตรฐานเพื่อรับส่งนักเรียนโดยเฉพาะจะช่วยลดปัญหาอุบัติเหตุ และการจราจรที่ติดขัดอย่างได้ผลก็ตาม

อะไรคืออุปสรรคเหล่านั้น? ในรายงานโครงการ “ปฏิบัติงานด้านวิชาการเพื่อศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรถรับส่งนักเรียน และจัดทำร่างกฏ ระเบียบรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัยและมีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศ” ที่มีนายสุรพงษ์ เมี้ยนมิตร เป็นหัวหน้าคณะวิจัย ได้ศึกษาและสรุปปัญหาการดำเนินการรถโรงเรียนที่สำคัญคือ

ปัญหาจากผู้ประกอบการ ที่ผ่านมามีผู้สนใจดำเนินกิจการรถโรงเรียนที่ถูกกฎหมายน้อย เนื่องจากเงื่อนไขการใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน การลงทุนสูง ประกอบกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่กำหนดระเบียบให้รถโรงเรียนต้องใช้สีเหลืองคาดดำ และต้องไม่นำไปใช้ในกิจการอื่นๆ (แม้ว่าในภายหลังจะมีการอนุโลมให้นำไปใช้กิจการอื่นได้) ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ทำให้โครงการรถโรงเรียนไม่ประสบผลสำเร็จ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการในปัจจุบันส่วนมากเป็นผู้ประกอบการภายนอก ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของโรงเรียน และค่าบริการก็ขึ้นกับการตกลงระหว่างผู้ปกครองกับผู้ประกอบการเอง รวมทั้งจำนวนนักเรียนที่นั่งในรถที่ผู้ประกอบการจะพยายามให้มีจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งผิดกฎหมายเกี่ยวกับรถโรงเรียนเกือบทั้งหมด
สาเหตุที่โรงเรียนไม่ต้องการดำเนินการรถโรงเรียนด้วยตนเอง คือ โรงเรียนไม่มีภาระหน้าที่โดยตรงในเรื่องนี้ (เนื่องจากไม่มีกฎหมายหรือระเบียบใดกำหนดให้ดำเนินการ) การจัดรถโรงเรียนมีความยุ่งยาก รวมถึงต้องรับภาระด้านกฎหมายและการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละวันทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ และยังมีโอกาสเกิดปัญหาที่ต้องใช้ความรับผิดชอบสูง เช่น ปัญหาอุบัติเหตุ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อชื่อเสียงโรงเรียน ตำแหน่งหน้าที่การงานของผู้ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้โรงเรียนยังต้องเพิ่มบุคลากร หรือค่าใช้จ่ายในการจัดหาพนักงานขับรถ ผู้ดูแลเด็กนักเรียนบนรถ บุคลากรที่ต้องจัดทำรายงานการดำเนินการรถโรงเรียนต่อผู้ดูแลตามลำดับชั้น การจัดสถานที่จอดรถที่ซ่อมบำรุงรถโรงเรียนในบางครั้ง และการลงทุนในโรงเรียนก็มีผลตอบแทนไม่มากเมื่อเทียบกับความเสี่ยงในการดำเนินการ และหากมีการเก็บเงินค่าบริการสูงก็จะทำให้เกิดภาพพจน์ที่ไม่ดีต่อโรงเรียน ทั้งระบบการบริหารงานของโรงเรียนก็ไม่เอื้ออำนวยต่อการบริหารรถโรงเรียน คือ ไม่สามารถนำรถดังกล่าวไปหาประโยชน์เพิ่มเติมได้อีก

สาเหตุที่ผู้ปกครองไม่นิยมใช้รถโรงเรียน คือผู้ปกครองต้องการส่งบุตรหลานด้วยตนเอง ต้องการความใกล้ชิด และดูแลด้วยตนเอง ไม่มีความเชื่อมั่นในระบบรถโรงเรียน ทั้งเรื่องความปลอดภัย รถสภาพไม่ดี ที่นั่งแออัด ใช้เวลารับส่งนานเกินไป และเห็นว่าครูหรือโรงเรียนควรจะเป็นผู้ดำเนินการ จึงจะเหมาะสมเห็นรู้สึกเชื่อมั่นมากขึ้น

นอกจากนี้การประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องการสนับสนุนการใช้รถโรงเรียนก็มีน้อย ไม่ครอบคลุม และจูงใจ ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจดำเนินการในเรื่องนี้ของภาครัฐที่ยังไม่บรรลุผลมากนัก

จะเห็นว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เมื่อการพัฒนาระบบรถรับส่งนักเรียนให้เกิดความสมบูรณ์และยั่งยืนนั้นเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยและหลายองค์ประกอบข้างต้น

แต่หาก “รถโรงเรียน” คือทางออกที่ได้ผลเพื่อความปลอดภัยของเด็กนักเรียนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ก็เป็นเรื่องที่สังคมต้องช่วยกันผลักดันและตัดเงื่อนไขเพื่อเอาชนะอุปสรรคทั้งหลาย

ที่มา : ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *