สสส. รณรงค์เด็กรุ่นใหม่กิน ‘น้ำพริก’ เมนูสุขภาพ

สสส. รณรงค์เด็กรุ่นใหม่กิน ‘น้ำพริก’ เมนูสุขภาพ
• อาหาร
• เรื่องเด่น
ค้นหาสาเหตุทำไม เด็กรุ่นใหม่นิยม “ฟาสต์ฟูด”

สสส. จัดเวทีมหกรรมน้ำพริกชี้เป้าหมายหลักคือการฟื้นความรู้ในเรื่องอาหารพื้นบ้าน พร้อมทั้งร่วมกันค้นหาสาเหตุว่าทำไมเด็กรุ่นใหม่หันไปนิยมรับประทานอาหารฟาสต์ฟูด ทั้งๆ ที่อาหารพื้นบ้านมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีความปลอดภัยต่อสุขภาพ อีกทั้งต่อยอดเป็นอาชีพเสริมขายในหมู่บ้านได้อีกด้วย

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับ โครงการศูนย์การเรียนรู้เพื่อครอบครัวเข้มแข็งจังหวัดน่าน จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “มหกรรมน้ำพริก อาหารปลอดภัย ครอบครัวบ้านถืมตอง” ขึ้น ณ บ้านถืมตอง อ.เมือง จ.น่าน เพื่อฟื้นความรู้เรื่องอาหารพื้นบ้านผ่านน้ำพริก เชื่อมความสัมพันธ์ของครอบครัวกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม

นางอนงค์ อินแสง ผู้ประสานงานโครงการศูนย์ครอบครัวเข้มแข็งจังหวัดน่าน เปิดเผยว่าสาเหตุที่นำเรื่องของน้ำพริกมาใช้สร้างกระบวนการเรียนรู้เนื่องเพราะน้ำพริกนั้นสามารถเชื่อมโยงได้กับทั้งสภาพภูมิศาสตร์ เช่น น้ำพริกปลาทูเค็ม น้ำพริกถั่วเน่า น้ำพริกปลาร้า ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการถนอมอาหาร เนื่องจากวัตถุดิบเหล่านี้นั้นสามารถเก็บไว้ได้นานโดยไม่เน่าเสีย เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบตามธรรมชาติในท้องถิ่นตามช่วงเวลาหรือฤดูกาลต่างๆ

เช่นช่วงปลายฝนต้นหนาว พืช ผัก สัตว์ อุดมสมบูรณ์ การหาวัตถุดิบอย่าง กบ เขียด ปลา จึงไม่ใช่เรื่องยาก นอกจากนี้น้ำพริกก็เข้าไปเกี่ยวข้องกับความเชื่อและประเพณีด้วยเช่นการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวในสมัยก่อน เมื่อหนุ่มถามว่าวันนี้กินข้าวกับอะไรหากสาวเจ้ามีใจก็จะตอบว่ากินน้ำพริกหง่าหอม ซึ่งเป็นคำผวนมาจากหง่อมหา ที่แปลว่าคิดถึง รวมไปถึงสื่อให้เห็นถึงความเอื้ออาทรของคนในชุมชนเช่นคำว่าพริกบ้านเหนือเกลือบ้านใต้”

ขณะเดียวกันจึงได้ชวนลูกหลานเข้ามาร่วมในกิจกรรมเพื่อหาคำตอบว่าทำไมเด็กรุ่นใหม่จึงไม่ชอบกินน้ำพริกและได้พบคำตอบว่าน้ำพริกมักจะมีรสเผ็ด เด็กๆ ไม่ชอบกลิ่นของวัตถุดิบหรือเครื่องปรุงที่นำมาใช้ อีกส่วนหนึ่งไม่ชอบกินผัก จึงหันไปหาอาหารสำเร็จรูปที่หารับประทานง่ายรสชาติถูกปากมากกว่า

ดังนั้นจึงมีการปรับปรุงสูตรน้ำพริกให้เผ็ดน้อยลง และใส่อาหารที่คนรุ่นใหม่ชอบลงไปอย่างหมูหรือปลา ยกตัวอย่างน้ำพริกปลาทูเดิมใช้ปลาเค็มย่างที่มีกลิ่นแรงก็เปลี่ยนมาใช้ปลาทูนึ่งแทน บางสูตรก็มีการใส่ไข่เพิ่มเข้าไป เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของเขา และยังทำให้สมาชิกคนอื่นในครอบครัวอย่างคนเฒ่าคนแก่ที่ทานเผ็ดไม่ได้สามารถทานน้ำพริกร่วมกันได้ และจากการแลกเปลี่ยนความรู้ในครั้งนี้ทำให้เกิดการปรับปรุงสูตรน้ำพริกใหม่ๆ ขึ้นมาจากสูตรน้ำพริกดั้งเดิมซึ่งมีอยู่เพียง 30 กว่าชนิด เพิ่มขึ้นมากกว่า 80 ชนิด

อีกทั้งกิจกรรมนี้จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น จากการที่เด็กเข้าไปมีส่วนร่วมทำน้ำพริกกับพ่อหรือแม่ แต่ละครอบครัวได้มีการพูดคุยและร่วมวงรับประทานอาหารร่วมกัน ตัวเด็กเองก็ได้พบว่าน้ำพริกมีสารอาหารที่มีคุณค่าและมีประโยชน์มากมายกว่าที่คิด และยังเป็นอาหารที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของสมาชิกทุกคนในครอบครัวอีกด้วย

นอกจากนั้นยังเหมาะตามสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่จะทำให้แต่ละบ้านประหยัดรายจ่ายลงได้ เพราะใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ผัก ปู เห็ด ปลา ก็หาได้จากหัวไร่ปลายนา บางอย่างก็สามารถปลูกเองได้และปลอดสารพิษ จึงไม่จำเป็นต้องซื้อ หรือหากใครมีหัวการค้าจะนำสูตรที่คาดว่าจะถูกปากทั้งคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่านำมาต่อยอดเชิงพาณิชย์เป็นงานเสริมอย่างน้อยก็ขายในหมู่บ้านได้อีกด้วย

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *