สารก่อภูมิแพ้ อันตรายที่ต้องป้องกัน

สารก่อภูมิแพ้ อันตรายที่ต้องป้องกัน
• คุณภาพชีวิต
กำจัดสิ่งสกปรก หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้

สารก่อภูมิแพ้ คือ สิ่งที่ทำให้ร่างกายเกิดอาการแพ้ โดยอาจจะเกิดจากการสัมผัสผ่านทางผิวหนัง สูดดมผ่านทางเดินหายใจ หรือผ่านทางระบบทางเดินอาหาร เมื่อสารก่อภูมิแพ้สัมผัสกับเยื่อบุของร่างกาย ร่างกายจะปล่อยสาระสำคัญ เรียกว่า “ฮีสตามีน” ออกมา ทำให้เกิดอาการะคายเคือง โรคภูมิแพ้ที่พบบ่อย ได้แก่ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (โรคแพ้อากาศ) โรคหืดจากภูมิแพ้ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ลมพิษ โรคภูมิแพ้ที่เกิดกับตา

สารก่อภูมิแพ้มีอยู่หลายอย่างด้วยกันเช่น ไรฝุ่น แมลงสาป ละอองเกสร ขนสัตว์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเราทั้งนั้น สิ่งแรกที่ต้องรู้คือหาสาเหตุว่าตัวเราแพ้อะไร และต้องรู้จักป้องกัน และหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลจากสิ่งที่เราแพ้

หากใครที่แพ้ไรฝุ่น ควรซักล้างผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม ทุก 1-2 สัปดาห์ โดนใช้น้ำอุณหภูมิมากกว่า 55 องศาเซลเซลติเกรดเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที และควรจะคลุมที่นอนและหมอนด้วยผ้าใยสังเคราะห์ชนิดพิเศษที่ตัวไรฝุ่นไม่สามารถไชทะลุขึ้นมาได้

ผู้ที่แพ้ซากแมลงสาบ ควรทำลายแหล่งเพาะพันธ์และขจัดแหล่งอาหารของแมลงสาบ ถุงใส่ขยะและเศษอาหารต้องปิดปากถุงและเก็บทิ้งทุกวัน บางครั้งอาจต้องใช้ยาฆ่าแมลงสาบและกับดักแมลงสาบร่วมด้วย

สำหรับผู้ที่แพ้เชื้อรา ต้องหมั่นตรวจตราบริเวณที่จะพบเชื้อราได้บ่อย เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว ไม่ให้มีรูรั่วของท่อน้ำ ถ้าพบเชื้อราให้ใช้ยาฆ่าเชื้อราเช่น ไลโซล หรือ คลอรอกซ์ เปิดห้องให้อากาศถ่ายเทและแสงแดดส่องถึง ไม่ควรปลูกต้นไม้ใส่กระถางภายในบ้านและควรกำจัดใบไม้ที่ร่วงทับถมในบริเวณบ้าน

ใครที่แพ้สัตว์เลี้ยงซึ่งได้แก่ แมวและสุนัข สารก่อภูมิแพ้จากแมวพบได้จากขี้รังแค น้ำลาย ซีรั่ม และปัสสาวะ สารก่อภูมิแพ้เหล่านี้จะกระจายไปได้ทั่วบ้านและคงตัวอยู่ได้นานถึง 5-6 เดือน จะพบสะสมได้มากตามฝุ่นบ้าน เฟอร์นิเจอร์บุนวม พรม ที่นอน และผ้าม่าน

ผู้ที่แพ้แมวหรือสุนัขควรกำจัดสัตว์เหล่านี้ออกไปจากที่อยู่อาศัย ถ้าไม่สามารถทำได้จริงๆ ควรให้สัตว์เลี้ยงอยู่เฉพาะนอกบ้านและอาจลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ได้บ้างโดยการอาบน้ำสัตว์เหล่านี้ทุกสัปดาห์ ร่วมกับการกำจัดแหล่งสะสมสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้โดยใช้เครื่องดูดฝุ่นและเครื่องกรองอากาศ

สุดท้ายผู้ที่แพ้ละอองเกสรหญ้า/วัชพืช/ต้นไม้ ละอองเกสรสามารถปลิวตามลมไปได้ไกลๆ ดังนั้นแม้ในบริเวณบ้านจะไม่มีพืชอะไรเลย ผู้ป่วยก็อาจเกิดอาการแพ้ได้ ถ้าภายในบริเวณบ้านมีสนามหญ้าต้องตัดหญ้าและวัชพืชบ่อยๆ เพื่อลดจำนวนเกสรของมัน สำหรับห้องปรับอากาศที่ปิดมิดชิดจะลดปริมาณละอองเกสรได้

ถ้าท่านได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้นอกจากการรักษาโดยการใช้ยา การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ และ/หรือ การผ่าตัดแล้ว เพื่อให้การควบคุมโรคภูมิแพ้ได้ผลดีที่สุด ท่านควรปฏิบัติตัวดังนี้

1. ดูแลสุขภาพทั่วไปให้แข็งแรง โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ

2. หลีกเลี่ยงสารก่อความระคายเคืองทั้งนอกและในบ้าน สารเหล่านี้ทำให้อาการภูมิแพ้เป็นมากขึ้น ได้แก่ ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสีย ควันไฟ ฝุ่นละอองจากแหล่งต่าง ๆ ละอองจากการฉีดยาฆ่าแมลง เป็นต้น

3. กำจัด และหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ สารก่อภูมิแพ้ที่เข้าสู่ร่างกายโดยการสูดดมหรือสัมผัส แบ่งออกเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่พบในบ้าน และสารก่อภูมิแพ้ที่พบนอกบ้าน ในคนไทยมักจะเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่พบในบ้าน ซึ่งที่พบบ่อยได้แก่ ไรฝุ่น ซากแมลงสาบ และเชื้อรา ซึ่งส่วนหนึ่งจะปะปนกับฝุ่นบ้าน ส่วนสารก่อภูมิแพ้ที่พบนอกบ้านที่พบบ่อยได้แก่ ละอองเกสรหญ้า วัชพืช หรือต้นไม้ และเชื้อรา

การกำจัดและหลีกเลี่ยงสารที่แพ้โดยทั่ว ๆ ไป สำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ควรประกอบด้วย

1. การใช้เครื่องเรือนให้น้อยชิ้นที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องนอน

2. ไม่ใช้ที่นอนและหมอนที่ทำด้วย นุ่นหรือขนนก

3. ไม่ใช้ พรมปูพื้น และไม่ใช้เก้าอี้หรือเครื่องเรือนที่บุด้วยผ้า

4. ควรเก็บหนังสือเข้าตู้มิดชิด

5. ไม่เล่นของเล่นหรือตุ๊กตาที่เป็นขน

6. ไม่ควรใช้ผ้าม่านที่ทำด้วยผ้าอย่างหนาและต้องซักผ้าม่านและใช้ผ้าเปียกเช็ดถูความสะอาดพื้นและเครื่องเรือนเพื่อขจัดฝุ่นละอองบ่อย ๆ

เรียบเรียง : วีรญาน์ จันทร์นวล Team Content www.thaihealth.or.th

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *