สภาพแผ่นเสียงตกร่องของบิล เกตส์

สภาพแผ่นเสียงตกร่องของบิล เกตส์
บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2550
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นิตยสารฟอร์บส์ประกาศผลการจัดอันดับอภิมหาเศรษฐีผู้มีทรัพย์สินคนละอย่างน้อยพันล้านดอลลาร์ สำหรับปี 2550 ออกมา ปรากฏว่า บิล เกตส์ ยังคงครองอันดับ 1 ไว้ได้อย่างเหนียวแน่นเป็นปีที่ 13 ตามด้วยเพื่อนซี้ของเขาชื่อ วอร์เรน บัฟเฟตต์ และชาวเม็กซิโกชื่อ คาร์ลอส สลิม นิตยสารฟอร์บส์ ประเมินว่า บิล เกตส์ มีทรัพย์สินเป็นมูลค่า 56,000 ล้านดอลลาร์ ส่วน วอร์เรน บัฟเฟตต์ มีประมาณ 52,000 ล้านดอลลาร์ และคาร์ลอส สลิม มี 49,000 ล้านดอลลาร์
ตามการประเมินของฟอร์บส์ ปีนี้โลกมีอภิมหาเศรษฐีอยู่ด้วยกัน 946 คน พวกเขามีทรัพย์สินรวมกันถึง 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 35% และนับว่าสูงเป็นประวัติการณ์ สหรัฐมีอภิมหาเศรษฐีมากที่สุด ตามด้วยเยอรมนีและรัสเซีย ส่วนในทวีปเอเชียอินเดียมีอภิมหาเศรษฐีมากที่สุดคือ 36 คน ตามด้วยญี่ปุ่นซึ่งมี 24 คน มีคนไทยติดอันดับ 3 คน
แต่ละปีฟอร์บส์นำชื่อและทรัพย์สินของอภิมหาเศรษฐีมาเสนอพร้อมกับบอกที่มาของความร่ำรวยของพวกเขาด้วย เช่น บิล เกตส์ เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นนักลงทุนผู้เลือกซื้อหุ้นอย่างชาญฉลาด และคาร์ลอส สลิม เป็นเจ้าของกิจการโทรคมนาคมใหญ่ในเม็กซิโก ฟอร์บส์ไม่ได้บอกว่า อภิมหาเศรษฐีซึ่งมีทรัพย์ล้นเหลือเหล่านั้น นำเงินไปใช้ทำอะไรบ้าง เนื่องจากพวกเขามีอายุเฉลี่ย 62 ปี โอกาสที่พวกเขาจะใช้ทรัพย์สินกองใหญ่ให้หมดไปในชีวิตนี้ ด้วยการใช้จ่ายตามปกติคงมีน้อย
ตามการศึกษาของนิตยสารบิซิเนสวีค อภิมหาเศรษฐีชาวอเมริกันนิยมบริจาคทรัพย์สินของตนให้มูลนิธิเพื่อการกุศล และฉบับประจำวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 ได้พิมพ์ผลการศึกษาการบริจาคล่าสุดของพวกเขา
อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าเมื่อปีที่แล้ว วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศว่าจะยกทรัพย์สินของเขาราว 31,000 ล้านดอลลาร์ ให้มูลนิธิการกุศลของบิล เกตส์ บริหารจัดการเพราะเขาเชื่อว่า มูลนิธินั้นมีการบริหารจัดการชั้นเยี่ยม และตรงเป้าหมายของเขาที่สุด การบริจาคทรัพย์สินจำนวนมหาศาลของวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นข่าวใหญ่และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการบริจาคเพิ่มขึ้นในหมู่ชาวอเมริกัน
ฉะนั้นเมื่อปลายปีที่แล้ว งานมหกรรมการกุศล 3 วันในมหานครนิวยอร์กที่อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน จัดขึ้นได้รับบริจาคถึง 7,300 ล้านดอลลาร์ เงินนั้นจะใช้สำหรับการแก้ปัญหาใหญ่ๆ ในโลกปัจจุบัน เช่น ความยากจนและภาวะโลกร้อน
ตามข้อมูลของบิซิเนสวีคฉบับนั้น วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เริ่มบริจาคทรัพย์สินเพื่อการกุศลมาเป็นเวลานานและเมื่อรวมจำนวน 31,000 ล้านดอลลาร์ เข้าไปเขาได้บริจาคแล้วทั้งหมดเกือบ 41,000 ล้านดอลลาร์ อันเป็นการบริจาคซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ในช่วงนั้น บิซิเนสวีคประเมินว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ มีทรัพย์สินอยู่ในครอบครองราว 46,000 ล้านดอลลาร์ นั่นหมายความว่า การบริจาคของเขามีค่าเท่ากับ 89% ของทรัพย์สินที่มีเหลืออยู่ในมือ การบริจาคของเขาส่วนใหญ่มีจุดมุ่งหมาย เพื่อส่งเสริมการสาธารณสุขและการศึกษา
ส่วน บิล เกตส์ ซึ่งอายุเพียง 51 ปี หรือน้อยกว่าเพื่อนซี้ของเขา 25 ปี ได้เริ่มบริจาคทีหลัง แต่การบริจาคของเขาแต่ละครั้ง ก็เป็นก้อนใหญ่ ฉะนั้นการบริจาคของบิล เกตส์ จึงไล่ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ มาติดๆ บิซิเนสวีค รายงานว่า บิล เกตส์ บริจาคไปแล้วราว 28,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 53% ของทรัพย์สินของเขาเมื่อปีที่แล้ว จุดมุ่งหมายหลักในการบริจาคของเขาได้แก่ การแก้ปัญหาเกี่ยวกับโรคร้าย การศึกษา และความยากจนทั่วโลก
บิซิเนสวีคนำรายชื่อของผู้บริจาคมากที่สุด 50 คนมาเสนอ ในจำนวนนี้มี จอร์จ โซรอส ซึ่งใครๆ มักตราหน้าว่า เป็นผู้ร้ายในคราบพ่อมดการเงินรวมอยู่ด้วย จอร์จ โซรอส บริจาคเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตยในส่วนต่างๆ ของโลก เป็นเงินเกือบ 6,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 69% ของทรัพย์สินของเขาเมื่อปีที่แล้ว จอร์จ โซรอส เป็นผู้บริจาคมากเป็นอันดับ 4
ผู้ที่บริจาคมากเป็นอันดับ 3 ได้แก่ กอร์ดอน มัวร์ ซึ่งร่วมก่อตั้งบริษัทอินเทล ยักษ์ใหญ่ในด้านการผลิตมันสมองของคอมพิวเตอร์ เขาบริจาคไปแล้วกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อส่งเสริมการศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับการบริจาคของกอร์ดอน มัวร์ คือ ตอนนั้นเขามีทรัพย์สินเหลือเพียง 3,400 ล้านดอลลาร์ นั่นหมายความว่า การบริจาคของเขามากกว่าทรัพย์สินที่เหลืออยู่ถึง 217%
แต่กอร์ดอน มัวร์ ไม่ใช่คนเดียวที่ทำเช่นนั้น ยังมีเศรษฐีอเมริกันอีกไม่น้อย ที่ต้องการบริจาคทรัพย์สินส่วนใหญ่ ให้หมดไปกับการกุศล และเก็บไว้เพื่อใช้จ่ายเพียงส่วนน้อยเท่านั้น อาทิเช่น เวอโรนิกา แอตคินส์ ภรรยาหม้ายของหมอแอตคินส์ผู้ร่ำรวยด้วยการเขียนหนังสือแนะนำลดความอ้วน ได้บริจาคเงินเพื่อการศึกษาด้านลดความอ้วนไปแล้ว 500 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่มีเหลืออยู่กับตัวเพียง 60 ล้านดอลลาร์เท่านั้น
หรือ รูธ ลิลลี่ ผู้รับมรดกจากเจ้าของบริษัทผลิตยาชื่อดัง ได้บริจาคทรัพย์สินเพื่อส่งเสริมการศึกษาและวัฒนธรรมไปแล้ว 770 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ยังมีเหลืออยู่ 200 ล้านดอลลาร์
อาจเป็นที่ทราบกันบ้างแล้วว่า มหาเศรษฐีนักบริจาคเหล่านั้นมีชีวิตอยู่ค่อนข้างสมถะ อาทิเช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมในเมืองโอมาฮา ซึ่งเขาซื้อไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนตั้งแต่เมื่อครั้งที่เขายังไม่เป็นอภิมหาเศรษฐี เขามีความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย โดยไม่ยึดติดกับสิ่งหรูหราฟุ่มเฟือยทั้งสิ้น จอร์จ โซรอส ก็เช่นกัน แม้เขาจะมีบ้านพักในนิวยอร์กและลอนดอน แต่ไม่มีเครื่องประดับบารมีเช่นมหาเศรษฐีบางคน เช่น เครื่องบินส่วนตัวหรือเรือสำราญ
ส่วน บิล เกตส์ มักกินแบบง่ายๆ แต่มีบ้านราคาหลายสิบล้านดอลลาร์ อันเป็นบ้านที่มีเทคโนโลยีล้ำยุค สำหรับอำนวยความสะดวก และความบันเทิง บ้านหลังนั้นจะเป็นของใคร หรือลูกคนไหนต่อไปยังไม่เป็นที่ประจักษ์ ใครก็ตามที่รับไปคงต้องเสียทั้งภาษีมรดกเป็นจำนวนมาก
บิล เกตส์ ต่างกับอภิมหาเศรษฐีเป็นส่วนใหญ่ ที่ได้รณรงค์อย่างแข็งขันมาเป็นเวลานาน ที่จะให้มีการเก็บภาษีมรดกต่อไปในสหรัฐ หลังจากมหาเศรษฐีผู้ไม่มียางอายชื่อ จอร์จ ดับเบิลยู บุช กับพรรคพวกพยายามยกเลิก
อาจกล่าวได้ว่า บิล เกตส์ เป็นอภิมหาเศรษฐีที่มีทั้งทรัพย์สินมากที่สุด และความรู้สึกรับผิดชอบต่อสังคมสูงที่สุดด้วย อภิมหาเศรษฐีไทย 3 คน จะมีความคิดเช่นนั้นหรือไม่ยังไม่เป็นที่ประจักษ์ ถ้ามีน่าจะแสดงออกมาทั้งในรูปของการบริจาคทรัพย์สินจำนวนมาก เพื่อช่วยสังคมและในรูปของการรณรงค์อย่างแข็งขัน ให้มีการเก็บภาษีมรดกขึ้นในเมืองไทยในเร็ววันนี้

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *