สามชาย

สามชาย
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2548
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมเขียนเกี่ยวกับสามหญิง เพื่อความเท่าเทียมกันวันนี้จึงขอเขียนเกี่ยวกับสามชายบ้าง ชายสามคนนี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง ที่จะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ
คนแรกได้แก่ บิล เกตส์ อภิมหาเศรษฐีหมายเลข 1 ของโลก ขอเรียนว่าผมไม่ได้ยกย่อง บิล เกตส์ เพราะเขาเป็นอภิมหาเศรษฐี หรือผมมีส่วนได้ส่วนเสียจากกิจการของเขา โดยเฉพาะในด้านการกุศลซึ่งผมเห็นว่า เป็นปัจจัยที่ควรจะทำให้เขา ได้รับรางวัลโนเบล
ผมติดตามความเป็นไปในชีวิตของอภิมหาเศรษฐีคนนี้ เพราะเขาเป็นผู้มีอิทธิพลสูงสุดต่อการปฏิวัติข่าวสารข้อมูล ซึ่งก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคมมนุษย์ ผมเคยนำเรื่องของเขามาเล่าไว้ในหนังสือชื่อ เสือ สิงห์ กระทิง แรด (บิล เกตส์ คือ “กระทิง”)
ผู้ที่มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนั้นอาจนึกออกว่า ผมไม่ได้เห็นด้วยกับ บิล เกตส์ ทุกอย่าง โดยเฉพาะกลยุทธ์ในการทำธุรกิจของเขา ที่ล่อแหลมต่อการละเมิดกฎหมาย และอาจขาดจรรยาบรรณ เช่น เมื่อบริษัทของเขาทราบว่า บริษัทอื่นกำลังจะทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ใหม่สำเร็จ ก็จะออกแถลงการณ์ทันทีว่า เขามีโปรแกรมชนิดเดียวกัน ซึ่งจะออกวางตลาดในเวลาไล่เลี่ยกันด้วย ทั้งที่ตามความเป็นจริงเขาอาจไม่มีโปรแกรมชนิดนั้น
หลังจากประกาศออกไปแล้ว เขาก็พยายามซื้อบริษัทนั้น และให้คนของเขาเร่งพัฒนาโปรแกรมแบบเดียวกันด้วย การประกาศเช่นนั้นสร้างความลังเลใจให้ลูกค้า แต่เมื่อใกล้เวลาวางตลาด เขาอาจเลื่อนกำหนดออกไป หรือไม่โปรแกรมที่เขาผลิตออกมา ก็จะมีข้อบกพร่องสูง แต่นั่นไม่มีความสำคัญต่อเขาเพราะเมื่อถึงวันนั้น บริษัทอื่นอาจล่มสลาย หรือไม่ก็ขายตัวให้เขาแล้ว
ผมชื่นชม บิล เกตส์ เพราะเขารณรงค์ให้รัฐเก็บภาษีมรดกต่อไป ทั้งที่ทายาทของเขาจะต้องเสียภาษีจำนวนมาก และเหนือกว่านั้น เพราะเขามุ่งมั่นที่จะใช้ทรัพย์สินจำนวนมหาศาลของเขา ช่วยชาวโลกให้มีชีวิตดีขึ้น
หลังจากตั้งตัวได้ไม่นาน บิล เกตส์ เริ่มหาทางช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยการตั้งมูลนิธิเพื่อการกุศลขึ้น ณ วันนี้ เขาได้บริจาคเงินให้มูลนิธินั้นแล้ว ราว 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1.1 ล้านล้านบาท เงินของเขาแผ่กระจายไปทั่วโลกโดย เฉพาะเพื่อขจัดโรคร้ายซึ่งเป็นภัยสูงสุดต่อคนจน ในประเทศด้อยพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นโรคเอดส์ วัณโรค หรือมาลาเรีย
เงินของเขาสนับสนุนการศึกษาค้นคว้าในประเทศด้อยพัฒนา กระตุ้นให้บริษัทผลิตยาข้ามชาติขนาดยักษ์ สนใจทำการวิจัย และพัฒนาตัวยาใหม่ๆ และฉีดวัคซีนให้เด็กเกิดใหม่ในประเทศด้อยพัฒนา พร้อมกับให้การศึกษาแก่แม่ของเด็กด้วย
เขา และภรรยาออกไปศึกษาหาความรู้ และสัมผัสกับปัญหาในประเทศด้อยพัฒนาโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นในแหล่งเสื่อมโทรมในอินเดีย และบังกลาเทศ หรือในทะเลทรายและหมู่บ้านห่างไกลในทวีปแอฟริกา การเดินทางไปในสถานที่เหล่านั้นมิใช่เป็นการจัดฉาก หากเกิดจากความสนใจในต้นตอของปัญหาอย่างจริงจังของเขา
บิล เกตส์ ใช้ทรัพย์สินต่อสู้กับโรคร้ายแต่เขาไม่มีความรู้ที่จะลงไปต่อสู้ในสมรภูมิ ในระดับนั้นการต่อสู้เป็นหน้าที่ของแพทย์เป็นส่วนใหญ่ ในบรรดาแพทย์ที่ลงไปในสมรภูมิ ผมชื่นชม หมอพอล ฟาร์เมอร์ มาก และเห็นว่าเขาน่าจะได้รับรางวัลโนเบลเฉกเช่นหมอ
อัลเบอร์ต ชไวเซอร์ ผู้ได้รับรางวัลในปี 2495 จากการอุทิศตัวต่อสู้กับโรคร้ายในทวีปแอฟริกา ผมเคยนำเรื่องของหมอฟาร์เมอร์ มาเล่าในคอลัมน์นี้เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2547 ขอนำมาเล่าคร่าวๆ อีกครั้ง ตอนนี้หมอฟาร์เมอร์อายุ 46 ปี เกิดในครอบครัวอเมริกันยากจนมาก แต่เนื่องจากเขาเรียนเก่ง จึงได้ทุนไปเรียนจนจบปริญญาเอกสองด้านพร้อมกัน ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดคือ ด้านการแพทย์และด้านมนุษยวิทยา ทั้งที่ในระหว่างเรียนเขาแทบไม่ได้เข้าห้องเรียนเลย หากใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลในถิ่นทุรกันดารของประเทศเฮติ
เขาไปใช้ชีวิตในเฮติเพราะได้ไปเห็นความยากไร้ในประเทศนั้น กระตุ้นให้เขาเกิดความรู้สึกว่าถ้าเขาไม่ทำอะไรเขาจะได้รับบาป ความคิดแนวนี้มีที่มาจากหลักศาสนาที่ว่า “ความดูดายเป็นบาป”
หลังจากเรียนจบหมอ ฟาร์เมอร์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นทั้งอาจารย์ที่ฮาร์วาร์ด และแพทย์ในโรงพยาบาลใกล้ๆ แต่เขายังแบ่งเวลาไปทำงานในเฮติ
นอกจากนั้นเขายังทำงานวิจัยมากมาย จนเกิดความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะในด้านวัณโรคดื้อยา เขียนหนังสือออกมาหลายเล่ม และดำเนินโครงการต่อสู้กับโรคร้ายในแอฟริกา และอเมริกาใต้ เขาทุ่มเทให้แก่งานรักษาคนไข้ในเฮติมาก ถึงกับบางครั้งลงทุนเดินข้ามภูเขา และลำธารเป็นเวลาหลายชั่วโมง เพื่อไปเยี่ยมคนไข้ซึ่งอยู่ห่างไกลโรงพยาบาล การทำงานอย่างทุ่มเทของเขา ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากมหาเศรษฐี บิล เกตส์ และจอร์จ โซรอส
นอกจากนั้นยังมีมหาเศรษฐีอเมริกันคนหนึ่ง ซึ่งประกาศว่าจะสละสมบัติให้แก่โครงการของหมอฟาร์เมอร์ไปเรื่อยๆ จนหมดดอลลาร์สุดท้ายเมื่อวันเขาตายพอดี
เรื่องของหมอฟาร์เมอร์เป็นที่ประทับใจของนักเขียนชื่อดัง รางวัลพูลิตเซอร์คนหนึ่ง เขาจึงติดตามหมอฟาร์เมอร์ไปหลายแห่ง และนำสิ่งที่เห็นมาเขียนไว้ในหนังสือชื่อ Mountains Beyond Mountains ซึ่งสะท้อนคติพจน์ของเฮติที่ว่า “หลังภูเขาเหล่านี้ยังมีภูเขา”
ผมจะดีใจถ้าหนึ่งในสองคนนี้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2549 อย่างไรก็ตาม ผมจะดีใจยิ่งขึ้นไปกว่านั้นหลายร้อยเท่า หากรางวัลตกเป็นของชายไทยคนหนึ่ง ซึ่งทุ่มเทและมีผลงานเพื่อประโยชน์สุขของสังคมส่วนรวมอย่างยั่งยืนติดต่อกันมานานกว่า อายุ 50 ปีของบิล เกตส์ เสียอีก เนื่องจากการเสนอชื่อของผู้ที่สมควรจะได้รับรางวัลโนเบล ต่อคณะกรรมการถือเป็นความลับ ผมจึงจะไม่ขอเอ่ยชื่อนั้นในวันนี้ แต่ผมเชื่อว่าคนไทยพอนึกออก ว่าผมหมายถึงใคร
ผู้ที่สามารถเสนอชื่อต่อคณะกรรมการ อาจเป็นผู้เคยได้รับรางวัลมาก่อน อาจารย์มหาวิทยาลัย และสมาชิกรัฐสภา ผมจึงเห็นว่า ปีหน้านี้ควรจะเป็นปีที่สมาชิกรัฐสภาไทย พร้อมใจกันเสนอชื่อนั้นอย่างลับๆ ต่อคณะกรรมการโนเบล
การกระทำเช่นนั้นจะสร้างสรรค์ยิ่งกว่าการออกมาให้สัมภาษณ์ว่า สมาชิกสาวคนไหนตั้งท้องกับนักการเมืองผู้ใหญ่ และคนไหนมีสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับคนขับรถ!!!

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *