สร้างองค์ความรู้ ติดปีกผู้ส่งออกไทย

ก้าวสู่ปีที่ 15 สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ประธาน สรท. คนใหม่ประกาศวิสัยทัศน์ เน้นสร้างองค์ความรู้ยกระดับศักยภาพผู้ส่งออกไทย
ผลักดันองค์กรเป็นสภาผู้ส่งออกอย่างแท้จริง เร่งพิจารณาอุปสรรคการค้ารายสินค้า พร้อมพลิกโฉมองค์กรสู่ Electronic Based Organization

เมื่อภาคการส่งออกเปรียบเหมือนเสาค้ำยันระบบเศรษฐกิจของประเทศ การมุ่งเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลกให้กับผู้ส่งออกไทยจึงมีความสำคัญไม่น้อย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก จึงมุ่งมั่นเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ผู้ส่งออกไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สรท. เป็นองค์กรภาคเอกชนที่มีจุดเริ่มต้นในฐานะตัวแทนของภาคส่งออก มุ่งปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของสมาชิก และก้าวสู่องค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการริเริ่ม ผลักดัน และสร้างองค์ความรู้ด้านการส่งออก-นำเข้า และการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนให้เป็นที่รู้จัก ขยายวงกว้าง จนได้รับการยอมรับจากภาครัฐและเอกชน

ก้าวสู่ปีที่ 15 ของสรท. ภายใต้การนำทัพของคุณไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ของ สรท. ว่า ยังคงมุ่งสู่การเป็นศูนย์รวมองค์กรภาคการส่งออกที่มุ่งมั่นเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและปกป้องประโยชน์ของสมาชิก เน้นการผลักดันการส่งออก-การค้าระหว่างประเทศ โดยมีการบริหารจัดการโลจิสติกส์เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน เพื่อให้ผู้ประกอบการของไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

คุณไพบูลย์ กล่าวต่อไปด้วยว่า หลักๆ ต้องการเน้นเรื่องการสร้างองค์ความรู้ด้านการส่งออกและนำเข้าให้กับผู้ส่งออกไทย โดยมีองค์ความรู้ด้านการบริหารโลจิสติกส์และซัพพลายเชนเป็นตัวเสริม นอกจากนี้ต้องการผลักดันให้องค์กรเป็นสภาผู้ส่งออกอย่างแท้จริง ให้ความสำคัญกับการพิจาณาอุปสรรคทางการค้าเป็นรายสินค้า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ส่งออกไทย

“เราต้องการเน้นว่าทำอย่างไรให้เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคส่งออก สร้างองค์ความรู้ในเชิงลึก เข้มข้น นำตัวอย่างองค์กรที่ประสบความสำเร็จเพื่อนำไปใช้ได้จริง โดยให้เรื่องการบริหารโลจิสติกส์และซัพพลายเชนเป็นตัวผลักดัน แต่คงไม่ใช่ตัวนำแล้ว เพราะช่วงหลายปีที่เราเน้นหนักเรื่องการบริหารโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ถือว่าประสบความสำเร็จอยู่ในระดับที่น่าพอใจ จากที่เป็นเรื่องใหม่ที่คนไม่เข้าใจ จนเป็นความรู้ที่ขยายวงกว้างและเข้าใจมากขึ้นว่า ไม่ใช่แค่เรื่องการขนส่งอย่างเดียว” คุณไพบูลย์ กล่าว

ยืนหยัดเป็นสภาผู้ส่งออกที่แท้จริง

การผลักดันให้ สรท. มีภาพลักษณ์เป็นองค์กรของผู้ส่งออกอย่างแท้จริงเป็นสิ่งที่ สรท. มุ่งมั่น ซึ่งที่ผ่านมา สรท. พยายามเรียกตัวเองว่าสภาผู้ส่งออกเพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ และสร้างความรับรู้ที่ถูกต้องกับองค์กรภายนอก

ทั้งนี้ เมื่อผลักดันองค์กรให้เป็นสภาผู้ส่งออกอย่างเต็มตัวแล้วนั้น จำเป็นต้องขยายฐานสมาชิกและความรับผิดชอบให้ครอบคลุมการขนส่งสินค้ารูปแบบอื่นด้วย เพราะปัจจุบันมีการส่งออกสินค้าในหลายรูปแบบ เช่น การขนส่งสินค้าทางอากาศ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในยุคการพัฒนาอุตสาหกรรมในรูปแบบ Value Added ที่การขนส่งสินค้าในเชิงปริมาณลดลง แต่เน้นเชิงมูลค่ามากขึ้น ธุรกิจแข่งขันกันที่ความสามารถในการบริหารจัดการโล
จิสติกส์และซัพพลายเชน เน้นความรวดเร็ว และการส่งสินค้าทันเวลา

นอกจากนี้ เพื่อตอกย้ำบทบาทการเป็นสภาผู้ส่งออกอย่างแท้จริง ในฐานะองค์กรที่มีสมาชิกภาคส่งออกครบทุกอุตสาหกรรม จะเน้นเรื่องการพิจารณาอุปสรรคทางการค้า รวบรวมข้อมูล ประเด็นปัญหาด้านการส่งออกและนำเข้ารายสินค้า โดยนำเสนอในรูปแบบของสมุดปกขาว หาสาเหตุของการส่งออกที่เพิ่มขึ้น-ลดลง ปัญหา-อุปสรรค แนวทางแก้ไข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไขต่อหน่วยงานภาครัฐ

เพื่อให้ได้ข้อมูลการส่งออกและการนำเข้าที่ถูกต้อง สรท. ได้จัดตั้งคณะกรรมการ Export Promotion Committee เพื่อวิเคราะห์ตัวเลขการส่งออกด้วย โดยจะนำเสนอข้อมูลด้านการส่งออกและนำเข้าดังกล่าวผ่านช่องทางการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน เป็นการแถลงข่าวประจำทุกไตรมาส

ทั้งนี้ คณะกรรมการ Export Promotion Committee เป็นคณะกรรมการ 1 ใน 5 ของคณะกรรมการชุดใหม่ที่ สรท. ได้ปรับปรุงเพื่อให้มีบทบาทหน้าที่สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร ประกอบด้วย
1. Global Logistics Committee
2. Trade Facilitation Committee
3. Export Promotion Committee
4. Capacity Building Committee
5. CRM & Corporate Communication Committee

“ในยุคนี้เราจะพูดถึงเรื่องอุปสรรคทางการค้าในรายสินค้า นำเสนอมุมมองของสมาชิก เป็นการนำเสนอข้อมูลรอบด้าน ทั้งต้นตอของอุปสรรค และเสนอแนะแนวทางแก้ไข ซึ่งคาดหวังว่าจะเป็นเส้นทางหนึ่งในการเชื่อมกับระบบ Single Window Entry ของประเทศ” คุณไพบูลย์ กล่าว

สร้างองค์ความรู้การส่งออกและนำเข้า
เพื่อให้สอดรับกับบทบาทในการเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านการส่งออกและการนำเข้า และการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน สรท. มีแผนงานเดินหน้านโยบายในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับสมาชิก โดยการจัดอบรมโครงการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการส่งออกและนำเข้าให้มากขึ้น และมีการจัดหลักสูตรระยะยาวด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนเป็นตัวเสริม

นอกจากนี้ ต้องเร่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการดำเนินโครงการร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อนำองค์ความรู้ใหม่ๆ รวมถึงกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยนำมาประยุกต์ใช้และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

โดยที่ผ่านมาได้ผสานความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ และสถาบันการศึกษาต่างๆ อาทิ Japan External Trade Organization (JETRO Bangkok), Japan Small Business Research Institute (JSBRI), Association for Oversea Technical Scholarship (AOTS), Japan Institute of Logistics System (JILS) และสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขณะที่เมื่อสร้างองค์ความรู้ให้กับภาคเอกชนแล้ว ต้องเชื่อมองค์ความรู้ดังกล่าวกับภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีทิศทางการดำเนินงานและเป้าหมายเดียว ทำให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จได้สูง

ยกระดับองค์เป็น Electronic Based Organization
ด้วยตระหนักว่า ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ดังนั้น สรท. จึงมีแผนงานในการยกระดับองค์กรเป็น Electronic Based Organization โดยการพัฒนาระบบฐานข้อมูล และ Back Office ของ สรท. ให้เป็นระบบออนไลน์ที่สมบูรณ์แบบ เจ้าหน้าที่และสมาชิก สรท. สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ฐานข้อมูลข่าวสารที่สำคัญผ่านระบบอินเทอร์เนต สามารถเป็นศูนย์กลางข้อมูลทั้งด้านการส่งออก-นำเข้า และโลจิสติกส์และซัพพลายเชน รวมถึงทำให้การทำงานรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ลดต้นทุนด้านเอกสารได้อีกทางหนึ่ง

“เราต้องการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางในภาคเอกชนก่อน จากนั้นจะเชื่อมโยงระบบกับหน่วยงานราชการที่มีความพร้อม กระตุ้นให้เห็นว่า หากปรับมาสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นจะช่วยลดต้นทุนด้านเอกสารได้ส่วนหนึ่ง” คุณไพบูลย์ กล่าว

ในด้านการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรภายในองค์กร จะมีการยกระดับ Capacity Building ต่อยอดจากที่เคยมีการอบรมสัมมนาอย่างต่อเนื่อง และเน้นให้มีการวัด KPI ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย

แนะผู้ส่งออกศึกษาเทรนด์การค้าใหม่ๆ
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการส่งออก คุณไพบูลย์ ได้สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ส่งออก อุปสรรคที่สำคัญ และข้อเสนอแนะที่ต้องการให้ภาครัฐที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือว่า อัตราแลกเปลี่ยนและค่าเงินบาทแข็งค่าส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคส่งออก รวมถึงปัญหาด้านกฎระเบียบ โดยเสนอแนะว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการปรับปรุงให้รองรับกับมาตรฐานการค้าสากล และควรพยายามผลักดันให้มีการพัฒนาเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งภูมิภาคอาเซียน

สำหรับผู้ส่งออกเสนอแนะว่า ควรมีการปรับกลยุทธ์รุก-รับการแข่งขัน เร่งศึกษาเทรนด์การค้า หรือมาตรฐานสากลใหม่ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต เช่น ข้อกำหนดเกี่ยวกับการตรวจสอบย้อนกลับในสินค้า (Traceability) ที่คาดว่าในอนาคตจะกลายเป็นข้อกำหนดในเกือบทุกอุตสาหกรรม ข้อกำหนดเกี่ยวกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น carbon footprint ซึ่งเป็นวิธีการวัดผลจากกิจกรรมที่มนุษย์ทำและส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมในส่วนของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และวัดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์

สรท. ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ในการเป็นองค์กรตัวแทนภาคส่งออก พัฒนาบุคลากร เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการส่งออก-นำเข้า โลจิสติกส์และซัพพลายเชน เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ส่งออกไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีระดับโลก

แผนการดำเนินงานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย
แผนงานระยะสั้น
1. ปรับปรุงคณะกรรมการให้มีบทบาทหน้าที่สอดคล้องกับเป้าหมายของ สรท.
2. จัดอบรมโครงการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการนำเข้าส่งออกให้มากขึ้น โดยมีการจัดหลักสูตรระยะยาวด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนเป็นตัวเสริม
3. จัดทำข้อเสนอโครงการด้านการนำเข้า-ส่งออก และโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานภาครัฐ
4. เร่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการดำเนินโครงการร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ

แผนงานระยะยาว
1. สร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจนว่า สรท. เป็นองค์กรของผู้ส่งออก และมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยการประชาสัมพันธ์ และปรับเปลี่ยนแก้ไขชื่อให้สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่
2. ขยายฐานสมาชิกให้ครอบคลุมผู้ส่งออกในทุกรูปแบบการขนส่ง
3. สร้างเครือข่ายความร่วมมือสำหรับการรวบรวมข้อมูล และประเด็นปัญหาด้านการส่งออกและนำเข้ารายสินค้า เพื่อให้ข้อมูลและแนวทางการแก้ไขต่อหน่วยงานภาครัฐ
4. ยกระดับองค์กรเป็น Electronic Based Organization

ทำเนียบประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย
คุณไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2552-ปัจจุบัน
คุณสุชาติ จันทรานาคราช อดีตประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2548-2551
คุณสุรพล ว่องวัฒนโรจน์ อดีตประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2544-2547
คุณวิจารณ์ นิวาตวงศ์ อดีตประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2538-2543

ผลงานเด่นของสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย

เป็นองค์กรตัวแทนผู้ส่งออก ปกป้องและคุ้มครองผลประโยชน์ของสมาชิก และเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก-นำเข้า
ริเริ่มนำแนวคิดเรื่องการบริหารโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เพื่อเป็นส่วนช่วยในการลดต้นทุนขององค์กรและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน
สร้างความตระหนักและการเผยแพร่องค์ความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนไปยังหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ทำให้มีการบรรจุเรื่องการพัฒนาโลจิสติกส์เข้าในวาระของคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.) มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ปี 2548
ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดูแลและพัฒนาบุคลากรทางด้านโลจิสติกส์ (Capacity Building) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้คณะกรรมการ กพข. และเข้าร่วมเป็นคณะกรรมาธิการ คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโลจิสติกส์ทั้งภาครัฐและเอกชน
เป็นแกนนำในการรวมภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องด้านโลจิสติกส์ 17 องค์กร จัดตั้งสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย
ประสานและสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานระหว่างประเทศและสถาบันการศึกษา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการโลจิสติกส์ให้กับสมาชิกและผู้ประกอบการไทย
จัดสัมมนาและฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างต่อเนื่องทั้งหลักสูตรระยะสั้น ระยะยาว หลักสูตรวุฒิบัตรวิชาชีพ และหลักสูตรความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *