สตรีมีครรภ์พึงระวัง ‘ภาวะเลือดเป็นกรด’

สตรีมีครรภ์พึงระวัง ‘ภาวะเลือดเป็นกรด’
• คุณภาพชีวิต
อีกหนึ่งกลุ่มเสี่ยงโรคกระดูกพรุน

สำหรับวันนี้โรคกระดูกพรุนโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายมีมวลกระดูกต่ำ ไม่ได้เป็นเพียงโรคที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์เนื่องจากสูญเสียแคลเซียมให้ลูกในครรภ์ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอดและในช่วง 6 เดือนของการให้นมบุตรก็อยู่ในกลุ่มเสี่ยงด้วยเช่นกัน

เพราะ “โพรแลคติน” ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า ซึ่งมีหน้าที่กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เต้านมในสตรีมีครรภ์และกระตุ้นการสร้างน้ำนมสำหรับเลี้ยงบุตรหลังคลอด เป็นฮอร์โมนที่มีการเปลี่ยนแปลงระดับในเลือดมากที่สุด โดยจะเพิ่มสูงขึ้นกว่า 20 เท่าของระดับก่อนตั้งครรภ์ นอกจากนั้นการหลั่งโพรแลคตินจะถูก กระตุ้นเพิ่มขึ้นอีกทุกครั้งที่ลูกดูดนม

ศ.ดร.นทีทิพย์ กฤษณามระ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และทีมนักวิจัยของเครือข่ายวิจัยด้านแคลเซียมและกระดูก จึงได้ตั้งสมมุติฐานว่า โพรแลคตินอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับมวลกระดูกหรือโดยอ้อมจากผลของการดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้

หลังทุ่มเทวิจัยมากว่า 10 ปี คณะนักวิจัยพบว่า โพรแลคตินเป็น ฮอร์โมนควบคุมแคลเซียม โดยทำหน้าที่เป็นตัวให้สัญญาณควบคุมการทำงานของอวัยวะเป้าหมายต่าง ๆ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้ร่างกายได้นำแคลเซียมที่ดูดซึมที่ลำไส้ไปสร้างหรือเก็บที่กระดูก

ในทางตรงกันข้ามเมื่อโพรแลคตินกระตุ้นการดูดซึมแคลเซียม ก็จะเกิดการลดการสร้างกระดูกและเพิ่มการสลายกระดูก เพื่อปล่อยแคลเซียมออกมาในเลือดจึงทำให้มวลกระดูกลดลง ดังนั้นภาวะโพรแลคตินในเลือดสูงมากกว่าปกติจึงมีผลต่อการสลายกระดูก จนทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้

ขณะที่ ผศ.นพ.ดร.นรัตถพล เจริญพันธุ์ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในทีมนักวิจัย ก็พบว่า “ภาวะเลือดเป็นกรด” ซึ่งมักพบได้บ่อยในเวชปฏิบัติทั่วไปทางการแพทย์นั้น เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะโรคกระดูกพรุนได้ด้วยเช่นกัน

เมื่อผู้ป่วยมีภาวะเลือดเป็นกรดคือ มีปริมาณกรดอยู่ในเลือดเพิ่มขึ้น หรือปริมาณสารที่มีฤทธิ์เป็นด่างในเลือดลดลง จะทำให้ร่างกายเสื่อมลงอย่างช้า ๆ และรบกวนการทำงานของร่างกายอย่างกว้างขวาง ไม่เว้นแม้แต่ระบบที่เกี่ยวกับสมดุลแคลเซียมและการทำงานของกระดูก ส่งผลให้แคลเซียมในกระดูกสลายตัวออกมา

และหากคนไข้สูญเสียมวลกระดูกมาก ๆ จะทำให้สมดุลแคลเซียมติดลบ กระดูกบางลง และเป็นโรคกระดูกพรุนในที่สุด !!??

ภาวะเลือดเป็นกรดในผู้ป่วยชาวไทยส่วนใหญ่เกิดจากโรคเรื้อรัง เช่น ภาวะไตวาย โรคไตผิดปกติในการขับกรดซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรม ผู้ป่วยส่วนใหญ่พบมากในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งผู้ป่วยโรคเบาหวาน นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการรับประทานยาขับปัสสาวะและภาวะท้องร่วงเรื้อรังด้วย

อาการของคนไข้ที่สูญเสียแคลเซียมในกระดูก คือ กระดูกอ่อนแอ และอาจหักได้ง่าย หากเป็นโรคที่เกิดจากพันธุกรรมที่พบตั้งแต่เด็กจะทำให้เจริญเติบโตช้า ตัวเล็ก กระดูกผิดปกติ เป็นนิ่วในไต และอาจมี ระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ำจนเป็นอันตรายต่อชีวิต ???

“ร่างกายน่าจะพยายามบรรเทาภาวะสมดุลแคลเซียมติดลบที่เกิดขึ้นจากภาวะเลือดเป็นกรดด้วยการเพิ่มอัตราการดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้เล็ก ซึ่งเป็นทางเดียวที่จะได้แคลเซียมปริมาณมากจากอาหารเข้าสู่ร่างกาย”

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากปริมาณกรดที่เพิ่มขึ้นในเลือด เพราะเมื่อให้เนื้อเยื่อลำไส้สัมผัสกับกรดโดยตรง ซึ่งเป็นการเลียนแบบภาวะเลือดเป็นกรดเฉียบพลัน กลับพบการเปลี่ยนแปลงที่ตรงกันข้าม นั่นคือภาวะเลือดเป็นกรดเฉียบพลันลดอัตราการขนส่งแคลเซียม

จึงอาจเป็นไปได้ว่า ภาวะเลือดเป็นกรดเรื้อรังอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุลำไส้ในระดับโมเลกุลอย่างถาวร เพื่อให้สามารถดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น

ปัจจุบันการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากภาวะโรคกระดูกพรุน มักจะเป็นการให้รับประทานแคลเซียมทดแทน แต่วิธีการนี้ก็อาจยังไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะแคลเซียมเป็นธาตุที่ร่างกายดูดซึมได้น้อยเพียงร้อยละ 20-30 ของปริมาณที่รับประทานเข้าไปเท่านั้น

สิ่งที่นักวิจัยกำลังพยายามอยู่ก็คือ การเสาะแสวงหาผลิตภัณฑ์ เสริมแคลเซียมที่เหมาะสมกับการดูดซึมและทำให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้ได้มากขึ้น เพื่อทำให้ร่างกายของผู้ที่ต้องประสบกับภาวะกระดูกพรุนกลับมาอยู่ในภาวะสมดุลอีกครั้ง

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *