วิธีใช้จ่ายให้เงินเหลือออม(1)

วิธีใช้จ่ายให้เงินเหลือออม(1)

องค์ประกอบของรายจ่ายสำหรับคนทั่วไป ได้แก่
(1) รายจ่ายในชีวิตประ จำวันเพื่อการดำรงชีพ อาทิ อาหาร ที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ซึ่งหากรายได้มีไม่เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายก็จำเป็นต้องกู้ยืมมาใช้จ่าย จึงเกิดหนี้สินที่จะต้องชำระคืนพร้อมดอกเบี้ย การก่อหนี้ของคนส่วนใหญ่มักเกิดจาก
(2) ซื้อที่อยู่อาศัย
(3) เช่าซื้อรถยนต์
(4) อุปโภคและบริโภค ที่สำคัญคือการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ซึ่งหลังจากหักรายจ่ายข้างต้นแล้ว รายได้ส่วนที่เหลือจึงเป็นเงินที่ออมไว้ใช้จ่ายในอนาคต และเพื่อให้เงินออมนี้มีผลตอบแทนจึงควรใช้จ่ายโดย
(5) ซื้อสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่จะมีราคาสูงขึ้นในระยะต่อไปแทนการถือเงินสด
(6) ใช้จ่ายลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงและหรือ
(7) ใช้จ่ายลงทุนในตราสารทุน
ในวิชาเศรษฐศาสตร์การใช้จ่ายเงินสร้างความพึงพอใจให้กับมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายเพื่อสิ่งที่จำเป็นหรือไม่จำเป็น แต่ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันบังคับให้เราต้องใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นเท่านั้นจึงจะมีเงินเหลือออม ดังนั้น เพื่อให้บรรลุวัตถุ ประสงค์ทั้งสองประการจึงควรมีการบริหารจัดการรายจ่ายทั้ง 7 วิธีข้างต้นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้หลักประหยัดและประโยชน์ในการใช้จ่ายประจำวันที่ยังคงสร้างความพึงพอใจเท่าเดิม
ส่วนการก่อหนี้ก็จะต้องเป็นการก่อหนี้ที่ดี โดยนำไปใช้จ่ายให้ได้สิ่งที่ต้องการ และสามารถชำระคืนหนี้ตามภาระผูกพันทั้งในส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ยได้
สำหรับการใช้จ่ายลงทุนด้วยเงินออมก็จะต้องบริหารให้ได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการเสื่อมค่าของเงินจากภาวะเงินเฟ้อ และให้มีจำนวนมากเพียงพอกับความต้องการใช้ตามวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง ซึ่งคนทั่วไปมักต้องการใช้จ่ายซื้อที่อยู่อาศัย การศึกษาของบุตร และการใช้จ่ายหลังเกษียณอายุ โดยใช้กลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสม ซึ่งก็คือการลงทุนรูปพีระมิด
สาระสำคัญที่นำเสนอเกี่ยวกับแนวทางบริหารการใช้จ่ายทั้งสามส่วนข้างต้น ได้แก่ การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ภาระหนี้และการลงทุน เป็นแนวคิดเพื่อจะนำไปปฏิบัติให้เงินออมเพิ่มขึ้นสองประการ คือ ประการแรก ลดรายจ่ายให้มีเงินเหลือออม และประการที่สอง เพิ่มเงินที่ออมไว้ด้วยกลยุทธ์การลงทุนรูปพีระมิด ให้ได้จำนวนตามเป้าหมาย แต่อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ได้รับจริง อาจจะหรืออาจจะไม่เป็นไปตามแผนก็ได้ กลยุทธ์การลงทุนรูปพีระมิด เป็นเพียงแนวคิดที่ผู้ปฎิบัติ จะต้องมีทักษะเกี่ยวกับเทคนิคการลงทุนมาแล้วพอควร หากเป็นผู้ลงทุนทั่วไปก็ขอให้ศึกษาเกี่ยวกับการลงทุน ในเครื่องมือการเงินต่าง ๆ เพิ่มเติมก่อนการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้สามารถตั้งเป้าหมายผลตอบแทนที่ดำเนินการได้
ปัญหาเศรษฐกิจในทศวรรษ 2000
จุดพลิกผันของระบบเศรษฐกิจไทยเกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ที่ส่งผลให้มีปัญหาเศรษฐกิจตามมามากมาย อาทิ การไหลออกของเงินทุนจากต่างประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระบบการเงินขาดสภาพคล่องเป็นเวลานาน ราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯลดลงอย่างไร้ขีดจำกัด ธุรกิจเอกชนและสถาบันการเงินมีหนี้ต่างประเทศระยะสั้นสะสมมาก จนทำให้เกิดวิกฤตสถาบันการเงินจากการมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นภาระอันหนักอึ้งของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่ยังคงต้องแก้ไขปัญหาอยู่
ประเทศเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากการขาดแคลนอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการเพราะประชาชนไม่มีรายได้เพียงพอใช้จ่าย ซึ่งเป็นผลจากการไม่มีงานทำ เนื่องจากธุรกิจจำนวนมากต้องเลิกกิจการ และธุรกิที่ยังดำเนินการอยู่ก็มีการปลดคนงาน เพื่อลดต้นทุนให้สามารถทำธุรกิจต่อไปได้ ทั้งนี้ แม้ว่าภาครัฐได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐ กิจหลายอย่าง อาทิ การให้กู้ยืมเพื่อประกอบธุรกิจแก่ธุรกิจขนาดเล็กและผู้มีรายได้น้อยเพิ่มขึ้น การพักชำระหนี้เกษตรกร ฯลฯ เพราะการแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องใช้เวลา และแม้ว่าในขณะนี้เศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นบ้างแล้ว แต่ยังคงมีปัญหาสะสมอยู่มาก โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายของประชาชน
ภาวะเงินเฟ้อและเงินฝืด
เมื่อกล่าวถึงราคาสินค้า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอะไรก็ตามคนทั่วไปมักเคยชินกับการที่ราคาสินค้าในปีหน้าจะสูงกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากผลของเงินเฟ้อ คนส่วนใหญ่จึงวิตกกังลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและหาทางที่จะป้องกันรวมทั้งการใช้ประโยชน์จากเงินเฟ้อ เช่น เรียนรู้ที่จะซื้อที่ดิน หุ้น หรือซื้อธุรกิจ เพราะสินทรัพย์เหล่านี้จะมีมูลค่าสูงขึ้นทุกปี จากการที่อุปสงค์เพิ่มและค่าเงินที่ลดลง เงินเฟ้อจึงส่งผลให้มีการสะสมสินทรัพย์ที่มิใช่เงินสด
เงินฝืดมีลักษณะตรงข้ามกับเงินเฟ้อ ที่ราคาสินค้าและบริการโน้มลดลง เนื่องจากกขาดแคลนอุปสงค์ ธุรกิจมีสินค้าเหลือค้างสต็อกจำนวนมาก เป็นสัญญาณให้ผู้ประกอบการลดปริมาณการผลิตลง การชะลอตัวของตลาดสินค้า มีผลกระทบต่อเนื่องถึงธุรกรรมในตลาดเงิน และตลาดทุนให้ซบเซาลงด้วย ระบบเศรษฐกิจจึงหดตัวจากการที่ผลผลิตโดยรวม ณ ราคาปัจจุบันลดลง ซึ่งหากขนาดของการหดตัวอยู่ในระดับปานกลางเป็นระยะเวลาติดต่อกันตั้งแต่ 2 เดือนถึง 2 ปี จะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ถ้าปริมาณผลผลิตลดลงมากและมีระยะเวลาที่ยาวนานกว่าก็ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
ภาวะเงินฝืดส่งผลกระทบที่รุนแรงกว่าภาวะเงินเฟ้อ เงินสดกลายเป็นสิ่งที่หายากจากการที่สินทรัพย์ทางการเงิน มีราคาตกต่ำลงมากจนกลายเป็นสิ่งที่คนนำไปประดับฝาผนังแทนการถือเป็นสินทรัพย์ อุปทาน อสังหาริมทรัพย์ขายไม่ออก ระบบสถาบันการเงินมีหนี้เสียเกิดขึ้นมากมาย ผู้ที่มีเงินสดซื้อสินค้าที่ราคาลดลงทุกวัน ขณะที่ผู้ลงทุนเฝ้าดูตลาดแต่ไม่ยอมลงทุน ได้แต่รอคอยเพราะรู้ว่าเมื่อวัฏจักรการตกต่ำของราคาสิ้นสุดลงแล้ว ก็จะกลับสูงขึ้นใหม่อีกครั้ง
แต่อย่างไรก็ตาม ในภาวการณ์ที่เป็นจริงอาจเกิดทั้งเงินเฟ้อ และเงินฝืดพร้อมกัน ได้ทำให้ราคาสินค้าบางอย่างสูงขึ้น แต่สินค้าบางอย่างกลับมีราคาลดลง
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่ออุปสงค์สินค้าและบริการอย่างมีนัยสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ อารมณ์ของผู้บริโภค ในภาวะที่เศรษฐกิจดีประชา ชนจะมองโลกในแง่ดี มีการจับจ่ายใช้สอยอย่างไม่ระมัดระวังจนอาจเกิดการใช้จ่ายเกินตัวหากไม่มีเงินก็จะกู้ยืมมาใช้ แต่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือตกต่ำผู้บริโภคจะใช้จ่ายอย่างระมัดระวังและไม่กู้ยืม ส่งผลให้สถานการณ์ยิ่งยากลำบากมากขึ้น ผู้คนประหยัดขณะที่ธุรกิจปลดคนงาน และนักลงทุนถอนตัวจากตลาดหุ้นเคลื่อนย้ายเงินไปลงทุนในแหล่งที่คิดว่าปลอดภัยกว่า เช่น ฝากเงินกับธนาคารซึ่งจะได้รับความคุ้มครองจากทางการ 100 %
สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ทำให้เห็นว่า ในภาวะเงินเฟ้อผู้คนจะใช้เงินมากขึ้นขณะที่ค่าของเงินลดลง ตลาดสินค้าซื้อง่ายขายคล่อง แต่เงินฝืดทำให้คนถือเงินไว้ยังไม่ลงทุนซื้อบ้านหรือหุ้น ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เอื้อต่อธุรกิจ และส่งผลให้แรงกดดันต่อการเกิดเงินฝืดเพิ่มต่อไป ราคาหุ้นอาจร่วงลงอย่างไร้ขีดจำกัด อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมลดลง และมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ก็ลดต่ำลงเช่นเดียวกัน

ที่มา : http://www.geocities.com/

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *