สร้างมุมมอง เสริมอารมณ์ ส่งผลงาน

สร้างมุมมอง เสริมอารมณ์ ส่งผลงาน
คนทำงานทุกคนตระหนักดีถึงคำถามที่หัวหน้างานในทุกองค์กรถามตัวเองอยู่ทุกวัน ทำอย่างไรที่จะทำให้ลูกทีมทำงานเต็มที่ มีผลงานมากขึ้น ลูกน้องทำงานได้มาก ทำงานได้ดี ถือว่าลูกพี่เฮงจริงๆ
เพราะยุคนี้ยามนี้ ในหลากหลายองค์กร คนทำงานไม่ว่าจะลูกน้องลูกพี่ แทนที่จะเอาพลัง เอาความรู้ความสามารถไปใช้ในตลาด ไปกวาดลูกค้าเข้าบริษัท ไปจัดการกับคู่แข่ง กลายเป็นว่าต้องมาแก่งแย่งชิงดีกันภายใน พลังเท่าไหร่ๆ มาทุ่มกับปัญหาคาใจในองค์กร กว่าจะได้ออกไปพบลูกค้า ก็ล้า ก็เพลีย หมดใจ
ดังนั้นหัวหน้าท่านใด มีลูกน้องคู่ใจ ทุ่มเททำงาน ไม่ท้อต่ออุปสรรค รักองค์กร ต้องถือว่าท่านโชคดีจริงๆ
อย่างไรก็ดี อย่าพึ่ง “โชค” เลยนะคะ
ดิฉันเชื่อว่าโชค คือ โอกาส ผสมกับ ความพร้อมและความพยายาม เมื่อลงตัวโชคดีจึงมีมาถึงเรา
และเมื่อเรารู้ส่วนผสมแล้ว เราจักสามารถสร้างโชคให้เกิดเมื่อไรก็ได้…สะใจดีนะคะ
อาจารย์เทเรซา อามาบิล จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดอันโด่งดังของสหรัฐอเมริกา เพิ่งเปิดเผยผลการวิจัยล่าสุดของเธอและทีมงานเมื่อเดือนที่ผ่านมา เรื่องความสำคัญและความโยงใยระหว่างมุมมอง (Perceptions) ความรู้สึก (Emotions) และผลงาน (Performance) ของพนักงานในองค์กร
อาจารย์อามาบิล ศึกษาและติดตามพฤติกรรม ตลอดจนสอบถามความรู้สึกของพนักงานจากหลากหลายบริษัทต่อเนื่องเพื่อทำความเข้าใจกับปัจจัยทั้งสามตัวข้างต้น และวิเคราะห์ถึงความเชื่อมโยง โดยหวังว่าเมื่อระบุได้ว่าทั้งสามตัวพัวพันกันอย่างไร ท่านหัวหน้างานทั้งหลายอาจได้สูตรส่วนผสมที่กลมกลืน นำไปใช้ตอบคำถามข้างต้นว่า ทำอย่างไรดีหนอลูกน้องจึงจะทำงานเต็มที่ มีผลงานมากขึ้นๆ
การวิจัยของอาจารย์อามาบิล มีผลเช่นนี้ค่ะ
1)มุมมอง (Perceptions) ของพนักงาน
กระบวนการที่พนักงานคนหนึ่งมีประสบการณ์ประจำวันที่ทำงานเรียกว่า Inner Work Life Process กระบวนการนี้ก่อให้เกิดสภาวะทางจิตใจที่ลึกซึ้ง ของใครของมัน ไม่เหมือนกัน สภาวะทางจิตใจนี้เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่ส่งผลให้พนักงานมีมุมมองใดต่อตนเอง ต่อทีม ต่องาน และต่อองค์กร
ประสบการณ์ประจำวัน สามารถเป็นทั้งเรื่องใหญ่และเรื่องย่อยยิบ ไม่ว่าจะเป็นการได้เลื่อนตำแหน่ง หรือการที่หัวหน้างานยิ้มให้ หรือเพื่อนร่วมงานใจร้ายไม่ชวนไปกินข้าว
ประสบการณ์เหล่านี้เป็นกลไกสำคัญที่สร้างมุมมองของพนักงานที่มีต่อตนเอง เช่นเด็กใหม่ในแผนกบัญชีมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เมื่อแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง แม้จะเป็นปัญหาพื้นฐานของเรื่องบัญชีก็เถอะ มุมมองที่มีต่อองค์กรก็เช่นเดียวกัน อาทิเช่น เมื่อผู้จัดการถูกส่งให้เข้าฝึกอบรมในวันเสาร์และอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดงานของเขา ทำให้รู้สึกว่าบริษัท “เอาเปรียบ” ไม่ยอมใช้วันธรรมดาเพื่อพัฒนาบุคลากร แล้วแถมฝ่ายทรัพยากรบุคคลยังมาพูด “หลอก”ง่ายๆ ว่าการมาเสาร์อาทิตย์เป็นประโยชน์แก่ตนเอง “เหมือนหลอกเด็ก” จากประสบการณ์นี้ ท่านผู้จัดการคนนี้จึงมีมุมมองของคนที่ไม่ค่อยรักกันต่อบริษัท และฝ่ายทรัพยากรบุคคล
“มุมมอง” ของใครๆ ถือว่าเป็น “ความจริง” ในแง่เขา เขามองเห็นเช่นนี้จริงๆ ในมุมของเขา คนอื่นอาจเห็นแตกต่างเพราะมองจากมุมอื่น
ดังนั้นไม่ว่า Perceptions จะจริง จะเท็จ จะบิดหรือเบี้ยวแค่ไหน แต่สำหรับใจผู้มอง เจ้าของ Perceptionsนั้น มันคือ “ความจริง”
ผลการวิจัยชิ้นนี้จึงบ่งชี้ว่าหากต้องการเปลี่ยน Perceptions ของคน ไม่ต้องรอจนเขาเกิดใหม่ วิธีการหนึ่งคือเปลี่ยนหรือปรับประสบการณ์ที่เขาพบเจอประจำวันนั่นเอง
2) ความรู้สึก (Emotions)
ผลการวิจัยระบุว่าความรู้สึกของคนทำงาน จะโลดโผนจะผกผัน หรืออยู่ในสภาพ “งั้นๆ” ขึ้นตรงๆ กับมุมมองของเขาที่กล่าวถึงในข้อแรก
หากมุมมองหม่นๆ หมองๆ เพราะทุกวันได้ยินได้ฟังเรื่องความอยุติธรรมของหัวหน้า ความลำเอียงของลูกพี่ ความไม่ดีของเจ้าของบริษัท พนักงานคนนั้นย่อมรู้สึกล้า รู้สึกลึกๆ ว่าที่ทำงานนี้ไม่น่าอยู่ บางครั้งอยู่เพราะทนอยู่ เพราะไม่มีที่ไป เพราะไหนๆ ก็ไหนๆ อีกไม่กี่ปีก็เกษียณแล้ว ช่วงนี้ใส่เกียร์ว่างไปพลางๆ ก่อน เพราะรู้สึกเซ็ง
3) ผลงาน (Performance)
อาจารย์อามาบิล ศึกษาผลของมุมมองที่มีต่อความรู้สึก ตลอดจนความโยงใยระหว่างความรู้สึกและผลงาน ปรากฏว่าได้เห็นความสัมพันธ์และเชื่อมโยงระหว่างความรู้สึกและผลงานอย่างชัดเจน
อาทิเช่น เมื่อพนักงานรู้สึกสบายใจเพราะเห็นว่าองค์กรเป็นธรรม รู้สึกอุ่นใจเพราะหัวหน้าใส่ใจดูแล รู้สึกมั่นใจเพราะระบบให้คุณให้โทษมีประสิทธิภาพ ผลงานจะออกมาดีกว่ายามที่เขาไม่สบายใจ หรือดีกว่าผลงานของทีมอื่นที่รู้สึกคับข้องใจเพราะมีมุมมองว่าถูกหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานเอาเปรียบ เป็นต้น
เมื่อท้อ งานก็ถอย
เมื่อจิตใจผ่องใสเบิกบาน งานก็เฟื่องฟูตาม
นอกจากนั้น ผลของการวิจัยบ่งชี้ชัดเจนว่า หัวหน้างานมีส่วนสำคัญในการทำให้ประสบการณ์ในชีวิตการทำงานในแต่ละวันของพนักงานดีขึ้นหรือเลวลงได้สุดๆ ประสบการณ์นี้ส่งให้เกิดมุมมองที่สดใส หรือมุมที่ไม่น่าดู ซึ่งยังผลถึงอารมณ์ และผลของงานในที่สุดดังกล่าวข้างต้น
ที่สำคัญคืออาจารย์อามาบิล พบว่าปัจจัยสำคัญที่สุด 2 ประการที่หัวหน้าสามารถทำให้ประสบการณ์ในชีวิตการทำงานในแต่ละวันของพนักงานดีขึ้นได้ และในที่สุดส่งผลสายตรงสู่ผลงานที่เป็นเลิศ คือ
ประการแรก สนับสนุนและช่วยงานของลูกทีม ปัจจัยที่จะทำให้มุมมอง อารมณ์ และผลงานของพนักงานโดดเด่น คือเมื่อเขารู้สึกว่างานมีความก้าวหน้า รู้สึกว่าได้ทำงานให้สำเร็จ
ดังนั้น หากหัวหน้างานมีส่วนทำให้ลูกทีมรู้สึกว่าได้รับความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการสอนงาน การให้ทรัพยากรและเวลาที่เหมาะสมกับงาน จะทำให้ทั้ง Perceptions และ Emotions เสริม Performance ให้โดดเด่นขึ้น
ประเด็นที่โดดเด่นที่สุดในเรื่องการสนับสนุนและช่วยงานของลูกทีม ที่ก่อผลเชิงบวกต่อทั้ง 3 ปัจจัย คือ การที่หัวหน้าตั้งเป้าหมายและสื่อสารเป้าได้ชัดเจน ลูกทีมตระหนักว่าต้องทำอะไร ไม่งง
ประการที่สอง ผลการวิจัยชี้ว่าส่วนที่สำคัญไม่แพ้การสนับสนุนให้ลูกน้องประสบความสำเร็จ คือการเคารพและให้เกียรติคนทำงาน
อาทิเช่น หัวหน้าที่ใส่ใจ ให้เกียรติลูกน้อง ยามทำดีชม ยามทำไม่ได้ดั่งใจ ก็ไม่ด่าว่าเสียๆ หายๆ ให้ลูกน้องใจแป้ว ส่งผลในเชิงบวกต่อ Perceptions Emotions และ Performance แน่นอน
ฟังไปฟังมา ไม่น่ายากนะคะ
ที่มา : พอใจ พุกกะคุปต์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *