สมิธกับฟรีดแมน

สมิธกับฟรีดแมน
บ้านเขาเมืองเรา : ดร. ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 08 ธันวาคม พ.ศ. 2549
คอลัมนิสต์ทางเศรษฐกิจทั่วโลกต่างพากันเขียนถึงมิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) หลังเขาเสียชีวิตเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ด้วยความปราดเปรื่องถึงขั้นได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์และอายุที่ยืนยาวถึง 94 ปี มิลตัน ฟรีดแมนมีอิทธิพลสูงสุดคนหนึ่งในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เขาเป็นหนึ่งในเสาหลักของนักเศรษฐศาสตร์สำนักชิคาโก (Chicago School of Economics) ทั้งนี้เพราะเขาสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยชิคาโกเป็นเวลา 30 ปีและมีลูกศิษย์ลูกหาทั่วโลก แนวคิดหลักของเขาได้แก่ การเน้นความสำคัญของนโยบายด้านการเงิน เหนือนโยบายด้านการคลัง ในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ และการอิงระบบตลาดเสรีแบบตกขอบด้วยการจำกัดบทบาทของรัฐให้เหลือน้อยที่สุด
แนวคิดของเขาอยู่คนละขั้วกับนักเศรษฐศาสตร์ในค่ายของ จอห์น เมนาร์ด เคนส์ ซึ่งเน้นหนักไปในทางการใช้นโยบายการคลัง และบทบาทของรัฐบาล โดยเฉพาะในการกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อยามเศรษฐกิจอยู่ในภาวะถดถอย
เป็นเวลา 17 ปี (2509-2526) ผู้ที่มีความสนใจในด้านเศรษฐกิจอยู่บ้างจะมีโอกาสอ่านข้อคิดเห็นของเขาในนิตยสาร Newsweek ซึ่งพิมพ์คอลัมน์ที่พอล แซมวลสัน (Paul Samuelson) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอีกคนหนึ่งเขียนสลับกัน
แนวคิดของพอล แซมวลสัน ไม่อิงระบบตลาดเสรีแบบตกขอบและมักอยู่ใกล้กับฝ่ายเคนส์ ฉะนั้นผู้อ่านคอลัมน์ดังกล่าว มักจะได้อ่านการวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจในขณะที่มันกำลังเกิดขึ้นจากมุมมองของสองขั้วแนวคิด ทำให้ได้ความกระจ่างอย่างทันอกทันใจ
อย่างไรก็ตามการมองเหตุการณ์จากมุมมองที่ต่างกันในคอลัมน์นิตยสารมักไม่เข้มข้นเท่าการถกเถียงกันในมหาวิทยาลัย ผู้ที่เรียนในมหาวิทยาลัยดังๆ ของสหรัฐ รวมทั้งมหาวิทยาลัยชิคาโก จะทราบดีว่ามหาวิทยาลัย จะพยายามจ้างอาจารย์ที่มีแนวคิดหลากหลายมาประจำไว้ในสถาบันเดียวกัน
การกระทำเช่นนั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักศึกษาได้มีโอกาสฝึกมองสิ่งต่างๆ จากหลายแง่มุม
ฉะนั้นในมหาวิทยาลัยชิคาโกไม่มีเฉพาะอาจารย์ที่มีแนวคิดแบบตลาดเสรีตกขอบเท่านั้น หากยังมีอาจารย์ที่ฝักใฝ่ในแนวคิด ด้านสังคมนิยมอีกด้วย เช่น ในตอนที่มิลตัน ฟรีดแมนสอนอยู่นั้นมีอาจารย์อีกคนชื่อ เมย์นาร์ด ครูเกอร์ (Maynard Krueger) ซึ่งเคยเป็นผู้สมัครจากพรรคสังคมนิยมเพื่อชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของสหรัฐ
ผู้เอ่ยถึงมิลตัน ฟรีดแมน มักจะอ้างว่าแนวคิดแบบอิงตลาดเสรีชนิดตกขอบของเขาเป็นการเดินตามรอยเท้าของ อดัม สมิธ (Adam Smith) ผู้ได้รับสมญาว่าเป็นบิดาแห่งแนวคิดตลาดเสรี
อย่างไรก็ตามผู้ที่ขุดลงไปให้ลึกจนถึงก้นบึ้งของแนวคิดของอดัม สมิธ และของมิลตัน ฟรีดแมนจริงๆ แล้วมักจะสรุปว่าแนวคิดของ อดัม สมิธ ไม่ตกขอบแบบของมิลตัน ฟรีดแมน เพราะฝ่ายหลังเชื่อว่าถ้าเราปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเต็มที่ และคนทุกคนมีเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้แล้ว เศรษฐกิจจะดูแลตัวของมันเองได้โดยไม่จำเป็นต้องมีรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วนอดัม สมิธ ไม่คิดเช่นนั้น
คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ศึกษาแนวคิดของอดัม สมิธอย่างลึกซึ้งนักนอกจากเพียงรู้ว่าเขาเขียนหนังสือชื่อ The Wealth of Nations ซึ่งเป็นต้นตำรับของวิชาเศรษฐศาสตร์แนวตลาดเสรีเท่านั้น
หนังสือเรื่องนี้ไม่มีอะไรใหม่มากนักนอกจากการรวมความคิดต่างๆ ที่มีอยู่ในยุคนั้นเข้าด้วยกันยกเว้นแนวคิดเดียวซึ่งอดัม สมิธ เป็นผู้คิดขึ้นก่อนผู้อื่น นั่นคือ การแบ่งงานกันทำ (Division of Labor) ซึ่งจะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ
สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ก็คือ 17 ปีก่อนที่อดัม สมิธ จะเขียนเรื่อง The Wealth of Nations นั้นเขาได้เขียนหนังสือสำคัญอีกเล่มหนึ่งชื่อ The Theory of Moral Sentiments หรือ “ทฤษฎีแห่งความคิดเห็นด้านจริยธรรม” เนื่องจากเขามีความเชี่ยวชาญทางด้านปรัชญาจริยธรรม (Moral Philosophy) ไม่ต่ำกว่าความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ฉะนั้นในหลักวิชาตลาดเสรีของเขานั้นจึงมีการกล่าวถึงความสำคัญของด้านจริยธรรมตลอด เช่น
แนวคิดเรื่องมือลึกลับ (Invisible Hand) ซึ่งในวงเศรษฐศาสตร์เข้าใจกันว่าหมายถึงกลไกที่ทำให้เศรษฐกิจวิวัฒน์ไปได้อย่างดี ทั้งที่สมาชิกในสังคมทุกคนแสวงหาประโยชน์ของตนเท่านั้น แต่ผู้ตีความหมายมักไม่มองต่อไปว่าการแสวงหาประโยชน์นั้น อดัม สมิธ บอกว่าต้องวางอยู่บนฐานของการแสวงหาความเป็นเลิศในกรอบของจริยธรรม ไม่ใช่บนฐานของการฉ้อโกง
เขากล่าวถึงการค้าว่ามีความสำคัญยิ่ง แต่ต้องเป็นการค้าที่มีจริยธรรมทั้งในระดับบุคคลและในระดับองค์กร ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่า อดัม สมิธ ได้เตือนเรื่องปัญหาด้านธรรมาภิบาลในการทำธุรกิจ (Corporate Governance) มากว่า 200 ปีก่อน ที่จะมีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวางเพราะเหตุการณ์จำพวกที่เกิดในบริษัทเอนรอน
เขาแสดงความกังวลเรื่องการชื่นชมหรือคลั่งไคล้ในตัวมหาเศรษฐี และผู้มีอำนาจ เพียงเพราะคนพวกนั้น เป็นมหาเศรษฐีหรือมีอำนาจ เขาเห็นว่าทัศนคติเช่นนี้มีผลทำให้เกิดความฉ้อฉลอย่างกว้างขวางในสังคม
เขาไม่เชื่อในหลักตลาดเสรีแบบตกขอบดังที่คนทั่วไปคิด ไม่ตกขอบแบบนักเศรษฐศาสตร์รุ่นหลังด้วยซ้ำ เพราะเขาเขียนไว้อย่างแจ้งชัดว่า ตลาดไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ ในบางกรณีอาจมีความจำเป็นที่รัฐ จะต้องเข้าไปบริหารจัดการโดยตรง
มิลตัน ฟรีดแมน เป็นผู้หนึ่งที่มักอ้างถึงแนวคิดตลาดเสรีของอดัม สมิธ เสมอ แต่อาจกล่าวได้ว่าของเขาเป็นตลาดเสรีที่มีความตกขอบ หรือความ “จ๋า” มากกว่าของอดัม สมิธ เพราะเขาไม่มีความต้องการให้รัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้องในเศรษฐกิจเลย
แนวคิดชนิดตลาดเสรีจ๋าของมิลตัน ฟรีดแมน มีอิทธิพลต่อนโยบายของรัฐบาลอเมริกันมาก โดยเฉพาะเมื่อพรรครีพับลิกัน มีอำนาจ นโยบายหลายอย่างนำไปสู่ความสำเร็จ แต่บางอย่างนำไปสู่ความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เช่น ในสมัยโรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) เป็นประธานาธิบดี เขามีนโยบายที่ปล่อยให้สถาบันการเงินเป็นอิสระเต็มที่ หลังปล่อยสถาบันการเงินเป็นอิสระได้ไม่นาน รัฐบาลต้องใช้เงินถึง 1.6 แสนล้านดอลลาร์หรือกว่า 4% ของจีดีพีเพื่อเข้าไปฟื้นฟูสถาบันการเงิน เพราะการปล่อยเงินกู้กันแบบไม่ลืมหูลืมตา นำไปสู่ปัญหาหนี้ซึ่งไม่ก่อให้เกิดรายได้ และการล้มละลายอย่างกว้างขวาง
ฉะนั้นการใช้หลักตลาดเสรีจะต้องมีขอบเขต มิใช่ตลาดเสรีจ๋าแบบหาขอบเขตมิได้ โดยเฉพาะขอบเขตทางด้านจริยธรรมที่อดัม สมิธ พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *