ว่าวลอยลม องค์กรลอยตัว

ว่าวลอยลม องค์กรลอยตัว
“ประวิทย์ อนันตวราศิลป์” มักเปรียบเปรยอยู่บ่อยครั้งว่า รูปแบบและการเติบโตขององค์กร ไม่ต่างอะไรกับว่าว เดือนเมษาลมกำลังดี จะเห็นว่าวสารพัดสารพัน ควงกันอยู่เต็มท้องฟ้า

“เพราะอะไร? เพราะลมมันดี เศรษฐกิจมันดี เล่นหุ้นไหนกำไรทุกหุ้น เพราะดัชนีมันขึ้น”

ตอนที่ลมแรง มีว่าวเต็มท้องฟ้า ดูแทบไม่ออกว่าใครเก่งใครไม่เก่ง

เขาบอกว่า จะดูว่าองค์กรไหนมีรูปแบบการจัดการที่ดี ให้สอดส่ายสายตาตอนที่ลมเริ่มนิ่ง

ไอ้ตอนที่ไม่มีลมนี่แหละ เป็นช่วงเวลาแห่งความหฤหรรษากับหฤโหดดีนัก

ถ้าว่าวตัวไหนใช้กระดาษธรรมดาเป็นอาภรณ์ห่มตัว เวลาที่ทิศทางลมเกิดไม่ดีขึ้นมา ว่าวก็จะทิ้งดิ่ง ไม่ยอมกระพือ

ขณะที่สายป่านว่าว ถ้าเทียบกับโครงสร้างองค์กร ก็คงไม่ต่างไปจากโสหุ้ยค่าน้ำค่าไฟ ค่าใช้จ่ายจิปาถะ

เวลาเศรษฐกิจดีๆ ธุรกิจที่มีสายป่านใหญ่ มักใช้จ่ายหมดไปอย่างสิ้นเปลือง

บางกิจการชอบเปลี่ยนรถประจำตำแหน่ง เปลืองพอๆ กับสาวๆ เปลี่ยนรองเท้า

หันไปดูตรงคอซุงว่าว ถ้ารัดไม่แน่น ไม่ถูกต้องตามหลักการสมดุล จะเป็นอีกตัวที่ฟ้องว่า ระบบการทำงานขององค์กรไม่ดี

“ผูกคอซุงว่าวไม่ดี เวลาขึ้นแล้วควงเลย บินไม่ได้”

เป็นเหตุผลง่ายๆ ว่า พอถึงฤดูกาลที่เศรษฐกิจไม่เป็นใจ หลายบริษัทถึงเจ๊งเป็นแถบๆ เพราะโครงสร้างว่าวไม่ดี ทำอะไรไม่สมดุล พู่ดูรุ่มร่าม ไม่เป็นสัดเป็นส่วน

เรื่องน่าสนใจก็คือ แล้วเวลาที่ลมหยุด จะมีว่าวสักกี่ตัวกันหนอ ที่ยังพอลอยตัวอยู่ได้

“สังเกตดูพอถึงเทศกาลแข่งว่าว ว่าวประเภทจุฬา ปักเป้า ถ้าเกิดทิศทางลมไม่ดี ทั้งทีมจะช่วยกันวิ่ง เพราะลมสร้างเองได้ถ้าเกิดคุณวิ่ง”

ไม่ว่าสถานการณ์ใดถ้าเกิดแรงต้าน ทำให้องค์กรไม่สามารถลอยตัว ทีมเวิร์คจะเป็นตัวที่ช่วยให้ธุรกิจอยู่ได้

เพราะฉะนั้นเวลาที่ลมหยุด เศรษฐกิจไม่ดี อย่ามัวแต่หมดอาลัยตายอยาก คุณต้องวิ่งออกไปขายของให้มากขึ้น

“เศรษฐกิจไม่ดีไม่เป็นไร ขอให้ขยันทำงาน”

ประวิทย์เป็นผู้บริหารมืออาชีพ ที่โลดแล่นอยู่ในธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้ามานานหลายปี หลังออกจากเพาเวอร์บาย ก็ย้ายไปทำกับธุรกิจสีทีโอเอในฐานะโค้ชชิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยูเทิร์นกลับมาใช้ชีวิตในวงการเสียบปลั๊กอีกครั้ง ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสทิน่า (ประเทศไทย) จำกัด

ด้วยวัย 57 ปีเขาคิดว่าตัวเองควรจะพักผ่อนได้แล้ว แต่ก่อนจะถึงวันนั้นจริงๆ ทุกวินาทีจากนี้ต้องคิดให้แตกว่า ในวันพรุ่งนี้จะต้องทำอย่างไรบ้าง ถึงจะให้ทุกอย่างเดินไปอย่างเป็นระบบ โดยตัวเองไม่ต้องมานั่งออกแรงจนเหงื่อตกรายวัน

“ในวัยที่อายุเพิ่มขึ้น คุณต้องคิดนอกกรอบตลอดเวลา ต้องคิดมุมกลับ เพราะความสำเร็จในวันนี้ คือปัญหาของวันพรุ่งถ้าคุณยังยึดติดอยู่”

ประสบการณ์อันเชี่ยวกรากในโลกการค้า ทำให้เขาสนใจเรื่องคน และการจัดการโครงสร้างองค์กร ว่าวที่ลอยไม่ขึ้นเพราะหมดลมช่วยกระพือ การบริหารคน บริหารทีมงานให้ดี จึงเป็นจุดใหญ่ที่ช่วยกลบความเสี่ยง

ในฐานะผู้บริหารต้องคัดสรร พัฒนา และปรับเปลี่ยนตัวคนเล่น ให้สอดรับกับสถานการณ์ สำหรับเขาแล้วมองว่า การเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของคนหรือแม้แต่การปลดออกจากทีม ไม่ถือเป็นเรื่องบาป เพราะความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าคือ “ทำอย่างไรไม่ให้คนล้มเหลว แล้วองค์กรต้องล้มตาม”

หน้าที่ผู้นำต้องกวาดตามองให้กว้าง มองไปให้ทั่วๆ รับรู้ว่าโลกนี้เขามีอะไรกัน แล้วก็ปรับข้อมูลให้กว้างไกลเท่าที่จะทำได้

จากนั้นถึงจะประเมินตัวเอง ประเมินความพร้อมของทีมงาน ว่าจากจุดที่องค์กรยืนอยู่ จากนี้ไปน่าจะไปยืนอยู่ตรงไหนจากสิ่งที่สายตามองเห็นทั้งหมด

แล้วก็ทำตัวพุ่งไปข้างหน้า เหมือนกับว่าวที่พยายามยืนหยัด ไม่เอาหัวปักดิน

ทำอย่างไรถ้าองค์กร สุขภาพเริ่มไม่ดี

“ถ้าคุณยังสุขภาพดี แข็งแรง ทุกครั้งที่คุณไปหาหมอ คุณจะยังคงเถียงเก่ง แต่ถ้าอยู่ในสภาพเดินแล้วเจ็บออดๆ แอดๆ เจอหน้าหมอแล้วยังไงก็ได้

อยู่ๆ ไปหามาแล้วสิบหมอ เสียเงินไปเยอะแยะ นานวันยิ่งไม่หาย กลับกลายเป็นเรื้อรัง ผมเชื่อว่าถึงตอนนั้น ถ้าต้องกราบกรานผีสางเทวดา ก็ยังต้องทำเลย เพราะว่าหมดหนทางแล้ว

จะสุขภาพคนหรือสุขภาพองค์กร มันเป็นเรื่องของสถานะในแต่ละช่วงเวลามากกว่า ถ้าเราล้มป่วยเราก็ต้องยอมเลือกในหนทางเท่าที่มี ซึ่งจริงๆ แล้วก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายไปถึงตอนนั้น ตอนที่ร่างกายเรายังดีๆ เพียงแต่อุ้ยอ้ายไปบ้าง น้ำหนักตัวเยอะไปหน่อย จะทำอะไรแต่ละทีก็เหนื่อยง่าย มาคิดอ่านออกกำลังกาย หรือปรับปรุงแก้ไขแต่เนิ่นๆ กันดีกว่าไหม

ด้วยการตั้งคำถามกับตัวเองว่า ตกลงเราจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเสียตั้งแต่วันนี้ หรือว่ารอจนกระทั่งเราหมดรูปแล้วเงินทองก็หมด ไม่มีความพร้อมจะทำอะไรได้

ตกลงจะผ่าตัดวันนี้ตอนที่ยังมีเงิน แล้วคุณสามารถหาเงินก้อนใหม่ได้ กลับไปแข็งแรงเหมือนเดิม หรืออยากปล่อยกระทั่งอาการเรื้อรัง เพราะพอร่างกายไม่ดี ประสิทธิภาพทำงานไม่ดี ถึงวันที่เงินหมด ธุรกิจไม่ดี อะไรก็จะเป็นปัญหา ถ้าวันนั้นมาปุ๊บ เราต้องช่วยตัวเองหมดทุกอย่าง เงินหมด สภาพคล่ององค์กรก็หมด ทุกอย่างปราศจากพร้อม

แม้หมอเรียกเงินค่าผ่าตัดสามแสนก็ยังต้องกู้เขามา จากที่เคยมีเงินสดอยู่สามแสนในมือ หรือเคยหมดไปเป็นล้านก็ยังไม่เป็นไร

ฉะนั้น ทำอะไรก็ตามเราควรทำในตอนที่เรามีกำลัง มีความพร้อม มีกำลังใจ มีคนเชียร์ มีทีมงานไปด้วยกัน อย่างน้อยเวลาที่เดินล้มก็ยังมีคนคอยช่วย จะตายก็มีคนฝัง ได้ไปถึงเมรุแน่ๆ”

เรื่อง : วรนุช เจียมรจนานนท์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *