'สตีเฟ่น อาร์ โควีย์'…กูรูแห่งความเป็นผู้นำ กางตำรานำสังคมไทยสู่… 'KNOWLEDGE WORKER'

สตีเฟ่น อาร์ โควีย์”…กูรูแห่งความเป็นผู้นำ กางตำรานำสังคมไทยสู่… “KNOWLEDGE WORKER”
มติชนรายวัน วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9749
*หมายเหตุ – เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ดร.สตีเฟ่น อาร์ โควีย์ ผู้แต่ง “7 อุปนิสัย พัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิภาพ(THE 7 HABITS OF HIGHLY EFFECTIVE PEOPLE) หนังสือที่ได้รับการยกย่องจากนิตยสารฟอร์บให้เป็น 1 ใน 2 หนังสือที่มีอิทธิพลที่สุดในศตวรรษ 20 รับเชิญมาบรรยายเพื่อแบ่งปันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมองค์กร การบริหารธุรกิจ การสร้างภาวะการเป็นผู้นำ พร้อมแนะนำหนังสือ : อุปนิสัยที่ 8 : จากประสิทธิภาพสู่ความยิ่งใหญ่(THE 8 HABITS FROM EFFECTIVENESS TO GREATHESS จัดโดยกลุ่มบริษัทแพคริม ผู้ให้คำปรึกษาทางด้านงานพัฒนาบุคคลากร ซึ่งได้รับความสนใจจากนักธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรเข้าฟังกันอย่างคับคั่ง
________________________________________
โควีย์บอกถึงหลักคิดพื้นฐานสำคัญสุดในการพัฒนาตนเองและการสร้างความเป็นผู้นำคือต้องผสานสรีระหรือกาย(Body), ความคิด(Mind), จิตวิญญาณ(Spirit), และหัวใจ(Heart) ให้เป็นหนึ่งเดียว
Body สรีระเป็นเสมือนตัวแทนของเศรษฐกิจ
Mind รับรู้ เรียนรู้ วิเคราะห์
Heart เป็นตัวแทนของความรักความสัมพันธ์ ความมุ่งมั่นตั้งใจ
สุดท้าย Spirit เป็นเรื่องของจุดมุ่งหมายและหลักการ สำนึกต่างๆ ของชีวิต
4 เรื่องหลักที่กล่าวไปข้างต้น เขาบอกว่าเป็นหลักคิดพื้นฐานของศาสนาทุกศาสนาในโลก!!!
และทั้ง 4 องคาพยพต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปมิได้
หากขาดด้านใดด้านหนึ่งไปจะกระทบกับอีกด้านหนึ่งได้”
โควีย์บอกว่า องค์กรหรือผู้นำที่ไม่สามารถก้าวผ่านไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้เพราะ คนในองค์กรไม่สามารถจะผสมผสาน 4 เรื่องหลักเข้าด้วยกัน
เขาให้ลองถามตัวเองเล่นๆ ดูอย่างนี้!!!!
เรื่องแรกเรื่องของหัวจิตหัวใจ(Heart)!!!
คำถามคือ จะมีสักกี่คนที่เชื่ออย่างแท้จริงว่ามีความสามารถเหนือกว่างานที่ทำงาน หรือทำงานด้วยความกดดันเพื่อให้ได้มาซึ่งผลผลิต หรือต้องตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ต้องทำให้ผลผลิตมากขึ้นแต่ต้องกดให้ต้นทุนต่ำลง
คำตอบที่ได้คือ คนส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากตกอยู่ในสถานการณ์เยี่ยงนี้ และตรงนี้เองที่ต้องกลับไปขบคิดว่า วัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดและมีอำนาจเหนือตัวบุคคลหรือไม่
โควีย์บอกว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ดีสามารถให้ประโยชน์ได้แต่ก็แค่เครื่องจักรตัวหนึ่ง
คุณอาจจะเป็นลูกน้องที่ดี แต่อาจเป็นเจ้านายที่เลวก็ได้ ต้องพิจารณาและดูตัวเองว่าเก่งเรื่องไหน ทำงานไปแล้วถูกต้องถูกใจหรือไม่
หากมีคุณสมบัติที่กล่าวไปในข้างต้นนั่นแสดงว่าคุณค้นพบตัวจริงของคุณเข้าให้แล้ว
ที่บอกว่าต้องขบคิดเพราะในโลกของเศรษฐกิจเราต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันจากจีนและอินเดีย และกว่า 80% ของสินค้าที่ผลิตขายกันอยู่ในโลกตอนนี้เป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มที่ก่อเกิดมาจากฐานความรู้(KNOWLEDGE WORKER) จากเมื่อก่อนที่สินค้ามูลค่าเพิ่มจากฐานความรู้มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น
ความคิด(Mind )!!!
สตีเฟ่นเชื่อว่าหากมีจิตใจที่ปิดกั้นแล้วเป็นเรื่องยากที่จะปรับเปลี่ยนค่านิยมได้ หรือใช้วิสัยทัศน์ใหม่ๆ ได้
ถัดมาเรื่องของสรีระ Body!!!
คำถามที่สตีเฟ่นอยากให้ตอบคือแต่ละวันคุณใช้เวลากี่เปอร์เซ็นต์ไปกับการทำงานเร่งด่วน หากแต่เป็นเรื่องที่ไม่มีความสำคัญ?
คำตอบคือเวลากว่า 50% หมดไปกับงานเร่งด่วนแต่ไม่มีความสำคัญ อย่างเช่นเรื่องของการประชุม
สุดท้ายเรื่องของจิตวิญญาณ Spirit!!!
ถามว่าคุณให้เวลากับงานขององค์กรมากน้อยแค่ไหน หรือเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเล่นเกม หมกมุ่นอยู่กับวาระซ่อนเร้น
คำตอบคือ 75% หมดไปกับเรื่องที่กล่าวในข้างต้น
จะมีเพียงแค่ 25% เท่านั้นที่ทุ่มเทไปกับการทำงาน
ไม่เท่านั้นอีกปัญหาสำคัญของคนและองค์กรคือขาดความไว้เนื่อเชื่อใจซึ่งกันและกัน
มีคนถามสตีเฟ่นว่าทำไมคนในองค์กรจึงไม่ไว้วางใจในกันและกัน
เขาตอบแบบนี้!!!
มันเกิดจากการที่กลุ่มคนยังยึดติดอยู่กับกรอบคิดในยุคของอุตสาหกรรมเดิมอยู่ ทำงานในแนวทางแบบเดิมอยู่
สตีเฟ่นบอกว่ายุคของเศรษฐกิจมี 5 สมัยยุคแรกเป็นยุคของนักล่า หรือ Hunter /Gatherers ก่อนจะปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคการทำการเกษตร หรือ Agraian
โลกยังคงพัฒนาต่อเนื่องจากเกษตรกรรมสู่ยุคอุตสาหกรรม Industrial และปรับเปลี่ยนพัฒนาสู่ยุคของข้อมูลข่าวสาร Informament/Knowledge Worker
และยุคของสติปัญญา(Wisdom)
ถึงตอนนี้เราอยู่ในยุคที่ 4 เป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสารและสังคมแห่งความรู้ ก่อนพัฒนาสู่ยุคของสติปัญญา
สตีเฟ่นบอกว่าสิ่งสำคัญสุดในยุคนี้คือการลงทุนเรื่องความรู้
เขาเชื่อว่าการลงทุนในเรื่องของมนุษย์ก็เหมือนกับการลงทุนในเรื่องเครื่องจักร แต่จะต่างกันก็ตรงที่คุณค่าของมนุษย์จะเพิ่มขึ้นตามเวลา ขณะที่เครื่องจักรจะบุบสลายตามกาลเวลา
สตีเฟ่นยกตัวเหตุการณ์ครั้งที่เขามีโอกาสพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญของบริษัทไมโครซอฟท์ บริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์อันดับต้นของโลก และผู้เชี่ยวชาญคนที่เขาพูดคุยด้วยบอกว่าซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์ สามารถที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตได้มากถึง 10,000 เท่า
นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่างานที่ใช้ความรู้จะแสดงประสิทธิผลออกมาได้อย่างเต็มที่ กล่าวสำหรับบทบาทหน้าที่ของผู้นำนอกเหนือจาก 4 องคาพยพหลักแล้ว ยังต้องมีการผสมผสานเรื่องอุปนิสัย 7 อย่าง ซึ่งเป็น 7 อุปนิสัยที่พัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูงเข้าไว้อย่างลงตัวด้วย
อุปนิสัย 7 อย่างที่ว่าประกอบด้วย !!!
1 : คิดเชิงรุก(Be Proactive)
2 : เริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ(Begin With The End in Mind)
3 : ทำตามลำดับความสำคัญ(Put First Things First )
4 : คิดแบบชนะ-ชนะ(Think Win-Win )
5 : เริ่มเข้าใจผู้อื่นก่อน แล้วจึงได้รับความเข้าใจตอบแทน (Seek First to Understand,Then tobe Understod )
6 : รวมพลัง(Synergize)
7 : ลับใบเลื่อยให้คมเสมอ(Sharpen the Saw)
สำคัญผู้นำต้องคิดอยู่บนพื้นฐานที่อยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ผลประโยชน์แต่เพียงด้านเดียว
เขาเทียบเคียงเรื่องนี้เหมือนบริษัทที่ออกสินค้าผลิตภัณฑ์ และต้องซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ซัพพลายเออร์ ทำการค้าแบบไม่มีเล่ห์กล
และหลักคิดที่ว่ามาจากพื้นฐานของศาสนาเช่นเดียวกัน!!!!
โควีย์บอกว่า ผู้นำที่ดีควรจะมีความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแสดงความเป็นผู้นำที่แฝงอยู่ในตนเองออกมา
ผู้นำก็แค่วางแนวคิดเท่านั้น คนระดับกลางต่างหากที่มีอำนาจการบริหาร จัดการที่แท้จริง
ผู้นำที่ดีจึงต้องช่วยส่งเสริมศักยภาพของบุคคล กลุ่มผู้ร่วมงาน และองค์กร
โดยส่วนตัวเขาชื่นชอบมหาตมะ คานธี ผู้นำประเทศอินเดียที่เชิดชูแนวคิดเรื่องอหิงสา หรือการต่อสู้โดยการไม่ใช้ความรุนแรง
โควีย์บอกว่าสิ่งที่น่าทึ่งในตัวของคานธี คือ ไม่ใช่ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง หากแต่สามารถทำให้คนอินเดียตระหนักถึงคุณค่าในตนเองได้
อีกเรื่องที่เป็นคุณสมบัติสำคัญคือเรื่องของทัศนคติ!!!!
โควีย์เล่าเหตุการณ์ครั้งที่เขาได้มีโอกาสพูดคุยกับประธานาธิบดีของประเทศเม็กซิโกในช่วงปี พ.ศ.2525 และถูกตั้งคำถามว่าควรมีพันธกิจในการบริหารประเทศอย่างไร เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นอย่างโปร่งใส
โควีย์บอกว่า ประชาชนต้องเป็นผู้ที่กำกับรัฐบาลไม่ใช่ให้รัฐบาลมากำกับประชาชน!!!!
กล่าวสำหรับเรื่องของทัศนคติที่ปรับเปลี่ยนไปสามารถสร้างประสิทธิผลในทางบวกได้
เขาให้เทียบเคียงกับคนทำผิดที่กลัวตำรวจ ไม่กล้าเดินเข้าไปหา กลับกันหากตำรวจปรับเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่เดินไปหาคนที่ทำผิดเสียเอง โดยไม่รอให้คนที่ทำความผิดเดินมาหา
สิ่งที่ตามมาคือคนที่ทำผิดน้อยลง
โควีย์ใช้เวลากับการแบ่งปันประสบการณ์ ถึง 3 ชั่วโมงเต็ม ก่อนจบเขายังได้กล่าวชื่นชมถึงความก้าวหน้าของประเทศไทย และคนไทยว่าเป็นประเทศที่มีคนมีจิตใจเอื้ออารี
และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกของโควีย์ แต่เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่เขาได้มีโอกาสเดินทางมาเมืองไทย
ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยากเห็นสังคมไทยพัฒนาไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้หรือ KNOWLEDG BASE SOCIETY และพยายามอย่างหนักกับการปฏิรูประบบการศึกษาของไทยเสียใหม่ เพื่อให้สังคมไทยก้าวไปสู่จุดนั้น
สิ่งนั้น คือ สิ่งที่โควีย์ผู้ได้ชื่อว่ากูรูแห่งความเป็นผู้นำอยากเห็นเกิดขึ้นในเมืองไทยเช่นเดียวกัน
เขาบอกว่าอยากกระตุ้นให้ไทยเป็น “KNOWLEDGE WORKER” เป็นสังคมที่ใช้ความรู้เป็นฐานที่สามารถเปลี่ยนแปลงคนได้และทำให้ทุกอย่างพัฒนาต่อเนื่องไปด้วยดี
นั่นคือ สิ่งที่เขากล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ให้ขบคิดก่อนจะเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคณะรัฐบาลต่อไป
________________________________________
**หลังการบรรยาย ดร.สตีเฟ่น อาร์ โควีย์ เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการบริหารจัดการ ซึ่ง จักรภพ เพ็ญแข โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถอดความเกี่ยวกับข้อคิดการบริหารระบบเศรษฐกิจว่า
จากเดิมที่เป็นระบบอุตสาหกรรมที่มีระบบความคิดและการทำงานเหมือนกันหมด กลายมาเป็นการใช้ข้อมูลความรู้เป็นพื้นฐานในการบริหาร ซึ่งจากการทำวิจัยเกี่ยวกับการเพิ่มมูลค่าของสินค้า พบว่า ประมาณ 80% ต้องใช้ความรู้เป็นหลักในการทำงาน
ที่ผ่านมาเราคิดกันแต่ว่าคนคือค่าใช้จ่าย แต่พอซื้อเป็นเครื่องจักรกลับคิดว่าเป็นการลงทุน และเห็นว่าการที่รัฐดำเนินงานตามนโยบายขณะนี้ เช่น กองทุนหมู่บ้านและชุมชน ถือว่ามาถูกทางแล้ว เพราะให้ความรู้กับประชาชน”
สำหรับภาวะความเป็นผู้นำ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีตำแหน่ง แต่ภาวะผู้นำสามารถมีได้ในคนทุกกลุ่ม เพราะทุกคนมีภาวะผู้นำเพื่อขับเคลื่อนองค์กร ที่ต้องรู้สาระเนื้อหาในการสื่อสาร ทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างกัน ดังนั้น ระบบการสื่อสารภายในองค์กรจึงเป็นเรื่องที่สำคัญต้องทำให้มีประสิทธิภาพ
ตัวอย่าง กรณีไม้อินเดียแดงที่ให้คนผลัดกันถือไม้ โดยฝ่ายที่ถือจะต้องทำหน้าที่รับฟัง ส่วนฝ่ายตรงข้ามต้องแสดงท่าทางให้สื่อความให้คนที่ถือไม้เข้าใจ วิธีการดังกล่าวจะทำให้ความขัดแย้งลดลง เนื่องจากต้องรู้จักฟัง รู้จักทำความเข้าใจกันมากขึ้น”
หน้า 20

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *