สติ-สงบ สยบเกมธุรกิจ.. จิราวรรณ อัศวาณิชย์

สติ-สงบ สยบเกมธุรกิจ.. จิราวรรณ อัศวาณิชย์
ถ้าใจร้อน จิตไม่สงบ ก็ต้องหาทางแก้ไข สำหรับ จิราวรรณ อัศวาณิชย์ ผู้บริหารบริษัทซานมิเกล เลือกใช้การปฏิบัติธรรมเข้ามาแก้ไขปัญหา

ด้วยตำแหน่งผู้บริหารของบริษัท ซานมิเกล มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) ทำให้ “จิราวรรณ อัศวาณิชย์” ตกอยู่ในวังวนความเครียดจากการทำงาน

แม้จะเดินออกมาจากออฟฟิศแล้ว ภาระหน้าที่ต่างๆ ยังตามติดเธอไปทุกหนแห่ง ที่สุดเธอก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกับภาวะเครียดสะสม กลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย ใจร้อน และนอนไม่หลับ

ภาวะเครียดมีมากถึงขั้นต้องพึ่งยานอนหลับ เพื่อจะตัดตัวเองออกจากงาน

ทุกอย่างกลายเป็นงูกินหาง ปัญหางานที่สะสมอยู่บนโต๊ะทำให้เครียด ความเครียดทำให้การจัดลำดับความสำคัญของปัญหาไม่เป็นไปอย่างมีระบบ ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาก็ด้อย

เธอก็รู้ หากปล่อยไว้อย่างนี้ ทุกอย่างมีแต่จะยิ่งแย่ลง

ทางออกจากคำแนะนำของคนรอบข้างมีหลากหลายวิธี แต่ทางเลือกหนึ่งที่จิราวรรณคิดว่าต้องลองดูและเธอเชื่อว่า น่าจะทำได้ง่าย เพราะเธอก็เป็นพุทธศาสนิกชนอยู่แล้ว

นั่นคือ ปฏิบัติธรรม เพื่อสร้างสมาธิและสติ

เธอเริ่มต้นการปฏิบัติธรรมอย่างจริงๆ จังๆ ที่เสถียรธรรมสถาน ด้วยเหตุผลว่าอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง

จากนั้นก็ไปปฏิบัติธรรมตามสถานที่ต่างๆ อีกหลายแห่ง ทั้งในทั้งนอกประเทศขึ้นอยู่กับโอกาส และเวลาที่มี

จิราวรรณเล่าว่า แรกๆ เธอเริ่มเรียนรู้การปฏิบัติธรรมจากการฟัง และประโยคที่ทำให้เธอได้คิดก็คือ ประโยคที่แม่ชีศันสนีย์สอนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมว่า

“ทุกข์มีไว้ให้เห็น ไม่ได้มีไว้ให้เป็น”

“ความเครียด ที่เมื่อเห็นความเครียด ก็ไม่จำเป็นต้องเครียดกับมันขนาดนั้น”

ทำให้เธอตระหนักได้ว่า ตลอดชีวิตของการเป็นพุทธศานิกชนของตัวเอง ต้องใช้คำว่า “เป็นพุทธแต่ปาก คิดว่าไปวัดเพื่อทำบุญก็พอแล้ว”

เมื่อเข้าไปเรียนรู้ มีโอกาสฝึกฝนการปฏิบัติธรรมบ่อยขึ้น สิ่งที่จิราวรรณได้กลับมาคือ การปรับเปลี่ยนตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นอีกหลายๆ ด้าน เพราะการปฏิบัติธรรมก็เหมือนการได้หลบมาอยู่กับตัวเอง ได้ฟังเสียงของตนเอง ได้คิดทบทวนสิ่งต่างๆ

ผลที่ตามมาหลังลงมือทำอย่างจริงๆ จังๆ ก็คือ “สติ” และ “สมาธิ”

2 สิ่งที่จิราวรรณย้ำ คือ เครื่องมือสำคัญที่ทำให้ซานมิเกล มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) ประสบผลสำเร็จทางธุรกิจ

จิราวรรณเล่าว่า หลังจากปฏิบัติธรรมระยะหนึ่ง เธอสามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ในที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เวลาเกิดปัญหาในการทำงาน จากเดิมที่เรานั่งจมอยู่กับปัญหาอย่างนั้น แล้วก็เก็บทุกอย่างมาเครียด แต่เมื่อเรามีสติ เราก็จะรู้ได้ถึงความสำคัญก่อนหลังของปัญหา และค่อยๆ จัดการมันไปทีละปัญหาอย่างเป็นระบบ”

เธอยังพบอีกว่า ตนเองนั้นเป็นคนที่ “เย็นลง”

จากเมื่อก่อนที่จัดเป็นเจ้านายประเภทลูกน้องกลัว (มาก) ไม่ยอมเข้าใกล้ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากความใจร้อนของตัวเอง

การปรับมุมมองใหม่ยังทำให้จิราวรรณเกิดความคิดใหม่ๆ เช่นในช่วงวิกฤติเช่นนี้ เธอมีวิธีคิดว่า หากทำธุรกิจโดยหวังกำไรเพียงอย่างเดียว ก็อาจทำธุรกิจลำบาก

แต่ถ้าเสนอขายในราคาที่ผู้บริโภคสามารถซื้อได้ “แม้กำไรน้อย ย่อมดีกว่าขาดทุน”

หรือแม้จะได้กำไรน้อยลง ทางการตลาดก็สามารถปรับแก้ได้ด้วยจำนวนชิ้นที่เพิ่มมากขึ้น

สำคัญคือ ต้องทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

ในมุมของลูกน้องเธอก็ใช้วิธีคิดว่า เขาอาจจะยังไม่มีประสบการณ์เท่าเรา ทำให้การมองอะไรอาจจะแคบไปบ้าง ก็ต้องค่อยๆ ปรับกันไป

“แล้วเขาก็จะเดินเข้ามาหาเรามากขึ้น”

ทุกวันนี้ เธอบอกว่าในซานมิเกล แม้มีปัญหาเพียงเล็กๆ น้อยๆ พนักงานทุกคนสามารถเดินเข้ามาคุยกับเธอได้ตลอดเวลา ประตูห้องทำงานของเธอเปิดเสมอ ทำให้ปัญหาต่างๆ ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว

ดีกว่าปล่อยทุกอย่างหมกไว้ และที่สุดก็ไม่ได้รับการแก้ไข หรือไม่ ไม่สามารถแก้ไขได้เลย

วิธีนี้ยังช่วยให้ประสิทธิภาพของงานที่ออกมาดีขึ้นด้วย

นอกจากดูแลในเรื่องงานแล้ว จิราวรรณยังดูแลพนักงานใต้บังคับบัญชาไปจนถึงเรื่องส่วนตัว เพราะเชื่อว่า หากไม่มีปัญหาส่วนตัวรบกวน พนักงานจะทำงานได้เต็มที่กว่า

เธอยังเลือกชักชวนพนักงานไปร่วมปฏิบัติธรรม และจัดให้มีการปฏิบัติขึ้นแถวๆ รีสอร์ทย่านนครนายกทุกปี เป็นเวลานาน 7 วัน 8 คืน เพื่อพนักงานซานมิเกลได้เรียนรู้ รวมถึงมีช่วงเวลาที่ได้อยู่กับตนเองบ้าง

เพราะตระหนักถึงผลดีของการปฏิบัติธรรมที่พิสูจน์แล้วด้วยตัวเอง

ที่มา : นันชนก มีสุวรรณ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *