สนทนากันอย่างไรให้ สร้างสรรค์ สร้างมิตร ไม่คิดก่อศัตรู

สนทนากันอย่างไรให้ “สร้างสรรค์ สร้างมิตร ไม่คิดก่อศัตรู”
 
วันที่ : 10 สิงหาคม 2550 นิตยสาร/หนังสือพิมพ์ : หนังสือพมพ์ไทยนิวส์
 
             บ่อยครั้งที่ปัญหาความขัดแย้งในองค์กรมักเกิดขึ้นจาก “การสนทนา” ที่ไม่ลงรอยระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นในระดับผู้บริหารด้วยกันเอง ผู้บริหารกับพนักงาน หรือในระดับพนักงานด้วยกัน โดยปัญหาดังกล่าวอาจส่งผลกระทบทั้งต่อความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานของตนเอง และต่อภาพรวมขององค์กรในแง่ของความร่วมมือร่วมใจกันทำงานเพื่อนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

             การพูดคุยสนทนาอย่าง “สร้างสรรค์ สร้างมิตร ไม่คิดก่อศัตรู” จึงเป็นทักษะสำคัญที่พนักงานทุกคนในองค์กรควรเรียนรู้และฝึกฝนให้เป็นทักษะประจำตัว

             ทักษะนี้สามารถพัฒนาได้โดยง่าย ซึ่งอาจเริ่มจาก
 
             ตั้งเป้าไม่ก่อศัตรู
              ในการสนทนาทุกครั้งควรเริ่มต้นจากการคิดในใจก่อนเสมอว่า เราจะไม่สร้างศัตรูหรือก่อให้เกิดความขัดแย้งใด ๆ ผ่านการสนทนาครั้งนี้ การตั้งสติคิดเช่นนี้ไว้ก่อนตั้งแต่แรกจะช่วยให้เราสามารถยับยั้งชั่งใจได้ทันท่วงทีก่อนที่จะพูดสื่อสารอะไรที่อาจเป็นชนวนของความขัดแย้งออกไป เช่น เราจะระมัดระวังมากยิ่งขึ้นในเรื่องของการเลือกใช้ถ้อยคำที่เหมาะสม ระมัดระวังในเรื่องของใส่อารมณ์และการแสดงสีหน้า ระมัดระวังที่จะไม่พูดพาดพิงหรือให้ร้ายผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการช่วยลดระดับความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากการสนทนาได้ในระดับหนึ่ง
 
             เรียนรู้เป็นผู้ฟังที่ดี
             ทักษะการฟังเป็นทักษะในการสนทนาที่สำคัญยิ่งทั้งต่อชีวิตการทำงานและชีวิตประจำวันที่เราไม่ควรละเลยแต่ควรฝึกฝนให้เป็นนิสัย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทักษะในด้านต่าง ๆ ที่จะช่วยนำมาซึ่งความสำเร็จในอนาคต โดยทักษะการฟังจำเป็นต้องมีการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกับทักษะในด้านการพูด การอ่านและการเขียน ทั้งนี้เริ่มจาก

             ฝึกการจดจ่อ
 แสดงความตั้งใจที่จะฟังด้วยการสบตาผู้พูด แสดงความสนใจโดยการพยักหน้าหรือเลิกคิ้ว ไม่ใจลอยคิดถึงเรื่องอื่น ไม่วอกแวกไปตามสิ่งรบกวนต่าง ๆ เช่น เสียงโทรศัพท์ คนที่เดินผ่านไปมารวมทั้งไม่ขัดจังหวะผู้พูดโดยรอให้ผู้พูดได้พูดจบเสียก่อนแล้วค่อยพูดตอบหรือสอบถามออกไปในสิ่งที่เรายังสงสัยหรือไม่เข้าใจ 
 

            
ฝึกการจับประเด็น
 การจับประเด็นผิดอาจเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งหรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในเรื่องต่าง ๆ ได้มากมาย เช่น ทำงานไม่ตรงคำสั่ง ไม่ได้ทำงานที่รับมอบหมาย เข้าใจผิดเจ้านาย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน เป็นต้น การจับประเด็นสำคัญในการฟังให้ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องฝึกฝนโดยเริ่มจากการมุ่งสนใจเนื้อความที่ผู้ฟังต้องการสื่อและคิดตาม โดยอาจใช้วิธีการจดประเด็นต่าง ๆ ทดไว้ในกระดาษเพื่อกันลืม หรือหากฟังไม่ทัน ฟังแล้วยังไม่เข้าใจ ไม่ชัดเจน ต้องกล้าที่จะถามซ้ำหรือพูดทวนประโยคในประเด็นที่เรายังสงสัยอยู่นั้นย้อนกลับไปยังผู้พูดเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าสิ่งที่ตนเองรับฟังมานั้นมีความถูกต้อง
 
 
           
ฝึกการสังเกต
   นักฟังที่ดีนั้นไม่เพียงจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ผู้พูดพูดเท่านั้นแต่ต้องสนใจและสังเกตในอากัปกริยาของผู้พูดหรือที่เรียกว่า อวจนะภาษา” ร่วมด้วย ว่าภายใต้สีหน้าท่าทาง การเคลื่อนไหว โทนเสียง ความดังของเสียง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะสื่อได้ว่าผู้พูดต้องการที่จะเน้นอะไรหรือต้องการที่จะสื่อสารอะไรเพิ่มเติมออกมาให้ผู้ฟังได้รับทราบ ตัวอย่างเช่น การพูดด้วยสีหน้าจริงจัง น้ำเสียงหนักแน่น ผู้พูดอาจต้องการสื่อให้ผู้ฟังได้ตระหนักว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากจริง ๆ เป็นต้น 
 
             ลบอคติที่มีระหว่างกัน
             หลายครั้งที่เราพบว่าปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ในระหว่างการสนทนานั้นมาจากอคติส่วนตัวที่ทั้งสองฝ่ายมีต่อกัน ซึ่งรังแต่จะนำไปสู่ความล้มเหลวในการสนทนาและนำพาไปสู่ความล้มเหลวในหน้าที่การงาน ดังนั้นในระหว่างการสนทนาเราจึงควรที่จะ “ลบ” อคติ ที่มีระหว่างกัน โดยการเรียนรู้ที่จะฟังด้วยการเปิดใจออกให้กว้าง กลั่นกรองอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ดีออกไปรับฟังเฉพาะเนื้อหาที่สำคัญ พร้อมยอมรับฟังคำว่ากล่าวตักเตือน คำวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ ด้วยท่าทีเชิงบวกเลือกรับในส่วนที่เป็นแก่นสาระคัดแยกออกจากอารมณ์ น้ำเสียง หรือถ้อยคำที่ไม่น่าฟังซึ่งเป็นส่วนกระพี้หรือเปลือกนอก การสนทนาอย่างปราศจากอคติระหว่างกันจะเปิดโอกาสให้เราได้รับรู้หรือรู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้นในมุมที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อนเพื่อปิดจุดอ่อนที่มีอยู่และเปิดโอกาสในการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ที่เราร่วมสนทนาด้วย
 
             สร้างสรรค์สู่การเรียนรู้
             ในการสนทนาทุกครั้งเราควรตั้งเป้าหมายว่าจะต้องได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองในด้านต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า “การสนทนาเพื่อการเรียนรู้ (Learning Conversation)”  โดยการเรียนรู้จักสิ่งที่เป็นจุดอ่อนและจุดแข็งของตนเองเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้จักคู่สนทนาของเราในแง่มุมต่าง ๆ ให้มากยิ่งขึ้น เรียนรู้ที่จะนำข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับจากการสนทนาไปใช้ประโยชน์จริงและต่อยอดเพื่อการพัฒนาในด้านอื่น ๆ ต่อไป เรียนรู้ที่จะคิดวิเคราะห์แยกแยะข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับจากการสนทนา เป็นต้น 

            
เราสามารถสร้างสรรค์บทสนทนาทุกครั้งให้สามารถจบลงได้อย่างสวยงาม โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งตามมาได้ หากเราเรียนรู้ที่จะเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการ ตั้งเป้าไม่ก่อศัตรู เรียนรู้เป็นผู้ฟังที่ดี ลบอคติที่มีระหว่างกัน และท้ายที่สุดด้วยการสร้างสรรค์สู่การเรียนรู้  ทั้งนี้เพื่อการสนทนาทุกครั้งของเราจะเป็นการสนทนาที่ “สร้างสรรค์ สร้างมิตร ไม่คิดก่อศัตรู” อันนำไปสู่การทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพตามมาในท้ายที่สุด           
 

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *