ศาลปกครอง (Administrative Court)

ศาลปกครอง (Administrative Court)

โดย พรชัย ศรีสว่าง

คดีแพ่ง เป็นคดีพิพาทระหว่างราษฎร์กับราษฎร เช่น ซื้อขาย จำนอง ละเมิด เป็นต้น คดีปกครองจะชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างราษฎรกับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเกิดจากเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามกฎหมาย ได้แก่ พระราชบัญญัติหรือกฎหมายของฝ่ายบริหาร เช่น เจ้าหน้าที่ไม่ยอมออกใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร หรือไม่ยอมชดใช้ค่าทดแทนค่าที่ดินจากการเวนคืน
ศาลปกครองจะมีอำนาจตรวจสอบว่า การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้องก็จะพิจารณาและมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งหรือการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เรียกว่า เพิกถอนการกระทำทางปกครอง เพื่อให้สั่งการเสียใหม่ให้ถูกต้อง ไม่ใช่ศาลปกครองจะสั่งการเปลี่ยนแปลงคำสั่งของฝ่ายปกครองเสียเอง หากเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตหรือกระทำผิดอาญาก็เป็นเรื่องไปดำเนินการตามกฎหมายอาญาหรือกฎหมาย ป.ป.ช.
วิธีพิจารณาแตกต่างจากคดีแพ่งและคดีอาญาที่ถือว่า ใครกล่าวอ้างคนนั้นต้องนำสืบ เพราะในคดีปกครองจะต้องใช้วิธีการไต่สวนโดยผู้พิพากษาจะทำหน้าที่ในการหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจากฝ่ายปกครองและฝ่ายชี้บ่ง โดยคู่ความอาจมีทนายความคอยช่วยเหลือได้

วิธีพิจารณาคดีในศาลปกครอง
มาตรา 42 ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทาง ปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หรือกรณีอื่นใดที่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองตามมาตรา 9 และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายหรือยุติข้อโต้แย้งนั้น ต้องมีคำบังคับตามที่กำหนดในมาตรา 72 ผู้นั้นมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายในเครื่องใดไว้โดยเฉพาะ การฟ้องคดีปกครองในเรื่องนั้นจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการดังกล่าว และไม่มีการสั่งการตามกฎหมายนั้น หรือมิได้มีการสั่งการภายในเวลาอันสมควร หรือภายในเวลาที่กฎหมายนั้นกำหนด

มาตรา 9 ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้
(1) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ
(2) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทาง ปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(4) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
(5) คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด
(6) คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง

เรื่องดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง
(1) การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร
(2) การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการฝ่ายตุลาการ
(3) คดีที่อยู่ในอำนาจองศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย หรือศาลชำนัญพิเศษอื่น

มาตรา 72 ในการพิพากษาคดี ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(1) สั่งให้เพิกถอนกฎหรือคำสั่งหรือสั่งห้ามการกระทำทั้งหมดหรือบางส่วน ในกรณีที่มีการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1)
(2) สั่งให้หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลปกครองกำหนด ในกรณีที่มีการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครอง หรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร
(3) สั่งให้ใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สินหรือให้กระทำการ หรืองดเว้นกระทำการ โดยจะกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ ไว้ด้วยก็ได้ ในกรณีที่มีฟ้องเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการฟ้องเกี่ยวกับสัญญาทาง ปกครอง
(4) สั่งให้ถือปฏิบัติต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่มีการฟ้องให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงความเป็นอยู่ของสิทธิหรือหน้าที่นั้น
(5) สั่งให้บุคคลกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย
ในการมีคำบังคับตามวรรคหนึ่ง (1) ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดว่าจะให้มีผล ย้อนหลังหรือไม่ย้อนหลัง หรือมีผลไปในอนาคตถึงขณะใดขณะหนึ่งได้ หรือจะกำหนดให้มีเงื่อนไขอย่างใดก็ได้ ทั้งนี้ตามความเป็นธรรมแห่งกรณี
ในกรณีที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนกฎ ให้มีการประกาศผลแห่งคำพิพากษาดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษา และให้การประกาศดังกล่าวมีผลเป็นการเพิกถอนกฎนั้น
ในกรณีที่ศาลปกครองมีคำบังคับให้ผู้ใดชำระเงินหรือส่งมอบทรัยพ์สินตามคำพิพากษา ถ้าผู้นั้นไม่ชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สิน ศาลปกครองอาจมีคำสั่งให้การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของบุคคลนั้นได้
ในกรณีที่ศาลปกครองมีคำบังคับตามวรรคหนึ่ง (5) หรือตามวรรคสี่ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในการพิพากษาคดี ให้ศาลปกครองมีคำสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามส่วนของการชนะคดี

การพิจารณาเงื่อนไขคำฟ้องคดีปกครองจะต้องพิจารณาเรื่องต่อไปนี้คือ
1) เขตอำนาจศาลที่ยื่นฟ้องว่าข้อพิพาทดังกล่าวเป็นเรื่องกฎหมายปกครองที่ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้หรือไม่
2) ลักษณะคำฟ้อง
3) จะต้องยื่นต่อศาลปกครองใด ศาลปกครองชั้นต้น หรือเริ่มที่ศาลปกครองแห่ง มลรัฐ อำนาจของผู้ยื่นและผู้ดำเนินคดี
4) ผู้ยื่นมีอำนาจฟ้องหรือไม่ กล่าวคือมีความจำเป็นที่จะได้รับความคุ้มครองสิทธิหรือไม่ หรือถูกโต้แย้งสิทธิหรือไม่
5) ได้มีการอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองมาแล้วหรือยัง
6) ได้ยื่นฟ้องภายในระยะเวลาหรือไม่ (1เดือนนับแต่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ตาม ข้อ 5)
คดีปกครองแยกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่
1. คดีข้อพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งของผู้ปกครอง เช่น พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบคำสั่ง เช่น รัฐออกพระราชกฤษฎีกาให้เวนคืนที่ดินเพื่อสร้างทาง และให้จ่ายค่าทดแทนให้เจ้าของที่ดินผู้ถูกเวนคืน หากเจ้าของที่ดินเห็นว่าค่าทดแทนที่ได้รับน้อยไป ก็สามารถฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งของเจ้าพนักงานทดแทนเพื่อให้จ่ายค่าทดแทนให้สูงขึ้นได้
2. คดีข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำของผู้ปกครอง เช่น กรุงเทพมหานครมีคำสั่งให้รื้ออาคารโดยอ้างว่ารุกล้ำทางสาธารณะ แต่หลังจากรื้อไปแล้ว ต่อมาปรากฏว่า อาคารดังกล่าวไม่รุกล้ำ เจ้าของอาคารสามารถฟ้องร้องกรุงเทพมหานครเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นได้
3. คดีข้อพิพาทที่เกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง เช่น หน่วยงานของรัฐอนุญาตให้บริษัท A ได้รับสัมปทานให้ดำเนินการและเก็บผลประโยชน์จากกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นระยะเวลา 20 ปี โดยบริษัท A ต้องจ่ายผลประโยชน์ให้รัฐ แต่ต่อมารัฐได้บอกเลิกสัญญาสัมปทาน ดังกล่าว บริษัท A มีสิทธิฟ้องร้องเพื่อให้ศาลสั่งให้เจ้าพนักงานของรัฐเปลี่ยนแปลงคำสั่งยกเลิกสัญญาสัมปทานและเรียกค่าเสียหายได้

____________________________________________
เอื้อเฟื้อบทความโดยสำนักงานกฎหมายติลลีกี แอนด์ กิบบินส์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *