สานสร้างองค์กรให้โปร่งใส ความในใจของบิ๊ก กบข.

“สานสร้างองค์กรให้โปร่งใส” ความในใจของบิ๊ก กบข.
ถ้าพูดถึงนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ของประเทศหลายคนคงจะนึกถึง “กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.)” กองทุนขนาดใหญ่ของประเทศไทยซึ่งจัดตั้งขึ้นมาในวันที่ 27 มีนาคม 2540 เพื่อบริหารเงินบำนาญให้กับข้าราชการที่เป็นสมาชิกทั้งหมดในปัจจุบัน(30 มิ.ย.49)จำนวน 1.17 ล้านคน มีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารรวมกันทั้งสิ้น 3.1แสนล้านบาท

ย้อนหลังไป 5 ปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2544 เมื่อ “วิสิฐ ตันติสุนทร” เข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.)คนที่ 2 นั้น กบข.มีเม็ดเงินภายใต้การบริหารอยู่ประมาณ 1.4 แสนล้านบาท หรือมีเม็ดเงินภายใต้การบริหารเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 30,000 ล้านบาทต่อปี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดย กบข.เองก็มีพัฒนาการในเชิงบวกขึ้นตามลำดับ ซึ่งหลายคนคงจะมองเห็นถึงความแตกต่างของ กบข.ในวันนี้กับในอดีตเมื่อ 5 ปีก่อนได้เป็นอย่างดี สำหรับ กบข.ในปีที่ 5 นั้น จึงถือว่าเป็น “ปีแรก” ในการดำรงตำแหน่ง “สมัยที่ 2” ของวิสิฐ

โดยก่อนที่จะมาร่วมงานกับ กบข.เมื่อ 5 ปีก่อนนั้น วิสิฐเองก็ทำงานคลุกคลีอยู่ในแวดวงการลงทุนกับบริษัทชั้นนำของประเทศมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบมจ.เงินทุนหลักทรัพย์ทิสโก้ ,บริษัท อเมริกัน อินเตอร์แนชชั่นแนล แอสชัวรันส์ ,บมจ.แกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ,หรือ บมจ.ลานนา รีซอร์สเซส

ดังนั้น เมื่อเข้ามาร่วมงานกับ กบข.ใน 5 ปีก่อน วิสิฐจึงเน้นการนำความรู้ความสามารถที่ได้รับจากการทำงานกับองค์กรเหล่านั้นมาปรับในเรื่องของการลงทุนของ กบข.เป็นภารกิจแรกๆ ในช่วงนั้น มีการจัดทำ Asset Allocation ใหม่ มีการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันมีสัดส่วนการลงทุนในตลาดทุน 20%(ทั้งลงทุนในหุ้นตลาดหลักทรัพย์ และหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์) กำลังขอขยายเพดานขึ้นไปเป็น 30% การลงทุนในตราสารหนี้เองก็มีการพิจารณาเกี่ยวกับอายุของตราสารที่จะลงทุนเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ของตลาดในขณะนั้นๆ

“การบริหารเงินลงทุนของ กบข.ทั้งในส่วนของหุ้น และตราสารหนี้ จะมี 2 แนวทาง คือ เป็นการบริหารแบบ Active และมีการบริหารที่เกาะไปกับดัชนี ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบนั้นเรานำมาใช้กับการลงทุนของ กบข.ทั้งในส่วนของหุ้น และตราสารหนี้ ซึ่งทีมการลงทุนของ กบข.เรานั้นเป็น one of the best team ในธุรกิจจัดการลงทุนเลยทีเดียว”

วิสิฐ บอกว่า นอกจากการปรับสัดส่วนการทำ Asset Allocation ใหม่แล้ว เรายังได้ขยายประเภทสินทรัพย์ในการลงทุนใหม่ๆ ออกไป เช่น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันเราเป็นเจ้าของตึก 3 แห่ง ได้แก่ ตึกบางกอก ซิตี้ ทาวเวอร์ ที่สาทร ,ตึกอับดุลราฮิม ที่พระราม 4 และตึกดีทแฮล์ม ถนนวิทยุ และอพาร์ตเมนต์อีก 1 แห่ง คือ Somerset Lake Point ที่สุขุมวิท ซึ่งให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี โดย กบข.มีสัดส่วนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อยู่ 5% ปัจจุบันเพิ่งจะลงทุนไปประมาณ 4.1% เท่านั้น ดังนั้น จึงยังมีโอกาสที่จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมได้อีกมาก

“การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องของภาวะเงินเฟ้อเป็นการลงทุนที่ได้ค่าเช่ากลับมาซึ่งค่าเช่าก็สามารถปรับขึ้นได้ตามอัตราเงินเฟ้ออยู่แล้ว”

นอกจากนี้ วิสิฐยังมีการปรับกลยุทธ์การลงทุนของ กบข.โดยมีการเพิ่มการลงทุนในต่างประเทศออกไปเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศ 10% กำลังอยู่ระหว่างขอขยายเพดานการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 15% สำหรับการลงทุนในต่างประเทศนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เพราะว่าวัตถุประสงค์ของ กบข. คือ การจัดการเงินเกษียณอายุให้มีคุณภาพและมีผลตอบแทนที่ดีที่สุด แล้วทำให้ความเสี่ยงน้อยที่สุด ซึ่งมันไม่สามารถที่จะให้เงินจำนวนมากมาอยู่ในที่เดียวกันได้ ดังนั้น เราจึงมีความจำเป็นต้องกระจายเงินลงทุนบางส่วนออกไปในต่างประเทศด้วย

“กบข.ยังมีการลงทุนทางเลือกอื่นๆ ด้วย เช่น มีการตั้ง Private Equity ที่ร่วมกันกับรัฐบาลบรูไน ประมาณ 200-300 ล้านบาท เพื่อเข้าไปลงทุนในบริษัททั้งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และอยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งในส่วนนี้จะอยู่ในส่วนของการลงทุนทางเลือก”

ด้วยความที่ กบข.เป็นนักลงทุนสถาบันที่มีเม็ดเงินภายใต้การบริหารจัดการขนาดใหญ่ บางครั้งบางคราวในการเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นจึงถูกมองว่า เป็นการเข้ามาลงทุนตามคำสั่งนักการเมือง หรือเป็นการเข้ามาทุบหุ้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ วิสิฐเองยอมรับว่า ในฐานะที่เราเป็นนักลงทุนนั้น โอกาสที่จะถูกมองดังกล่าวย่อมสามารถที่จะเกิดขึ้นได้

แต่ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า รูปแบบการลงทุนของ กบข.มีความชัดเจนในนโยบายการลงทุน เรามีการบริหารแบบ Active เมื่อเรามองเห็นโอกาสในการลงทุนเราก็เข้าไปลงทุน อย่างกรณีของการเข้าไปลงทุนใน บมจ.อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย(TPI)นั้น ก็จัดอยู่ในรูปแบบของการลงทุนทางเลือกเช่นเดียวกัน แล้วนักลงทุนที่ดีนอกจากซื้อเป็นแล้ว ยังต้องขายให้เป็นอีกด้วย ดังนั้น การเข้าไปซื้อหุ้นหรือขายหุ้นของ กบข.ในช่วงที่ผ่านมา ตลอดระยะเวลา 5 ปี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

“สิ่งที่ผมอยากเห็น คือ กบข.เป็นองค์กรที่โปร่งใส ปลอดจากการเมือง ซึ่งนั่นคือ สิ่งที่ผมตั้งใจไว้ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งที่ กบข. เพราะส่วนตัวแล้วไม่ชอบ กบข.ต้องไม่มีการเมือง ถ้ามีการเมืองตัวเองก็จะไม่อยู่ ไม่ทำ เพราะไม่ชอบ เราพยายามสร้างองค์กรให้มีความโปร่งใส”

ตลอดระยะเวลาการทำงานของวิสิฐนั้น นอกจากเรื่องปรับปรุงในเรื่องของการลงทุนแล้ว เขายังได้ผลักดัน และแก้ไขในอีกหลายเรื่อง เช่น แก้ไขพ.ร.บ.เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับสมาชิกเพิ่มขึ้น โดยให้สมาชิกสามารถที่จะออมต่อเนื่องได้ และให้สมาชิกสามารถที่จะสะสมเงินมากกว่าอัตราที่กำหนด คือ 3% ได้(สูงสุดไม่เกิน 15%) แต่ในส่วนของเงินสมทบยังคง 3% เท่าเดิม ซึ่งเรื่องดังกล่าววิสิฐผลักดันมาตั้งแต่ 5 ปีก่อน ซึ่งยังคงอยู่ในกระบวนการพิจารณาซึ่งจะต้องรอรัฐบาลต่อไป เพราะเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนืออำนาจการทำงานของเขาแล้ว

“ผมอยากจะทำอะไรเพื่อสังคมมากขึ้น การทำงานที่ กบข.ก็ถือว่าเป็นการทำงานเพื่อสังคมเช่นเดียวกัน เราไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของเราเอง แต่เรากำลังทำงานให้กับคนที่เขาไม่มี ดังนั้น ต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุน เพราะหากการลงทุนเกิดความผิดพลาดขึ้นมาผมคือ คนที่ต้องรับผิดชอบ ดังนั้น จึงบอกกับทุกคนที่ทำงานว่าเรากำลังจัดการเงินให้กับคน 1 ล้านคนๆ ละ 3 แสนบาท ไม่ใช่บริหารเงิน 3 แสนล้านบาทอยู่”

วิสิฐบอกว่า สำหรับการทำงานในสาระที่ 2 นี้ตั้งใจจะทำให้ กบข.เป็น E-Pension โดยนำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้ในองค์กรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มมากขึ้น เป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับคนของเราที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่การนำเทคโนโลยีมาใช้แทนคนแต่อย่างใด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรในทุกๆ ระบบ ทุกๆ ส่วนเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกสามารถที่จะเข้าถึง กบข.ได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

แน่นอนว่าการทำงานของวิสิฐที่ กบข.ในสมัยที่ 2 นี้ เขายังจะคงสานงานต่อก่องานใหม่ขึ้นมา เพื่อประโยชน์สูงสุดของสมาชิก กบข.อย่างแน่นอน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *